ข่าว

'นิคม'ท้า'ปชป.'ฟ้องหากไม่เป็นกลาง

'นิคม'ท้า'ปชป.'ฟ้องหากไม่เป็นกลาง

01 เม.ย. 2556

สภาป่วน ปชป. ไม่ให้ 'นิคม'ทำหน้าที่ประธาน หลังร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้'รธน.' ด้าน'ประธาน สว.'ท้า'ปชป.'ฟ้องศาลรธน.ตีความการทำหน้าที่

               เมื่อเวลา 13.30 น. ในการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตรา  วันแรก ได้เกิดเหตุประท้วงจนไม่สามารถอภิปรายในเนื้อหาได้ด้วยความเรียบร้อย เมื่อ สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ประท้วงคัดค้านการขึ้นทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมรัฐสภา ของนายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ที่สลับขึ้นทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม โดย นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า นายนิคม ไม่เหมาะสมที่จะนั่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมรัฐสภา เพราะเป็นผู้ที่ร่วมลงชื่อสนับสนุนญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ จำนวน 2 ฉบับ และก่อนหน้านี้ได้แสดงความเห็นสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน โดยประเด็นดังกล่าวนั้นถือว่าทำผิดรัฐธรรมนูญ ในการวางตนเป็นกลางในที่ประชุม และเพื่อป้องกันปัญหาขอให้ลงจากบังลังก์
       
                ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายบุญยอดประท้วงนั้น นายนิคมไม่สามารถชี้แจงใดๆ ได้เนื่องจากไมโครโฟนประจำตัวของประธานรัฐสภาเกิดขัดข้อง ทำให้นายนิคม ต้องเอียงตัวไปใช้ไมโครโฟนประจำที่นั่งของรองประธาน คนที่ 2  จนทำให้นายบุญยอด กล่าวขึ้นว่า “ขนาดไมโครโฟนยังไม่อยากให้ท่านทำหน้าที่ประธานเลย” ซึ่งได้เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ที่อยู่ในห้องประชุม

                ทั้งนี้ นายนิคม ได้ชี้แจงกับที่ประชุมว่า “ขอโปรดเชื่อใจ อายุของผมขนาดนี้แล้ว รู้ว่าต้องทำหน้าที่อย่างไร จะไม่ทำอะไรให้ผิดหวัง” แต่ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ประท้วงการทำหน้าที่ดีขึ้น โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และนายบุญยอด  รวมถึง สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้เรียกร้องให้นายนิคมได้แสดงความเสียสละ  แต่นายนิคม กล่าวขึ้นว่า “ไม่รู้จะเสียสละอะไร เพราะหากทำหน้าที่ประธานรัฐสภา แล้วเสียสิทธิขั้นพื้นฐาน ก็ไม่รู้จะทำอะไร”

                ก่อนสถานการณ์จะบานปลาย นายสามารถ แก้วมีชัย สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย อภิปรายเสนอแนะว่า การพิจารณาว่าใครทำผิดรัฐธรรมนูญไม่ใช่เป็นหน้าที่ของคนที่อยู่ในรัฐสภา ควรเป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นขอให้พรรคฝ่ายค้านส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย อย่างไรก็ตามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ระบุไว้ในมาตรา 291 ไม่ได้ห้ามสิทธิ์ของ สว. ซึ่งนายนิคม ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ใช้สิทธิ์ และกรณีที่นายนิคมทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม หากทำผิดข้อบังคับ ก็ขอให้สมาชิกประท้วงตามข้อบังคับ ขณะที่นายนิคม ระบุย้ำว่าหากตนผิดขอให้ไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ แต่ตนจะไม่ทำอะไรในสิ่งที่ถูกมองว่าทำผิดรัฐธรรมนูญ และพยายามให้การประชุมดำเนินต่อไป แต่ไม่สามารถทำได้ เพราะ สส.พรรคประชาธิปัตย์ลุกประท้วงต่อเนื่อง

