
สืบจากศพ...ล่าแก๊งฆ่าช้างป่า(2)
คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : สืบจากศพ...ล่าแก๊งฆ่าช้างป่า (2) : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ
หัวกระสุนปืนไรเฟิล ขนาด .22 LR ซึ่งเก็บได้จากบาดแผลบริเวณกะโหลก และกระสุนปืนลูกซองชนิดลูกปรายซึ่งเก็บได้จากกองขี้เถ้า ภายหลังจากการเผาซากช้าง คือเบาะแสสำคัญที่จะทำให้ตำรวจชุดคลี่คลายคดีฆ่าช้างป่าเพศเมียวัย 10 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน สาวถึงตัวคนร้ายที่ลงมือลั่นไกสังหารช้างป่าตัวนี้อย่างโหดเหี้ยม
หลังจากทราบข้อมูลอาวุธที่คนร้ายใช้ในการสังหารช้างแล้ว กระบวนการตรวจสอบผู้ครอบครองอาวุธปืนต้องสงสัยจึงเริ่มขึ้น โดย พล.ต.ท.หาญพล นิตย์วิบูลย์ ผบช.ภ.7 และ พล.ต.ต.วิทยา ประยงค์พันธุ์ รอง ผบช.ภ.7 ได้ระดมกำลังตำรวจชุดสืบสวน บช.ภ.7 ตำรวจ นปพ. ผนึกกำลังกับตำรวจตระเวนชายแดนค่ายนเรศวร และทหารหน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ รวมเกือบ 400 นาย ปูพรมตรวจค้นบ้านพักกลุ่มเป้าหมายและผู้มีอิทธิพลในการค้าสัตว์ป่าโดยเฉพาะช้าง ในพื้นที่ ต.หนองพลับ ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และที่ ต.ป่าเด็ง และ ต.ห้วยแม่เพียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี รวม 111 แห่ง
ปฏิบัติการตรวจค้นเป้าหมายทั้ง 111 แห่ง เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่ผ่านมา โดยเป้าหมายในการตรวจค้นมีทั้งกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายนักล่าลูกช้าง กลุ่มชาวไร่บริเวณใกล้เคียงผืนป่าแก่งกระจาน และกลุ่มพรานเดินป่าทั่วไป เพื่อยึดอาวุธปืนที่อยู่ในความครอบครองของกลุ่มคนเหล่านี้มาตรวจพิสูจน์ตามกระบวนการทางนิติวิทยาศาสตร์
การปูพรมตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายครั้งนี้ ตำรวจสามารถตรวจยึดปืนยาวขนาด .22 ติดลำกล้อง และปืนลูกซองยาว รวม 105 กระบอก ซึ่งปืนเหล่านี้ถูกยึดไว้เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการยิงทดสอบ เพื่อตรวจสอบเกลียวกระสุนว่าตรงกับหัวกระสุนปืนที่ตรวจสอบพบในซากช้างหรือไม่ นอกจากนี้ยังได้ยึดขวานและมีดขนาดต่างๆ ได้อีกกว่า 10 เล่ม ซึ่งได้นำไปตรวจหาดีเอ็นเอ เพื่อนำไปตรวจเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอของช้างที่ตายว่าตรงกันหรือไม่
