
วัฒนธรรมรวมหมู่
วัฒนธรรมรวมหมู่ : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ โดยประภัสสร เสวิกุล
ในสมัยก่อนมีความเชื่อว่าคนเราจะดีจะชั่วนั้นอยู่ที่กมลสันดาน ดังบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ว่า
“ฝูงชนกำเนิดคล้าย คลึงกัน
ใหญ่ย่อมเพศผิวพรรณ แผกบ้าง
ความรู้อาจเรียนทัน กันหมด
ยกแต่ชั่วดีกระด้าง อ่อนแก้ฤาไว้
แต่ในสมัยต่อมาก็เชื่อว่า คนเรานั้นขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู สิ่งแวดล้อม และสภาพการณ์ของบรรยากาศและผู้คนรอบข้าง มาถึงปัจจุบัน เชื่อกันว่าสิ่งที่เป็นตัวกำหนดพฤติกรรมหรืออุปนิสัยใจคอของมนุษย์ก็คือกรรมพันธุ์ คือถ้าพ่อแม่เป็นคนดีลูกก็มักจะเป็นคนดีด้วย แต่ถ้าพ่อแม่เป็นผู้ร้ายใจทมิฬ ก็เชื่อว่าลูกมีโอกาสสูงที่จะเป็นเช่นเดียวกัน ดังคำพูดที่เรามักได้ยินบ่อยๆ ว่า “เลือดมันแรง”
แต่ก็มีผู้รู้บางท่านเสนอแนวคิดว่า การที่คนเราจะดีหรือชั่วนั้น เป็นด้วยวัฒนธรรมองค์กร หรือพฤติกรรมร่วม ซึ่งคนในองค์กรนั้นๆ ปฏิบัติจนกลายเป็นเรื่องปกติ เช่นบางองค์กรอาจมีการทำงานแบบซังกะตาย เช้าชามเย็นชาม ต่อให้คนที่เข้าไปอยู่ใหม่มีความกระตือรือร้นหรือขยันขันแข็งเพียงไร มิช้ามินานก็คงต้องพลอยกลายเป็นคนเฉื่อยชาไปด้วย หรือหากองค์กรมีการทุจริตคอร์รัปชั่นกันทุกระดับ คนที่ใจซื่อมือสะอาด ถ้าไม่แกล้งเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ก็คงจะอยู่ลำบากหรืออยู่ไปก็ไม่รุ่ง เผลอๆ ก็เลยต้องเลยตามเลยไปด้วย
วัฒนธรรมองค์กรนั้น ถ้าเป็นเรื่องดีก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดีมาก ดังเช่น วัฒนธรรมขององค์กรหรือบริษัทญี่ปุ่น ที่สมาชิกอุทิศตัวและทุ่มเทแรงกายแรงใจให้แก่องค์กร มีความซื่อสัตย์ต่อองค์กร มุ่งมั่นพัฒนาองค์กร และฝากชีวิตจิตใจไว้กับองค์กร ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันคนญี่ปุ่นรุ่นใหม่อาจจะไม่เคร่งครัดกับวัฒนธรรมเช่นคนรุ่นก่อน แต่ข้อดีและจุดเด่นของวัฒนธรรมดังกล่าว ก็ยังเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป
สำหรับวัฒนธรรมองค์กรที่สำคัญของคนไทยนั้น น่าจะไม่มีคำพูดใดที่อธิบายได้ชัดเจนเท่ากับ “มาแบบไทย ไปแบบฝรั่ง” นั่นก็คือการทำอะไรตามใจตัวเอง ไม่ยึดถือกฎเกณฑ์ และแสวงหาประโยชน์ส่วนตน นับตั้งแต่เรื่องการมาทำงาน ที่มักจะไม่ตรงต่อเวลา แต่จะเลิกงานตรงเผงตามเวลา หรือก่อนเวลา เรื่องเช่นนี้จะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อย ๆ ก็ได้ หรือจะคิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ก็ได้เหมือนกัน แต่ความเสียหายไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ย่อมตกแก่องค์กรอย่างปฏิเสธไม่ได้
คราวนี้ก็มาถึงคำถามทำนองเดียวกับ "ไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน" นั่นคือ การปฏิรูปวัฒนธรรมองค์กรของไทย ว่าควรจะเริ่มที่องค์กร หรือควรจะเริ่มที่ตัวบุคคล โดยเฉพาะผู้เป็นสมาชิกใหม่ขององค์กร
ผมค่อนข้างมีความเชื่อว่า คนที่สมัครใจจะเข้าไปอยู่ในองค์กรใดองค์กรหนึ่งนั้น เหตุผลประการหนึ่งก็เพราะมีความศรัทธาเลื่อมใสในองค์กร แต่เมื่อเข้าไปแล้วภาพรวมภายในกับภาพลักษณ์ที่เห็นภายนอก มักจะมีความแตกต่างกัน ซึ่งอาจเป็นด้วยขนาดขององค์กรที่ใหญ่โตเทอะทะจนเกินความสามารถในการควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด รูปแบบขององค์กรที่ล้าสมัย หรือปัญหาด้านการบริหารจัดการ
ซึ่งผลที่สุดแล้วก็ทำให้เกิดวัฒนธรรมปลีกย่อยที่ไม่พึงประสงค์ในองค์กรนั้น เช่นการแบ่งกันเป็นก๊กเป็นเหล่า การเล่นพรรคเล่นพวก รวมถึงการแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ
และผมก็ค่อนข้างจะเชื่ออีกเหมือนกันว่า องค์กรแทบทุกองค์กรที่ตั้งขึ้นมานั้น จะต้องมีวัตถุประสงค์หรือเจตนารมณ์ที่ดีแต่มาบิดเบี้ยวเบี่ยงเบนไปในภายหลังก็เพราะคนในองค์กรนั่นเอง ที่สร้างวัฒนธรรมที่ผิดๆ ขึ้น จนกลายเป็นวัฒนธรรมรวมหมู่ที่ซับซ้อนอยู่ในวัฒนธรรมดั้งเดิมขององค์กรไปในที่สุด
ดังนั้น ถ้าอยากจะได้คนดีๆ เข้ามาอยู่ในองค์กร ก็น่าจะต้องหาทางจัดการกับวัฒนธรรมองค์กรที่นอกลู่นอกรอย โดยเฉพาะหัวโจกของวัฒนธรรมรวมหมู่ก่อน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรของภาครัฐ หรือเอกชน แม้กระทั่งองค์กรทางสังคม และการเมือง
และเราคงไม่มีทางได้เห็นองค์กรในอุดมคติได้หรอกครับ ถ้าเราเอาแต่นอนฝัน โดยไม่ตื่นขึ้นมาลงมือสร้างคนดีๆ และองค์กรดีๆ ด้วยตัวของเราเอง