                จนสถานการณ์เข้าสู่เหตุประท้วงบานปลาย เมื่อนายเทพไท เสนพงศ์ สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ขอให้นายนิคม ถอนชื่อออกจากการร่วมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และต้องระวังว่าอย่าถอนชื่อเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะไม่เช่นนั้นจะมีคนบอกว่า ท่านสมควรตาย ด้านนายสุนัย จุลพงศธร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุว่า “ที่บอกว่าให้ประธานไปตายเหมาะสมหรือไม่ ขอให้ให้เกียรติประธานด้วย” ทั้งนี้ที่ประชุมรัฐสภาได้ใช้เวลานาน 1ชั่วโมงนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภาได้ขึ้นบังลังก์ทำหน้าที่แทนเพื่อตัดปัญหาการประท้วง โดยระบุว่าตนขึ้นมาเพื่อขัดตาทัพ และขอให้ไปหารือกัน
       
                 ทั้งนี้นายสมชาย แสวงการ สว.สรรหา อภิปรายว่าขอให้พิจารณาประเด็นดังกล่าวให้ได้ข้อยุติ นอกจากนั้นขอให้ตรวจสอบการลงลายมือที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย โดยนายสมศักดิ์ ได้ให้เลขาฯ รัฐสภาไปตรวจสอบ

               


 

"อภิวันท์"หนุนแก้รธน.ให้สากลยอมรับกระบวนการตรากฎหมายไม่ขัดหลักนิติธรรม

                พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง 3 ฉบับ ว่า ในการแก้ไขมาตรา 68 ว่าด้วยอำนาจการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญต่อการกระทำที่ล้มล้างระบอบการปกครอง เพื่อให้เจตนารมณ์ของมาตรา 68 มีความชัดเจน คือให้ผู้ทราบการกระทำที่ล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย มีสิทธิ์ยื่นให้อัยการสูงสุดตรวจสอบ และกลั่นกรองข้อเท็จจริงก่อนที่จะส่งเรื่องที่มีมูลให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบ ทั้งนี้ไม่ใช่เป็นการปิดกั้นการใช้อำนาจของประชาชน เพราะตนมองว่าถ้าให้ประชาชนที่ทราบการกระทำ ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง จะเพิ่มภาระ และการกลั่นกรองคดีให้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถึง 70 เปอร์เซ็นต์ และเวลาที่เหลืออีก 30 เปอร์เซ็นต์ในการวินิจฉัยคดีจะทำให้การวินิจฉัยคดีไม่รอบคอบ ไม่เที่ยงธรรม เท่ากับเป็นการปิดโอกาสของประชาชนอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ขณะที่มาตรา 237ว่าด้วยการยุบพรรค ตนสนับสนุนให้แก้ไขโดยตัดบทบัญญัติดังกล่าวออกเพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยตามหลักมาตรฐานสากล อย่างที่ประเทศสมาชิกรัฐสภาโลกให้การยอมรับในกระบวนการออกกฎหมายที่ไม่ขัดหลักนิติธรรม ที่คนไม่มีส่วนรู้เห็นต้องได้รับความผิดด้วย และเมื่อแก้ไขแล้ว เชื่อว่านานาชาติจะให้การยอมรับ และเป็นประโยชน์กับประชาชน

                  “ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศต้นแบบของประชาธิปไตย และมีความประชาธิปไตยมากที่สุดในโลก จอร์จ บุชผู้พ่อ เป็นประธานาธิบดีคนที่ 41 อีกไม่ถึง 20 ปี จอร์จ ดับเบิลยู ผู้ลูก เป็นประธานาธิบดีคนที่ 43 แบบนี้เป็นสภาพ่อลูกหรือไม่, บิล คลินตัน เป็นประธานาธิบดีคนที่ 42 ขณะที่ ฮิลลารี คลินตัน เป็นวุฒิสมาชิกแบบนี้เป็นสภาผัว สภาเมียหรือเปล่า, จอห์น เอฟ. เคนเนดี เป็นประธานาธิบดีคนที่ 35 ขณะที่ โรเบิร์ต เคนเนดี้, เอ็ดเวิร์ด เคนเนดี้เป็นวุฒิสมาชิก แบบนี้เป็นสภาพี่สภาน้องหรือไม่ แบบนี้เขาไม่คิด เขาคิดว่าถ้าเป็นคนดี ทำประโยชน์ให้กับชาติได้ ก็ต้องได้รับเลือก จึงจะถูกต้องตามหลักการประชาธิปไตย ดังนั้นผมสนับสนุน สว.ที่มาจากการเลือกตั้ง 200 คน” พ.อ.อภิวันท์ กล่าว