"ปืนที่ยึดได้ทุกกระบอกตำรวจพิสูจน์หลักฐานจะตรวจสอบอย่างละเอียด โดยจะนำไปยิงทดสอบเพื่อเก็บปลอกกระสุน และตรวจสอบเกลียวกระสุนเพื่อนำไปเทียบกับหัวกระสุนที่เก็บได้จากซากช้างหรือไม่ ซึ่งปืนทุกกระบอกที่ยึดมาครั้งนี้จะถูกทำประวัติไว้อย่างละเอียดทั้งหมดเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการตรวจสอบหากเกิดคดีต่างๆ ขึ้นในพื้นที่อีก" พล.ต.ท.หาญพล ชี้แจงถึงขั้นตอนการตรวจสอบอาวุธปืน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากอาวุธปืนที่ยึดได้ครั้งนี้มีจำนวนมาก ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน จำเป็นต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง ในการตรวจสอบอาวุธปืน ขณะที่ข้อมูลการสืบสวนติดตามหาเบาะแสคนร้ายนั้น ตำรวจภูธรภาค 7 ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.หาญพล พุ่งปมสาเหตุการฆ่าช้างไว้ใน 3 แนวทาง คือ 1.เป็นฝีมือของขบวนการล่าลูกช้าง ที่ฆ่าแม่ช้างเพื่อนำลูกไปขายต่อให้แก่นายทุน 2.ฝีมือของชาวไร่ในพื้นที่ใกล้เคียงที่อาจโกรธแค้นช้างเพราะช้างเข้าไปทำลายพืชไร่ และ 3.อาจเป็นฝีมือของพรานทั่วไปที่เข้าไปเดินป่าแล้วเจอช้างทำร้ายจึงลงมือฆ่าเพื่อป้องกันตัว
"ปืนไรเฟิลขนาด .22 LR และปืนลูกซอง มีใช้กันทั่วไปในกลุ่มพรานป่า หรือแม้กระทั่งประชาชนที่อาศัยอยู่ในละแวกป่าแก่งกระจาน ซึ่งมีทั้งปืนที่มีทะเบียนและปืนเถื่อน จึงค่อนข้างยากที่จะชี้ชัดไปยังกลุ่มใด" แหล่งข่าวในชุดสืบสวนให้ข้อมูล
อย่างไรก็ตาม การตายของช้างวัย 10 ปี ตัวนี้ ชุดคลี่คลายคดีให้น้ำหนักไปในประเด็นการฆ่าช้าง ซึ่งเกิดจากขบวนการล่าลูกช้างไปจำหน่ายต่อให้แก่นายทุนมากที่สุด ซึ่งประเด็นข้อสงสัยนี้ตำรวจได้รับข้อมูลเบาะแสสำคัญจากนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี
ข้อมูลการสืบสวนของตำรวจในทางลับ มีข้อมูลว่า ขบวนการล่าลูกช้างกลุ่มนี้มีข้าราชการในพื้นที่กลุ่มหนึ่งเป็นผู้บงการ โดยกลุ่มข้าราชการจะทำหน้าที่ในการสั่งการให้นายพรานซึ่งอยู่ในพื้นที่ล่าลูกช้างป่าเพื่อนำไปขายต่อให้แก่นายทุนนอกพื้นที่ โดยกลุ่มผู้สั่งการจะจัดหาอาวุธปืนส่งให้นายพรานนำไปใช้ก่อเหตุ และเมื่อได้ลูกช้างแล้วจะฝึกให้เชื่องในป่าเป็นเวลา 2-3 วัน หลังจากนั้นลูกช้างจะถูกนำเข้าสู่พื้นที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี บริเวณแนวตะเข็บชายแดนไทย-พม่า เพื่อรอเวลาส่งขายให้แก่นายทุนในฝั่งประเทศไทย หรือไม่ก็จะนำเข้าไปยังประเทศพม่า
ในอดีตการฆ่าช้าง มักเป็นฝีมือของขบวนการล่าช้างที่ต้องการนำชิ้นส่วนอวัยวะของช้างโดยเฉพาะงาไปขาย แต่ระยะเวลา 4-5 ปีมานี้ พบว่า ขบวนการล่าช้างมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จากที่เคยฆ่าช้างเพื่อเอางา เอาชิ้นส่วน เปลี่ยนเป็นฆ่าแม่ช้างเพื่อแย่งชิงลูกช้างไปจำหน่ายให้นายทุนแทน
