ข่าว

'ปชป.'จวกรัฐทำลายวินัยการคลัง

'ปชป.'จวกรัฐทำลายวินัยการคลัง

04 เม.ย. 2556

ปชป. ซัดรัฐทำลายวินัยการคลัง เชื่ออนาคตขึ้น VAT ผลักภาระปชช. จวก 'ส.ส.-ส.ว.' ผ่านร่างแก้รธน.รายมาตราทรยศหน้าที่ จี้ 'ปู' ปรามพวกลิ่วล้อเลิกกดดัน 'ปปช.-ศาลรธน.'

 

                    4 เม.ย.56 นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า นโยบายประชาล่มจม ไม่ว่าจะเป็นโครงการจำนำข้าว รถคันแรก หรือโครงการที่หวังเพียงคะแนนเสียงระยะสั้นไม่สนใจผลกระทบระยะยาว จากนโยบายผลาญเงินเช่นนี้ทำให้สถานะการเงินของประเทศเข้าสู่สภาวะเสี่ยง เช่น กรณีรถคันแรกที่รัฐบาลไม่มีเงินคืนภาษีให้กับผู้ไปใช้สิทธิ จน รมว.คลังต้องอนุมัติเงินคงคลัง 3 หมื่นล้าน ให้กรมบัญชีกลางปล่อยเงินออกมาเพื่อไปใช้ในนโยบายประชาล่มจม ถือเป็นการผิดวินัยการคลังที่ร้ายแรง เพราะเงินคงคลังเป็นเงินออมของประเทศ รัฐบาลที่ดีต้องรักษาเงินออมให้ได้มากที่สุดเพื่อความมั่นคงของชาติ แต่รัฐบาลชุดนี้นอกจากไม่ออมเงินเหมือนที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ทำแล้ว ยังล้างผลาญเงินออมที่รัฐบาลประชาธิปัตย์เก็บหอมรอมริบไว้ให้ประชาชนและประเทศชาติจนผลาญเงินจากเดิมที่มี 5 หมื่นล้าน เพิ่มขึ้นเป็นสามแสนล้าน

                    แทนที่พรรคเพื่อไทยจะออมเงินให้ประเทศกลับสร้างหนี้ล้างโอกาสประชาชนและผลาญเงินออมประเทศด้วยการนำเงินคงคลังมาจ่ายในโครงการประชาล่มจม เพื่อเอาประโยชน์ซึ่งหน้าทางการเมือง ทำให้สถานะการเงินประเทศอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงและเป็นเหตุให้ต้องกู้เงิน 2 ล้านล้าน เพราะหากรัฐบาลยกเลิกโครงการประชาล่มจมได้ก็ไม่ต้องกู้เงิน สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่ารัฐบาลขาดวินัยการคลังอย่างรุนแรงถึงกับต้องเอาเงินคงคลังมาใช้ และขอทำนายอนาคตอันใกล้นี้ว่าจะมีการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อนำเงินมาอุดรายจ่าย ผลักภาะให้ประชาชนทำให้รายจ่ายรายเดือนเพิ่มสูงขึ้น โดยยกตัวอย่างว่าหากมีการเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่มจาก 7% เป็น 10% ค่าใช้จ่ายต่อครัวเรือนจะมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นต่อปี 10,093 บาท สำหรับครัวเรือนที่มีรายจ่าย 3 หมื่นบาทต่อเดือน ประชาชนต้องรับภาระกู้ชาตินี้ใช้ชาติหน้าของรัฐบาลชุดนี้

 

'ชวนนท์' จวก 'ส.ส.-ส.ว.' ผ่านร่างแก้ไขรธน.รายมาตรา

 

                    นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการลงมติรับหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราว่า ไม่แตกต่างจากกรณีพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน เพราะเป็นไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจเหนือรัฐบาลเพื่อให้ทั้งสองเรื่องนี้เสร็จภายในสมัยประชุมนี้ พรรคยืนยันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราสามารถทำได้ แต่ต้องดูสาระที่จะมีการแก้ไขว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชนหรือนักการเมือง และผู้มีอิทธิพลทางการเมือง เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ไม่มีประเด็นใดที่เป็นประโยชน์ประชาชน หรือสร้างความก้าวหน้าให้กับประชาธิปไตยหรือสร้างความปรองดองให้กับประเทศชาติ เช่น มาตรา 68 ถือเป็นความน่าละอายของผู้ที่เรียกตัวเองว่าสมาชิกรัฐสภา เพราะมีการแก้ไขโดยปิดช่องทางการร้องเรียนต่อศาลรัฐธรรมนูญในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ถือเป็นการทรยศต่อการทำหน้าที่ของผู้แทนประชาชน เนื่องจากสมาชิกรัฐสภามีหน้าที่เพิ่มสิทธิให้ประชาชนแต่กลับทำในทางตรงกันข้ามคือริดรอนสิทธิปิดกั้นช่องทางของประชาชน

