
เปิด(หลัง)ม่าน'โต๊ะเจรจาดับไฟใต้'
เปิด(หลัง)ม่าน'โต๊ะเจรจาดับไฟใต้' เห็นตัว(จริง)...แต่ไม่เผยชื่อ : ปกรณ์ พึ่งเนตรรายงาน
ยังคงมีอีกหลายประเด็นที่ยังไม่ถูกพูดถึง หรือแม้จะถูกพูดถึงแต่ยังไม่ถูกต้องนัก จากโต๊ะพูดคุยสันติภาพดับไฟใต้อย่างเป็นทางการนัดแรก ระหว่างผู้แทนรัฐบาลไทย นำโดย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กับตัวแทนกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ นำโดย นายฮัสซัน ตอยิบ ที่อ้างตัวว่าเป็นแกนนำขบวนการบีอาร์เอ็น ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา
หลายเรื่องเป็นสาระหรือข้อสังเกตที่น่าบันทึกไว้เป็นข้อมูลอย่างยิ่ง ขณะที่บางเรื่องก็เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยหรือสีสันน่าสนใจ
เซฟเฮ้าส์สันติบาลมาเลย์
ประเด็นแรก คือ สถานที่จัดประชุมยังคงสับสนว่าเป็น "โรงเรียนฝึกตำรวจ" ที่ตั้งอยู่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์หรือไม่ เพราะโรงเรียนฝึกตำรวจดังกล่าวนี้เคยถูกใช้เป็นสถานที่พูดคุยและลงนามในข้อตกลงริเริ่มกระบวนการพูดคุยสันติภาพเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2556 มาแล้ว ทำให้มีทั้งผู้สื่อข่าวไทย ผู้สื่อข่าวมาเลเซีย และผู้สื่อข่าวสำนักข่าวต่างประเทศไปดักรอรายงานข่าวและบันทึกภาพอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะสำนักข่าวอัลจาซีราห์ ถึงกับกางแผงกันแดดนั่งเฝ้าบันทึกภาพบริเวณสวนหย่อมหน้าประตูทางเข้ากันเลยทีเดียว
อย่างไรก็ดี เท่าที่ตรวจสอบข้อมูลจากผู้เข้าร่วมคณะพูดคุยสันติภาพหลายราย ยืนยันว่าไม่ได้ประชุมกันในโรงเรียนฝึกตำรวจ แต่เป็น "เซฟเฮ้าส์" ของสันติบาลมาเลเซีย โดยเชื่อว่าเซฟเฮ้าส์แห่งนี้อยู่ไม่ห่างจากโรงแรมเท่าใดนัก เพราะขากลับใช้เวลาเพียงสั้นๆ ก็กลับถึงโรงแรมเจดับบลิว แมริออต ที่พักของคณะจากประเทศไทย
"ขาไปเจ้าหน้าที่มาเลเซียเขาพานั่งรถวน ใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง ทำให้รู้สึกไกลมาก แถมยังขับเข้าไปในโรงเรียนฝึกตำรวจเพื่อหลอกนักข่าวด้วย แต่เข้าไปพักเดียวก็ขับออกด้านหลัง แล้วจึงไปยังอาคารแห่งหนึ่ง เข้าใจว่าเป็นเซฟเฮ้าส์ของสันติบาล และคงอยู่ใกล้ๆ โรงแรมนี่เอง เพราะขากลับนั่งรถแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว" หนึ่งในคณะพูดคุย 9 คน เล่าให้ฟังอย่างออกรส
บีอาร์เอ็นหลังม่าน
