
พ่อแม่สื่อสารลูกน้อยได้จากเสียงร้อง
พ่อแม่สื่อสารลูกน้อยได้จากเสียงร้อง
ลูกคือของขวัญล้ำค่าสำหรับพ่อแม่ทุกคน และสำหรับพ่อแม่มือใหม่หลายๆ คน หน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการเลี้ยงดูเจ้าตัวเล็กให้ดีนั้น เปรียบเสมือนภาระอันหนักอึ้ง ตั้งแต่วันแรกที่พาเจ้าตัวน้อยกลับเข้ามาในบ้าน พ่อแม่มือใหม่ย่อมเกิดความกังวลต่างๆนานา รวมไปถึงความกลัว และความหวาดระแวง ที่สามารถนำไปสู่บรรยากาศอันตึงเครียดและการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างสมาชิกในบ้านได้ ว่าแล้ว ดร.แอนนี่ เลิศอัษฎมงคล ผู้ก่อตั้งเบบี้ แลงเกวจ ไทยแลนด์ และผู้สอนหลักสูตร เบบี้ แลงเกวจ บาย ดีบีแอล (Baby Language by DBL) คนแรกในประเทศไทย เพื่อให้พ่อแม่มือใหม่ได้เข้าใจภาษาของเจ้าตัวน้อยอย่างถูกต้อง
ดร.แอนนี่ เล่าให้ฟังว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเป็นพ่อเป็นแม่ทุกคนต่างต้องการดูแลลูกน้อยของตนให้ดีที่สุด แต่ก็ยังคงไม่แน่ใจว่าจะสามารถทำได้หรือไม่ ในช่วงสัปดาห์แรก คุณพ่อคุณแม่อาจจะเริ่มสับสนกับเสียงร้องไห้ของลูกน้อย ทำให้พ่อแม่หลายคนถึงกับเกิดอาการวิตกกังวล เพราะทำอะไรไม่ถูกและไม่รู้ว่าที่ลูกร้องไห้นั้นสาเหตุมาจากอะไร ที่น่าแปลกไปกว่านั้น ลูกน้อยทั่วไปมักจะร้องไห้ในตอนกลางคืน ทำให้คุณพ่อคุณแม่ป้ายแดงทั้งหลายพากันอดหลับอดนอนจนกลายเป็นพ่อแม่แพนด้าไปตามๆ กัน ทำให้เกิดอาการเครียด
"ความจริงแล้วไม่ใช่แค่พ่อแม่เท่านั้นที่เครียด ตัวเบบี๋เองก็เครียดเหมือนกัน เพราะเขาจะคิดว่าทำไมพ่อแม่ไม่เข้าใจสิ่งที่หนูพยายามบอกสักที แต่ที่แย่ไปกว่านั้นที่หลายๆ คนอาจคาดไม่ถึง คือเมื่อเจ้าตัวน้อยเกิดความเครียด ก็จะมีผลเสียกับสมองที่กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาการที่สำคัญที่สุดในช่วงขวบปีแรก เชื่อหรือไม่ว่าเบบี๋แรกเกิดมีเซลล์สมองประมาณ 1 แสนล้านเซลล์ และจะไม่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว จากนั้นสมองจะเกิดการขยายตัวและเพิ่มจำนวนสายใยประสาทที่จะเป็นไปอย่างรวดเร็วในช่วง 6 ปีแรกของชีวิตเมื่อมีการกระตุ้นและฝึกฝนที่เหมาะสมตามวัย เพราะฉะนั้นหากเจ้าตัวน้อยเติบโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเครียด ความกดดัน พัฒนาการของสายใยประสาทในสมอง รวมถึงพัฒนาการด้านอารมณ์หรืออีคิว (EQ) ของเด็กก็จะบกพร่องไม่เป็นไปตามวัย" ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาเด็ก ให้ความคิดเห็น
พร้อมกันนี้ยังกล่าวต่อไปด้วยว่า ในทางวิชาการ เสียงร้องไห้งอแงของเบบี๋ที่ก่อความรำคาญต่อโสตประสาทของผู้ใหญ่อย่างเราๆ นั้น จริงๆ แล้วถือว่าเป็นภาษาที่ลูกน้อยพยายามจะสื่อสารบอกเราว่าเขาต้องการอะไร เสียงร้องของเด็กถึงจะไม่ได้สื่อออกมาเป็นคำพูดเหมือนที่เราทุกคนใช้สื่อสารกัน โดย 5 เสียงหลักที่ลูกน้อยสื่อความต้องการ
เริ่มจาก “Neh” (เน่ะ) = หนูหิว เสียง Neh จะเกิดจากปฏิกิริยาการตอบโต้เมื่อร่างกายพยายามจะดูดนม เพราะเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่เวลาทารกหิว เขาจะพยายามหานม สังเกตได้จากรูปปากของลูกที่อ้าครึ่งไม่อ้าครึ่ง และลิ้นที่พยายามจะดุนเพดานปาก เวลาที่ลูกร้องเสียงนี้เป็นเสียงที่พ่อแม่มักจะจับความหมายได้ง่ายที่สุด บางทีจะสังเกตได้ว่า ลูกจะส่ายหน้าไปมาเพื่อหานมแม่ด้วย “Owh” (อ้าว) = หนูง่วงแล้ว เสียง Owh เกิดขึ้นเมื่อร่างกายแสดงปฏิกิริยาโต้ตอบ หรือรีเฟลกซ์ (Reflex) กับการหาว บวกกับการเปล่งเสียงร้องของลูกน้อย แสดงให้เห็นว่าลูกน้อยต้องการนอนพักผ่อน “Eh” (เอ) = ช่วยให้หนูเรอด้วย “Eairh” (เอ อ้า) = หนูปวดท้อง “Heh” (เฮ่) = หนูไม่สบายตัว
สิรินพร นวมมี คุณแม่ตั้งครรภ์ท้อง 2 หนึ่งในผู้เข้าอบรมคอร์ส Baby Language กล่าวแสดงความคิดเห็นว่า ถึงจะมีลูกมาคนหนึ่งแล้ว แต่พอมาเข้าเรียนในคลาสนี้ทำให้รู้สึกว่าได้ประโยชน์และตอบโจทย์ต่างๆ ที่เคยมีประสบการณ์มาในการเลี้ยงลูกได้มาก คิดว่าการฟังและเข้าใจในเสียงร้องของลูกเป็นสิ่งสำคัญ พ่อแม่สมัยนี้ชอบศึกษาหาข้อมูลว่าทำอย่างไรลูกถึงจะฉลาด เรียนหนังสือเก่ง มีศักยภาพที่จะเป็นอัจฉริยะได้ ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว สิ่งใกล้ตัวที่พ่อแม่สามารถเริ่มทำได้ตั้งแต่วันแรกที่ลูกลืมตาดูโลกเลยก็คือการถนอมรักษาเซลล์สมองของเจ้าตัวน้อยไม่ให้ถูกทำลายด้วยความเครียดจากการร้องไห้นานๆ จากประสบการณ์ส่วนตัวดิฉันเห็นประโยชน์ตรงนี้ได้อย่างชัดเจนเลยค่ะ สังเกตว่าเด็กทารกคนไหนที่ร้องไห้กระจองอแงเป็นเวลานานๆ ติดต่อกัน เขาจะมีพัฒนาการทางร่างกายที่ช้ากว่าคนอื่น อีกทั้งอารมณ์ก็ดูไม่แจ่มใจ ทำให้เติบโตไปกลายเป็นคนที่เก็บกด ไม่ชอบเข้าสังคม และมีปัญหาอื่นๆ ตามมา