                    นายชวนนท์ กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงผู้อยู่เบื้องหลังรัฐบาลว่าการแก้ไขมาตรา 68 เป็นเพียงข้ออ้างเพื่อนำไปสู่การลงมติเพื่อแก้มาตรา 291 ที่ค้างวาระสามในรัฐสภา เพราะนายจาตุรนต์ ฉายแสง พูดชัดว่าการแก้ไขมาตรา 68 เพื่อนำไปสู่การลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ในวาระ 3 เพื่อนำไปสู่การล้มล้างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จึงอยากให้คนเสื้อแดงติดตามเพราะเป็นอีกครั้งหนึ่งที่เอาสิทธิประชาชนมาแลกกับสิทธิของคนกลุ่มหนึ่งเพื่อให้ได้รับการล้างผิดและรวบอำนาจ แสดงให้เห็นว่าเป็นประชาธิปไตยแต่ปากหัวใจเผด็จการ

                    นายชวนนท์ กล่าวว่า ส่วนการแก้ไขมาตรา 190 นั้นเห็นว่าไม่มีอะไรต้องแก้ไขแล้ว เนื่องจากแก้ไขในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ จึงทำให้คิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้ว่ามีเจตนาที่จะไม่นำสนธิสัญญาที่เกี่ยวกับผลประโยชน์ทางทะเลไม่ว่าจะกับกัมพูชาหรือมาเลเซียเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาแต่ให้เป็นอำนาจของฝ่ายบริหารแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงเป็นการแก้ไขเพื่อตอบสนองความต้องการของรัฐบาลทั้งสิ้น ทั้งนี้้ทีมกฏหมายของพรรคกำลังพิจารณว่าจะดำเนินการอย่างไรกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเพราะเห็นว่า ขัดรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะมาตรา 68

                    "ขอฝากถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อย่าใช้มวลชนกดดันองค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ที่กำลังจะชี้มูลการแจ้งบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตัวเอง รวมถึงต้องไม่ให้มวลชนไปกดดันศาลรัฐธรรมนูญด้วย โดยนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำฝ่ายบริหารต้องคุ้มครองสิทธิการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระด้วย และไม่ควรมีการกล่าวหาว่าองค์กรอิสระหรือฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลจ้องที่จะล้มรัฐบาล เพราะทุกฝ่ายต่างทำหน้าที่และรัฐบาลก็ต้องเคารพการตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตย" นายชวนนท์ กล่าว

 

จี้ 'ปู' เลิกปัดความรับผิดชอบ-แนะทบทวนเจรจา 'บีอาร์เอ็น'

 

                    นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าการเจรจาของรัฐบาลกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบไม่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่เหตุความรุนแรงและความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตทหารและประชาชน เกิดถี่ขึ้นและรุนแรงมากกว่าเดิม โดยเฉพาะการอุ้มฆ่าทหารนาวิกโยธินเป็นเหตุสะเทือนใจอย่างยิ่ง จึงอยากให้รัฐบาลตระหนักว่าสิ่งที่กำลังทำกระทบต่อสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และไม่อยากให้นายกรัฐมนตรีพูดแบบไม่รับผิดชอบว่า การเจรจากับความรุนแรงเป็นคนละเรื่องกัน แต่ต้องทบทวนว่าถ้าการเจรจาเป็นความสุ่มเสี่ยงที่ทำให้ประชาชนและทหารมีความเสี่ยงมากขึ้นต้องหยุด จะเอาชีวิตประชาชนไปสังเวยการเจรจา พรรคขอคัดค้านอย่างเต็มที่

                    อย่างไรก็ตามสิ่งที่ตนสังเกตคือประชาชนภาคใต้กำลังถูกจับเป็นตัวประกันเพื่อให้การเจรจาเดินหน้าต่อไป ด้วยการสร้างเงื่อนไขให้กับกลุ่มก่อความไม่สงบในการเรียกร้องรัฐบาล จึงอยากให้ทบทวนอย่าเอาชีวิตประชาชนเป็นตัวประกัน เพราะถ้าเจรจาไม่สำเร็จก็ควรล้มเลิกกลับมาในแนวทางที่สร้างความสงบและสันติสุขในภาคใต้ด้วยแนวทางที่ดีกว่านี้

 

'ปชป.' ชี้แก้รธน.ส่อโมฆะ เชื่อทำผิดข้อบังคับ-ขัดรธน.

