
'เต้น'ปัด'โต้ง'ทรยศเก้าอี้ขุนคลัง
"ณัฐวุฒิ" การันตี "กิตติรัตน์" ไม่ได้ทรยศตำแหน่งขุนคลัง ชมเป็นคนคิดแล้วทำดีกว่าคนคิดแล้วไม่ทำ ชี้ปชป.-สว.กลัวเพื่อไทยอยู่ยาวจึงขวางพรบ.2ล้านล้าน
วันที่ 31 มี.ค.56 เมื่อเวลา 09.10 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ ในฐานะแกนนำนปช.ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมครม.สัญจรที่จังหวัดฉะเชิงเทราถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์และส.ว. จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีให้ตีความร่างพระราชบัญญัติกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ตามมาตรา 68 ว่า อันนี้ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายเพราะเราทราบอยู่แล้วว่าฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือ ส.ว.ต้องพยายามอย่างที่สุดในการหยุดยั้งร่างกฎหมายฉบับนี้ และที่มีความกังวลว่าโครงการนี้จะไม่สำเร็จก็ไม่เป็นความจริง เพราะสิ่งที่ฝ่ายค้านและส.ว.บางกลุ่มกังวลจริงๆ กังวลว่าจะสำเร็จและกลัวว่าจะสำเร็จโดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย เพราะถ้าสำเร็จใน 7 ปีประชาชนก็จะให้โอกาสจะให้กำลังใจสนับสนุนพรรคเพื่อไทยในการทำงาน และหลังจาก 7 ปีแล้วโอกาสทางการเมืองของพรรคอื่น โดยเฉพาะพรรคฝ่ายค้านก็อาจจะลดน้อยถอยลงไปอีกกว่าที่เป็นอยู่
“ ผมคิดว่าสาระมันอยู่ที่ตรงนี้ อย่าไปกังวลเลยครับรัฐบาลจะทำงานให้ประชาชน ถ้าฝ่ายค้านทำงานอย่างสร้างสรรค์ ตรวจสอบอย่างมีเนื้อหาสาระยังไงประชาชนก็ให้โอกาส แต่ถ้าทำงานแบบตั้งแง่ มีวาทะกรรมทางการเมืองทั้งที่สาระซ้ำซากวนเวียนประชาชนก็จะยิ่งถอยห่างไปเรื่อยๆ ” นายณัฐวุฒิ กล่าว
ตามที่สภาผ่านร่างพรบ.ดังกล่าวตนพบบรรยากาศทางการเมืองว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังไม่จบ ยังพยายามที่จะขยายผลขยายประเด็นเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล และทำลายความแข็งแรงของโครงการตลอดเวลา เพราะประเด็นที่พูดก็เป็นประเด็นเดิม พูดซ้ำไปเวียนมา จบการอภิปรายก็นำมาวิพากษ์วิจารณ์กันอีก คิดว่าเมื่อขั้นตอนของร่างกฎหมายผ่านวาระแรกแล้วสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ควรทำคือตั้งสติ รวบรวมเนื้อหาสาระแล้วมอบให้ตัวแทนที่เข้าไปทำหน้าที่กรรมาธิการเขาไปทำงานที่มีเวลาอีก30วัน แทนที่จะพูดซ้ำซากเวียนวนให้ประชาชนเกิดความรำคาญ ตั้งใจไปทำงานในชั้นกรรมาธิการน่าจะเป็นประโยชน์กว่า เพราะต่อจากนี้คณะกรรมาธิการก็จะทำงานกันอย่างเข้มข้นและไม่ใช่ว่าไม่ฟังความคิดเห็นจากฝ่ายค้าน เพราะในชั้นกรรมาธิการมีเวลาให้แสดงความคิดเห็นจึงอยากให้บรรยากาศการทำงานเป็นไปแบบนั้นมากกว่า
ส่วนกรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.ปชป. และอดีตรมว.คลัง เขียนข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวกล่าวหาว่านายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกและรมว.คลัง ทรยศต่อตำแหน่งขุนคลังนั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สิ่งที่นายกรณ์กล่าวหาพูดเกินไป ไม่เป็นความจริง เพราะตำแหน่งขุนคลังคือคนที่ทำหน้าที่บริหารการเงินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศ และโครงการนี้พูดชัดเจนว่าเป็นโครงการที่ลงทุนครั้งใหญ่เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยภายใน 7 ปี ซึ่งตนคิดว่านายกิตติรัตน์เป็นขุนคลังที่คิดแล้วทำตามนโยบายของรัฐบาลทันที ดีกว่าขุนคลังที่บอกว่าคิดไว้ก่อนแต่ไม่เคยทำสักทีนั่นเป็นการทรยศต่อประชาชนหรือไม่ทำลายความหวังของประชาชนหรือไม่นั่นคือสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องทบทวน ดังนั้นยืนยันได้เพราะอยู่ในรัฐบาลเดียวกันว่านายกิตติรัตน์ไม่ได้ทรยศ
