
ไฟไหม้ร.ร.มุสลิม'พม่า'เด็กตาย13
'พม่า' เริ่มสอบหาสาเหตุเพลิงไหม้ที่โรงเรียนมุสลิม ที่ทำให้เด็กเสียชีวิต 13 คน
3 เม.ย. 56 ทางการพม่าเริ่มสอบสวนหาสาเหตุไฟไหม้ที่โรงเรียนมุสลิม ที่ทำให้เด็กเสียชีวิตไป 13 คน
เพราะหลายคนวิตกว่า เหตุการณ์นี้อาจเชื่อมโยงกับความไม่สงบทางศาสนา
คณะกรรมการชุดหนึ่งได้ถูกแต่งตั้งขึ้นมาสืบสวนสอบสวนสาเหตุการเสียชีวิตของเด็กทั้ง 13 คน ที่มัสยิดในครย่างกุ้ง โดยทางคณะกรรมการได้บอกว่าจะเสนอผลของการสืบสวนภายในวันศุกร์นี้
เหตุเพลิงไหม้โรงเรียนเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้ชุมชนมุสลิมในท้องถิ่น เกิดความหวาดกลัวว่าชุมชนของตนเป็นเป้าหมาย หลังจากที่มีเหตุจลาจล ที่มีทั้งการเผาอาคารบ้านเรือน และการฆ่ากันตายในช่วง 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมาจากการทะเลาะวิวาทระหว่างคนที่นับถือศาสนาพุทธและอิสลาม แต่ทางการได้ย้ำว่าเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ โดยอาจจะมีสาเหตุที่ไฟฟ้าลัดวงจร
มาย อิน อาย ผู้บัญชาการตำรวจ ประจำสถานีตำรวจท้องถิ่น ได้ให้สัมภาษณ์ว่าทางการตำรวจได้ส่งหลักฐานให้กับทางคณะกรรมการเรียบร้อยแล้ว และระบุว่าทางการจะยังดำเนินการสืบสวนคดีนี้ต่อไป แต่คิดว่าคดีนี้คงไม่น่าจะยาก เพราะรู้สาเหตุของเพลิงไหม้แล้ว
เขายังบอกอีกด้วยว่าหนึ่งในคุณครู ได้ถูกทางการตำรวจนำตัวไปสอบสวน ในขณะที่ตำรวจยังคงตามหาครูอีกหนึ่งคน โดยสื่อทางการกล่าวหาว่าทั้งสองได้ปล่อยข่าวลือออกไปว่า เพลิงไหม้เกิดจากการวางเพลิง
ในขณะที่เพลิงกำลังลุกไหม้ มีเด็กนักเรียนประมาณ 70 คน ซึ่งหลายคนเป็นเด็กกำพร้า กำลังนอนอยู่ในหอพักของโรงเรียน ทางการบอกว่าเหยื่อเพลิงไหม้จากเหตุการณ์ครั้งนี้เสียชีวิตเพราะไม่มีอากาศหายใจ เพราะหนีออกจากตึกไม่ได้เนื่องจากหน้าต่างทุกบานมีลูกกรงกั้นอยู่
ทางการได้สั่งให้ตำรวจและทหารไปอยู่ตรวจตราบริเวณมัสยิด และโรงเรียนที่ถูกไฟไหม้ ในเวลาไม่นานหลังจากเหตุเพลิงไหม้ เพราะเกรงว่าอาจมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นอีกท่ามกลางความตึงเครียดทางศาสนาในประเทศ / ประชาชนหลายร้อยคนที่ต่างก็เศร้าโศกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ได้ไปร่วมพิธีฝังศพที่สุสานมุสลิม ทางชานเมืองตอนเหนือของนครย่างกุ้ง เมื่อบ่ายวันอังคาร โดยส่วนใหญ่ได้แสดงออกถึงความหวาดกลัวว่าเพลิงไหม้เกิดขึ้นจากการลอบวางเพลิง
แต่ เย นอง เทียน ผู้นำชาวมุสลิมท้องถิ่น ให้สัมภาษณ์ว่าเขาเชื่อ 100 เปอร์เซ็นต์ที่ทางการได้ย้ำว่าเพลิงไหม้เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุ
--------------------
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : AFP)