 

                    ที่รัฐสภา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง และนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลก ในฐานะกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ร่วมกันแถลงข่าวถึงกระบวนการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา 68 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยนายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อคืนวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์องค์ประชุมไม่ครบในระหว่างที่มีการเสนอจำนวนวันแปรญัตติ ทำให้การประชุมถือว่าไม่ชอบด้วยข้อบังคับการประชุมรัฐสภา และขัดรัฐธรรมนูญในเรื่ององค์ประชุมที่อาจทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ชอบด้วยกฎหมายจนอาจทำให้เป็นโมฆะ ซึ่งตนและคณะได้ทักท้วงในคณะกรรมาธิการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 และ 237 แล้ว ทั้งนี้ ถือว่าการพิจารณากฎหมายไม่สมบูรณ์ ทำให้คณะกรรมาธิการที่พิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 3 คณะต้องเสนอเรื่องกลับมายังรัฐสภาเพื่อพิจารณาใหม่ ซึ่งการที่ตนออกมาท้วงติงตั้งแต่แรกเพราะไม่อยากให้การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นโมฆะและกระบวนการพิจารณาต้องสูญเปล่า

                    ด้านนายวิรัตน์ กล่าวว่า หากเป็นญัตติทั่วไปหรือเรื่องอื่นหากมีการเสนอ 1 คน และไม่มีผู้เห็นต่างหรือเสนอแย้งถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามข้อบังคับการประชุมร่วมรัฐสภาข้อที่ 59 วรรคแรก แต่กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาตามวรรคสองที่ต้องลงมติแม้จะไม่มีผู้เห็นแย้ง ซึ่งกระบวนการปิดประชุมนั้นไม่ชอบ การดำเนินการต่อมาจึงถือว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญทั้งหมด รวมทั้งการตั้งคณะกรรมาธิการด้วย และเมื่อตนเข้าไปทักท้วงต่อคณะกรรมาธิการทำให้ที่ประชุมตกใจเพราะคิดไม่ถึงว่าจะมีประเด็นนี้ เหมือนคนจบ ป.4 ไม่ชอบ ต่อมาจบป.เอก ก็ต้องไม่ชอบเช่นกัน ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปอยู่แล้ว ทั้งนี้ เราได้ให้กรรมาธิการของพรรคไปชี้แจงทักท้วงทั้ง 3 คณะ และจะมาประชุมร่วมกันอีกครั้ง ว่าต่อไปจะร่วมประชุมในคณะกรรมาธิการต่อหรือไม่ แต่เรื่องนี้ได้เตรียมแนวทางไว้บ้างแล้ว ซึ่งกรณีนี้ไปถึงศาลรัฐธรรมนูญแน่นอนไม่ต้องท้า และเราจะรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดส่งให้ศาลด้วยเพื่อความสะดวกของศาลในการพิจารณา

                    ขณะที่นพ.วรงค์ กล่าวว่า การที่องค์ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ไม่ครบ ทำให้การกำหนดวันแปรญัตติโดยรัฐบาลเสนอ 15 วัน แต่นายณัฎฐ์ บรรทัดฐาน ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เห็นแย้งและเสนอ 60 วันนั้น ตามข้อบังคับจะต้องลงมติและก่อนลงมติก็ต้องนับองค์ประชุม แต่ปรากฏว่าเหตุการณ์เมื่อคืนนั้นองค์ประชุมไม่ครบจึงถือว่าญัตติดังกล่าวยังค้างอยู่ในการประชุมรัฐสภา แต่นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา กลับลักไก่แจ้งว่า ให้แปรญัตติ 15 วันตามข้อบังคับและทำการปิดประชุมในทันที อย่างไรก็ตาม การประชุมต้องทำตามข้อบังคับ จะเหมาและโมเมสรุปเองไม่ได้