ประเด็นที่ 2 เรื่องตัวบุคคลที่ร่วมพูดคุย ในส่วนของผู้แทนรัฐบาลไทยมีเพียง 9 คน ไม่ใช่ 15 คน ซึ่งเป็นข่าวไปหมดแล้วว่าคือใครบ้าง ขณะที่ฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐ พล.ท.ภราดรให้ข้อมูลเองว่า มากันมากกว่า 6 คน แต่ขึ้นโต๊ะพูดคุยแค่ 6 คน คือ นายฮัสซัน ตอยิบ กับพวก ได้แก่ แกนนำบีอาร์เอ็นคองเกรส บีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนต และองค์การพูโล แต่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อผู้ร่วมพูดคุยคนอื่นๆ ยกเว้นนายฮัสซัน
พล.ท.ภราดรบอกว่า เมื่อฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐขึ้นโต๊ะแค่ 6 คน ทำให้ฝ่ายรัฐบาลไทยก็ต้องจัดคนเข้าร่วมวงพูดคุยแค่ 6 คนเช่นกัน ส่วนอีก 3 คนที่เหลือก็นั่งสนับสนุนข้อมูลด้านหลัง
เมื่อถามว่า ผู้เห็นต่างจากรัฐคนอื่นๆ ที่มาร่วมด้วยแต่ไม่ขึ้นโต๊ะพูดคุยมีใครบ้าง พล.ท.ภราดรตอบยิ้มๆ ว่า "ไม่ทราบ เพราะมีม่านกั้นอยู่ คนอื่นๆ นอกเหนือจากคณะผู้พูดคุย 6 คนอยู่หลังม่าน แล้วมีการสื่อสารกันตลอดเวลาด้วยวิธีการต่างๆ ระหว่างที่มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้แทนของรัฐบาลไทย" แต่ก็ยอมรับว่า คนอื่นๆ ที่ขึ้นโต๊ะเจรจาไม่ได้ น่าจะเป็นคนที่ถูกออกหมายจับจากทางการไทย
เมื่อซักว่ามี นายสะแปอิง บาซอ แกนนำคนสำคัญที่เชื่อกันว่าเป็นประธานและผู้นำทางจิตวิญญาณของบีอาร์เอ็นด้วยหรือไม่ พล.ท.ภราดร ตอบว่า ไม่ทราบ เพราะอยู่หลังม่าน
อย่างไรก็ดี เมื่อนำประเด็นนี้ไปถามผู้ร่วมคณะพูดคุยคนอื่นๆ ปรากฏว่าประเด็นที่ว่ามีคนขึ้นโต๊ะพูดคุยเจรจาแค่ฝ่ายละ 6 คนนั้น ทุกคนบอกตรงกัน ส่วนเรื่อง "ผู้สนับสนุนหลังม่าน" มีการให้ข้อมูลที่แตกต่างออกไป
ผู้เข้าร่วมคณะพูดคุยรายหนึ่งซึ่งเป็น "คนมีสี" กล่าวว่า "ม่านที่ไหน ไม่มี เขาอยู่กันชั้นบน (หมายถึงคนละชั้นกับสถานที่พูดคุย) เวลาพักการพูดคุยหรือมีประเด็นอะไรสำคัญๆ เขาก็จะเดินไปถามกัน เราก็เลยไม่เห็นหน้าว่าเป็นใคร"
อย่างไรก็ดี ผู้เข้าร่วมคณะพูดคุยรายนี้ยืนยันว่า คนที่มาร่วมขึ้นโต๊ะพูดคุยล้วนเป็นแกนนำกลุ่มเก่า อายุเยอะๆ ทั้งสิ้น นอกจากนายฮัสซันแล้ว เขารู้จักเพียงคนเดียว เป็นฝ่ายกองกำลัง และน่าจะมีหมายจับของทางการไทย
ขณะที่ นายอาซิส เบ็ญหาวัน ประธานสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สปต.) ในฐานะผู้แทนภาคประชาสังคมที่เข้าร่วมในคณะพูดคุย กล่าวถึงปริศนา "บีอาร์เอ็นหลังม่าน" ว่า ไม่มี ไม่อยากพูดว่ามีม่านหรือไม่ แต่อีกห้องหนึ่งที่ว่าไม่มีคนอื่นอีกแล้ว
"ห้องที่พูดถึงกันคือห้องละหมาด ผมทราบเพราะต้องไปละหมาดเหมือนกัน ในนั้นไม่มีใครอีกแล้ว ฝ่ายบีอาร์เอ็นมากันแค่ 6 คน" นายอาซิส กล่าว
ไม่มี "สะแปอิง" มีแต่ "มะสุกรี"
