
รวบแก๊งไทย-มาเลย์ค้ายาเคยาอี
รวบแก๊งไทย-มาเลย์ค้ายา ยึดยาเค 3 กก. ยาอี 400 เม็ด
วันที่ 3 เม.ย.56 พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. พร้อมนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ร่วมกันแถลงผลชุดสืบสวนปราบปรามยาเสพติด กองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ร่วมกับตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.สุทธิสาร และเจ้าหน้าที่ ปปส.กทม. จับกุมแก๊งค้ายาเสพติดมีชาวต่างชาติร่วมด้วยได้ผู้ต้องหา 5 คน คือ นายสมภพ ขันเพ็ชร์ อายุ 29 ปี นายอานนท์ ปานฉลอง อายุ 25 ปี นายสุทธิเกรียติ สุขรุ่งเรือง อายุ 28 ปี และชาวมาเลเซีย 2 คน คือ Mr.SEE BON SUI และ Mr.WIAN AL SAI พร้อมของกลางยาเค 3 กิโลกรัม และยาอี 400 เม็ด ซึ่งขยายผลจากการตรวจค้นห้องพักเลขที่ 1212 ชั้น 12 โรงแรมแห่งหนึ่งย่านรัชดาภิเษก แขวงและเขตดินแดง กทม. โดยซุ่มโปร่งจับกุมผู้ต้องหาคนไทย 3 คน ได้บริเวณด้านหน้าโรงแรม และจับกุมชาวมาเลเซียทั้ง 2 คนในห้องพักดังกล่าว ทั้งนี้พนักงานสอบสวนได้ดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาอี) และร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 (ยาเค) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
การจับกุมดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากการสืบสวนขยายผลกรณีตำรวจสืบสวนกองบังคับการตำรวจนครบาล 9 ทลายแหล่งผลิตยาเสพติดย่านภาษีเจริญในพื้นที่โดยประสานงานกับฝ่ายสืบสวน สน.สุทธิสาร ขยายผลการจับกุมผู้ต้องหารายนี้โดยสืบทราบว่า มีการซื้อขายยาเสพติดบริเวณหน้าโรงแรมย่านรัชดาภิเษกบ่อยครั้ง จึงนำกำลังไปซุ่มโปร่งจนพบผู้ต้องสงสัยตามที่สายลับแจ้งมาจึงเข้าตรวจค้นจับกุมตัวในที่สุด
จากการสอบสวน ผู้ต้องหาชาวไทยทั้ง 3 คน รับสารภาพว่านำยาเคมาจากผู้ต้องหาชาวมาเลเซีย ซึ่งพักอยู่ย่านดินแดง เมื่อเข้าตรวจค้นห้องพัก สามารถจับกุมผู้ต้องหาชาวมาเลเซียได้ 2 คนพร้อมยึดของกลางข้างต้น นอกจากนี้ ยังสามารถยึดทรัพย์ผู้ต้องหาชาวมาเลเซีย เป็นรถยนต์ 1 คัน เงินสด 4 แสนบาท และสร้อยคอทองคำ น้ำหนัก 15 บาท จากการสอบสวนผู้ต้องหาชาวมาเลเซีย ทราบว่า รับยาเคมาจากประเทศมาเลเซีย ผ่านทางรถทัวร์ ส่วนผู้ต้องหาชาวไทยทั้ง 3 คน เพิ่งพ้นโทษคดีจำหน่ายยาเสพติดมาประมาณ 1 ปี โดยรู้จักกับผู้ต้องหาชาวมาเลเซีย ผ่านคนกลางซึ่งตำรวจจะประสานทางการมาเลเซีย ขยายผลจับกุมเครือข่ายที่เหลือต่อไป
แฉเส้นทางขนยาข้ามชาติผ่านชายแดนมาเลย์
พ.ต.อ.สำเริง สวนทอง ผกก.สน.สุทธิสาร กล่าวถึงการจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดที่มีผู้ต้องหาชาวไทยร่วมกับชาวมาเลเซีย ว่า ของกลางยาเค 3 กิโลกรัมที่เป็นสารตั้งต้นในการผลิตนั้น หากผ่านกระบวนการเป็นน้ำแล้วจะมีราคาประมาณ 15 ล้านบาททีเดียว ส่วนเส้นทางการลักลอบขนยาเสพติดครั้งนี้มาจากทางภาคใต้ มีทั้งขนมาทางรถกระบะ ยี่ห้ออีซูซุของนายอานนท์ และนายสุทธิเกียรติ คนละคัน ซึ่งรุ่น สี และทะเบียนเหมือนกันหมด ,ผ่านทางรถทัวร์ และนั่งเครื่องบินโดยสารจากมาเลเซียมาลงเชียงใหม่
จากการสอบสวนผู้ต้องหาชาวมาเลเซีย อ้างว่า ทำแค่ 2 ครั้ง แต่และครั้งจะได้ค่าจ้าง 15,000 บาท แต่จากการตรวจสอบพนักงานโรงแรมพบผู้ต้องหามาใช้โรงแรมแห่งนี้เป็นสถานที่พักและส่งยามานานร่วมปีแล้ว โดยนายเวียน หลบหนีเข้าด่านตรวจคนเข้าเมืองโดยใช้หนังสือเดินทางที่มีตราประทับปลอม ขณะที่นายซี มีภรรยาอยู่เชียงใหม่ และนั่งเครื่องบินลงมาเพื่อส่งยาครั้งนี้โดยเฉพาะ ส่วนผู้ต้องหาชาวไทยอ้างว่า ทำครั้งแรก และยังไม่ได้ตกลงเรื่องค่าจ้าง แต่ตำรวจไม่ปักใจเชื่อ กำลังอยู่ระหว่างสอบสวน
สำหรับยาเสพติดในครั้งนี้นำมาจากประเทศมาเลเซีย เนื่องจากขณะจับกุมพบว่ามีโทรศัพท์จากประเทศมาเลเซียติดต่อมาหาตลอดเวลา ส่วนกลุ่มคนไทยที่จับกุมได้เนื่องจากมีการติดต่อจากนักโทษในเรือนจำแห่งหนึ่งให้ติดต่อมารับงาน เมื่อนำยาเข้ามาแล้วจะพักที่โรงแรมแห่งนี้ ก่อนกระจายออกให้ลูกค้าทั่วไป
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาอี) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมายและร่วมกันมีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภทที่ 2 (เคตามีน หรือยาเค) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไมได้รับอนุญาต ก่อนนำส่ง สน.สุทธิสาร ดำเนินคดี ส่วนนายเวียน แจ้งข้อหา หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเพิ่มเติม



