ข่าว

ภัยใหม่ประชาธิปไตยพม่า..ความขัดแย้งทางศาสนา

ภัยใหม่ประชาธิปไตยพม่า..ความขัดแย้งทางศาสนา

01 เม.ย. 2556

ภัยใหม่ประชาธิปไตยพม่า..ความขัดแย้งทางศาสนา : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook : ruarob.muangman

 

            พม่าเป็นประเทศที่ไม่เคยปลอดจากความรุนแรงอันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชน แม้จนได้ประชาธิปไตยมาแล้วในระดับหนึ่ง ปัญหานี้ก็ยังมีอยู่ ความเจ็บปวดในเรื่องเหล่านี้เป็นประสบการณ์ที่ชาวพม่ากำลังนำไปใช้แก้ปัญหาอยู่จนทำให้ปัญหาคลี่คลายลงไปได้เยอะ บางทีศึกระหว่างกองทัพกับพวกคะฉิ่นอาจเป็นสงครามใหญ่ครั้งสุดท้ายของแนวรบด้านนี้ก็ได้ กระนั้นก็ตาม พม่ายังไม่ตระหนักถึงแนวรบใหม่ที่น่าหนักใจกว่าเก่า เพราะอาจระบาดบานปลายเกี่ยวข้องกับต่างประเทศ ยิ่งเมื่อพิจารณาถึงประสบการณ์และความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาของผู้นำพม่าในทุกฝ่ายแล้ว อนาคตยิ่งดูมืดมน ปัญหานั้นคือปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวพุทธกับชาวมุสลิม

            จลาจลที่ขยายวงจากเมืองเมกติลาไปยังเมืองต่างๆ ในพม่านั้นเป็นเครื่องชี้ชัดถึงการขาดความอดกลั้นของทั้งชาวพุทธ ชนกลุ่มใหญ่และชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมที่อาจเกิดจากผลิตผลของประชาธิปไตยที่เพิ่งลิ้มรส ชาวพุทธเป็นชนกลุ่มใหญ่ของประเทศนี้ มีวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง รู้สึกไม่พอใจต่อชนกลุ่มน้อยทางศาสนาที่เรียกร้องสิทธิต่างๆ มากขึ้นหรือมีท่าทีที่ชวนหมั่นไส้ พวกเขาจะแสดงออกอย่างรุนแรงมากล้น ถ้าพวกคนต่างกลุ่มดำเนินการเกินเลย เช่น ข่มขืนชาวพุทธ ปฏิเสธการให้บริการ หรือด่าทอ ความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกแบบเดียวกับชาวเซิร์บในยูโกสลาเวีย ยุค 80 ทั้งนี้เพราะเมื่อความขัดแย้งด้านอุดมการณ์ละลายไป สิ่งที่ปรากฏขึ้นนั้นแทนไม่ใช่สังคมยุคพระศรีอาริย์ที่ทุกอย่างดีไปหมด แต่มนุษย์ในสังคมจะหวนกลับไปรื้อฟื้นหรือยึดติดกับสิ่งที่เป็นตัวตนขั้นดิบของพวกเขา นั่นคือ เชื้อชาติและศาสนา คราวนี้ล่ะจะยุ่ง หากกลุ่มชนนั้นมีความรู้สึกแบ่งพวกเขา-พวกเรา สูง สภาพสังคมแบบพม่าดันเป็นเช่นนั้นเสียด้วย ที่ชาวพุทธมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสูง ขาดประสบการณ์การผ่อนปรนกับคนนอกศาสนา เพราะไม่ค่อยมีความขัดแย้งทำนองนี้

            ฝ่ายมุสลิมในพม่าก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ในอดีตพวกเขายอมรับความเป็นรองอยู่เงียบๆ ในสังคมพุทธเป็นใหญ่ แต่ในยุคประชาธิปไตย พวกเขาก็มีกลุ่มที่กล้าแสดงออก กล้าลุยเรียกร้องและกล้าต่อสู้ขึ้นมา ผลก็คือยิ่งทำให้มวลความร้อนปะทะกับมวลความร้อน เรื่องที่น่าจะจบลงกันได้ด้วยคนไม่กี่คน กลายเป็นการนับศพเพิ่มขึ้นๆ คนคลั่งแค้นเข้าปะทะกันมากขึ้น และอะไรที่เป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายตรงข้ามก็ต้องถูกทำให้พินาศลงโดยไม่ต้องคำนึงถึงสติอะไรอีก

            ความขัดแย้งขยายตัวเมื่อชาวพุทธแพ็กกันแน่นทุกองค์กรดำเนินการเล่นงานหรือตอบโต้คนต่างศาสนาอย่างเป็นระบบ ขณะที่ชาวมุสลิมก็อาศัยโลกาภิวัตน์แสวงหาแนวร่วมจากที่ต่างๆ นอกพม่า ดังนั้นจึงอย่าแปลกใจที่สหประชาชาติจะวิตกต่อเรื่องนี้ แนวร่วมอิสลามจะประณามพม่า หรืออาจมีนักรบต่างชาติเข้าไปทำสงครามศักดิ์สิทธิ์ในนั้น แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามยุติความขัดแย้งแบบที่เคยทำกับจลาจลที่ยะไข่ไม่ว่าการจับกุมทุกฝ่าย ประกาศเคอร์ฟิว หรืออ้อนวอนขอร้องให้ทุกฝ่ายหยุดฆ่ากันซะที แต่นั่นก็จะไม่ได้ช่วยอะไรในระยะยาว เพราะผู้นำพม่าทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ไม่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้ อีกทั้งลึกๆ แล้วเลือกข้าง

            พวกเขาพยายามทำให้โลกคิดว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องเล็กน้อยที่เดี๋ยวก็หายไปเอง พวกเขาอ้างว่า มีแนวทางแก้ไขปัญหาขั้นสุดท้ายอยู่แล้ว แต่ตอบไม่ได้ว่าจะทำอย่างไร ฝ่ายรัฐบาลนั้นยังไม่กระทบชื่อเสียงนัก เพราะนานาชาติมองทหารพม่าในแง่นิยมการแก้ไขปัญหาด้วยความรุนแรงอยู่แล้ว แต่กับออง ซาน ซูจี ที่ก้าวไปถึงระดับเทพสิทธิมนุษยชนแล้ว เรื่องนี้จะกระทบชื่อเสียงเธอมาก ยิ่งเธอเลือกที่จะเงียบมากกว่าผลักดันอันใด กระแสความสงสัยจะยิ่งพุ่งมายังเธอว่าสิทธิมนุษยชนที่เธอเรียกร้องนั้นจำกัดเฉพาะกลุ่มกระมัง