ชี้ชนวนขัดแย้งไม่ได้เริ่มมาจากรัฐบาล โยนมาจากฝ่ายต่อต้าน
นายณัฐวุฒิ กล่าวถึง การเปิดสภาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราว่า เป็นการตกผลึกทางความคิดกันแล้วพอสมควร และการยื่นร่างแก้ไขครั้งนี้มีการพูดคุย แลกเปลี่ยนและหาข้อสรุปร่วมกันชัดเจน ดังนั้นเมื่อเข้ากระบวนการพิจารณาในวาระแรกน่าจะมีเสียงสนับสนุนและขานรับทั้งจาก ส.ส.และส.ว. ส่วนการคัดค้านต่อต้านมีอยู่แล้ว และอาจจะเป็นรูปแบบเดิมคือในสภาก็อภิปรายและแม้ว่าจะจบอภิปรายกฎหมายจะผ่านไปแล้วในวาระ 1 ก็จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ หน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้ เพราะมีคนบางกลุ่มไม่ได้คาดหวังในความศักดิ์สิทธิ์ของกติกาแต่คาดหวังในความโอนเอนขององค์กรผู้บังคับใช้กติกา
“ ที่ไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญ คนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้คิดหรอกครับว่าบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรารึขัดขวางการออกพรบ.กู้เงิน2ล้านล้านบาทได้ แต่ไปคาดหวังบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ คาดหวังการใช้ดุลพินิจของศาลรัฐธรรมนูญว่าจะมีโอกาสได้ประโยชน์ทางการเมืองกับตัวเองนี่จึงเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ เราจึงต้องเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้บ้านเมืองเดินด้วยหลักนิติรัฐนิติธรรมให้ได้ ” นายณัฐวุฒิ กล่าว
ส่วนความกังวลว่าจะเป็นชนวนความขัดแย้งในบ้านเมืองอีกครั้ง นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า มีความพยายามที่จะใช้ทุกประเด็นเป็นเงื่อนไขสร้างความวุ่นวายอยู่แล้ว ถ้าถามว่ารัฐบาลจะลงทุน 2 ล้านล้านจะวุ่นวาย จะแก้รัฐธรรมนูญจะวุ่นวาย ถามจริงๆ ว่าถ้ารัฐบาลไม่ทำอะไรเลย เดินหน้าทุกอย่างตามนโยบายของสภาพัฒน์ฯ ไม่ต้องเข็นนโยบายใหม่ ไม่ต้องสร้างสรรค์อะไรเพิ่มบ้านเมืองจะสงบไหม ตนก็เชื่อว่าไม่ เพราะปัญหาหลักแท้จริงของประเทศคือความขัดแย้งทางการเมือง คือการที่คนกลุ่มหนึ่งปฏิเสธการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่ที่ทำตามกติกา พยายามที่จะหาวิธีการนอกระบบเพื่อโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ดังนั้นเราคงจะเพิกเฉยว่าแตะตั้งนี้ก็ยุ่ง แตะตรงนั้นก็วุ่นแล้วไม่ทำอะไรเลยไม่ได้
“ ชนวนไม่ได้อยู่ที่การขับเคลื่อนของรัฐบาล แต่ชนวนอยู่ที่ฝ่ายต่อต้านที่พร้อมจะสร้างสถานการณ์ให้เป็นชนวนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลนี้จะทำอะไรคนกลุ่มนี้ก็จะออกมาต่อต้านแล้วก็ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ยื่นหน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้ รัฐบาลจึงต้องมีความมั่นคงและหนักแน่นในการเดินหน้าเพื่อพัฒนาและแก้ปัญหาให้ประเทศไม่ใช่เป็นของใครคนใดคนหนึ่ง ” นายณัฐวุฒิ กล่าว