"ไม่ว่าจะเอางาหรือเอาลูกต้องฆ่าช้าง โดยคนร้ายจะยิงยาสลบเพื่อให้ช้างล้ม สับหน้าผากช้าง แล้วขุดหรือตัดเอางาออกจากส่วนใบหน้า หากจะเอาลูกช้างต้องยิงแม่ให้ตาย หากช้างมีแม่รับ (ช้างพี่เลี้ยง) ก็ต้องยิงแม่รับให้ตายด้วย ไม่นั้นจะเอาลูกช้างไปไม่ได้ ตอนนี้ลูกช้างซื้อขายกันตัวละ 1 แสนบาท แหล่งรับซื้อใหญ่คือปางช้างที่ซื้อกันไม่อั้น เพราะมีตั๋วรูปพรรณช้างไว้รอสวม ซึ่งระเบียบปฏิบัติที่มีอยู่ตอนนี้เปิดช่องให้เขาทำกันได้สะดวก คือช้างอายุ 1-8 ปี ยังไม่ต้องมีตั๋วรูปพรรณ จึงเกิดขบวนการล่าลูกช้างไปป้อนให้แก่ปางช้างเพื่อรอเวลาสวมตั๋วรูปพรรณ เมื่อทำสำเร็จจากช้างป่าก็จะกลายเป็นช้างบ้านโดยสมบูรณ์" แหล่งข่าวในชุดคลี่คลายคดี ให้ข้อมูล
แนวทางการสืบสวนของตำรวจ บก.สส.ภ.7 พบว่า บริเวณผืนป่าแก่งกระจาน ปัจจุบันมีกลุ่มล่าช้างเอางาและเอาลูกช้าง อยู่ 3 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ กลุ่มของนายสมพร จอกาย ชาว จ.ราชบุรี ที่หลบหนีคดีฆ่าช้างเอางาและอวัยวะช้างไปขายในเขตป่าแก่งกระจาน โดยกลุ่มนี้ตำรวจเพชรบุรี จับกุมสมาชิกกลุ่มได้แล้ว 2 คน เมื่อต้นปี 2555 ที่ผ่านมา คือ นายลูกแก้ว อุปถัมป์ อายุ 28 ปี และ นายจันทร์ กัวพู้ อายุ 28 ปี กลุ่มที่ 2 กลุ่ม คือกลุ่มชาวกะหร่างซึ่งมีถิ่นพำนักอยู่ทั้งในเขตประเทศไทยและฝั่งพม่า อีกกลุ่มคือกลุ่มนายสมบูรณ์ ซึ่งเป็นคนไทย สองกลุ่มหลังนี้ยังไม่มีการออกหมายจับแต่อย่างใด
ขณะที่ผืนป่าในเขต จ.กาญจนบุรี มีขบวนการล่าช้าง 2 กลุ่มใหญ่ คือกลุ่มนายโปเจ และกลุ่มนายจาติ สัญชาติพม่า ทั้งสองกลุ่มมีพรานช้างรวมกันกว่า 20 คน ออกตระเวนไปตามผืนป่าเพื่อจับลูกช้างส่งขายให้นายทุนตามใบสั่ง
"การขายลูกช้างตรวจสอบได้ยาก และขายได้ง่ายกว่างาช้าง เพราะงาช้างต้องแปรรูป บางครั้งขายในตลาดเถื่อน แต่การขายลูกช้างเกิดใหม่จะไม่มีตั๋วรูปพรรณ เนื่องจากการขอตั๋วรูปพรรณมีอายุกำหนดอยู่ รวมทั้งการขายลูกช้างจะได้ราคาดี เมื่อพรานได้ลูกช้างมา ระหว่างเดินในป่าก็ทำการฝึกไปด้วย จะสามารถเพิ่มมูลค่าได้ บางตัวจากราคา 1 แสนบาท ไปขายตามปางช้างได้หลักล้าน" นายชัยวัฒน์ บอก
การติดตามไล่ล่าคนร้ายที่ลงมือฆ่าช้างป่าเพศเมียวัย 10 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานตัวนี้ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ผลลงเอยทางคดีจะเป็นอย่างไร ใครคือฆาตกร? ใครคือจอมบงการ? จะนำเสนอทันทีภายหลังตำรวจปิดคดีได้
--------------------
(คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : สืบจากศพ...ล่าแก๊งฆ่าช้างป่า (2) : โดย...ทีมข่าวรายงานพิเศษ)