ข้อมูลจากผู้ร่วมคณะพูดคุยซึ่งเป็น "คนมีสี" อีกรายหนึ่ง กล่าวว่า เกือบจะไม่รู้เลยว่าใครเป็นใคร เพราะบางคนก็หน้าตาเปลี่ยนไป และแต่งตัวดี สวมเสื้อผ้าแบบคนมาเลย์พื้นเมือง และสวมหมวกกะปิเยาะห์ ประกอบกับแต่ละคนไม่บอกชื่อจริง ใช้แต่ชื่อจัดตั้ง
"บางคนพูดไปพูดมายังจำชื่อตัวเองไม่ได้เลย" เขากล่าวขำๆ แต่ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง
"คนมีสี" ทั้ง 2 คนจากคณะพูดคุย ยืนยันตรงกันว่า ไม่มีนายสะแปอิง บาซอ หรือแกนนำระดับสูงของขบวนการแบ่งแยกดินแดนร่วมอยู่ในคณะผู้เห็นต่างจากรัฐ
ส่วนฝ่ายกองกำลังและมีหมายจับของทางการไทยที่ถูกพูดถึงนั้น ชื่อว่า นายมะสุกรี (สงวนนามสกุล) เป็นลูกชายของผู้นำศาสนาคนสำคัญในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนายมะสุกรีขึ้นโต๊ะพูดคุยด้วย และร่วมสนทนาด้วยท่าทีแข็งกร้าว ใช้ถ้อยคำค่อนข้างรุนแรง
ประวัติศาสตร์อยุติธรรม
ประเด็นที่ 3 เนื้อหาการพูดคุยและข้อตกลง ประเด็นที่น่าสนใจคือข้อเรียกร้องเรื่องการอำนวยความยุติธรรม เพราะมีข่าวออกมาครึกโครมทั้งการปลดบัญชีดำ 3 หมื่นชื่อ และการปล่อยตัวนักโทษคดีความมั่นคง แต่จากการสอบถามผู้ร่วมคณะพูดคุยกลับได้รับการยืนยันว่าข้อเรียกร้องของฝ่ายบีอาร์เอ็นไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้น
นายศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี นักวิชาการจาก ม.อ.ปัตตานี ซึ่งร่วมอยู่ในคณะพูดคุย กล่าวว่า หลักๆ คือฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐได้เปิดใจเล่าถึงความทุกข์และความเจ็บปวดในอดีต และสาเหตุที่ต้องลุกขึ้นต่อสู้ พร้อมยกถึงเหตุการณ์ความไม่เป็นธรรมหลายเหตุการณ์ไล่เรียงมา เช่น กรณีหะยีสุหลง (ผู้นำทางจิตวิญญาณ เคยเสนอข้อเรียกร้อง 7 ข้อต่อรัฐบาลไทย และถูกอุ้มฆ่าเมื่อปี 2497) เหตุสังหาร 6 ศพที่สะพานกอตอ เมื่อปี 2518 กระทั่งถึงเหตุการณ์กรือเซะ ตากใบ ในปี 2547
ขณะที่ทางการไทยก็ได้อธิบายถึงขีดจำกัดในการแก้ไขปัญหา ตลอดจนความตั้งใจจริงที่จะคลี่คลายสถานการณ์ โดยเฉพาะ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการ ศอ.บต. ได้อธิบายอย่างละเอียดถึงการดำเนินนโยบายที่เคารพอัตลักษณ์และวิถีวัฒนธรรมมากขึ้นในระยะหลัง เช่น เรื่องการสนับสนุนการใช้ภาษามลายู เป็นต้น
นายศรีสมภพเล่าด้วยว่า ทางฝ่ายผู้เห็นต่างจากรัฐไม่ได้เรียกร้องอะไรอย่างชัดเจน เพียงแต่ให้รัฐไทยไปหาวิธีสร้างความเป็นธรรมอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนเหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ก็ยืนยันว่าไม่ได้เป็นการกระทำของขบวนการแบ่งแยกดินแดนเท่านั้น แต่ยังมีเหตุการณ์ที่รัฐทำเอง และกลุ่มอื่นทำเพื่อแก้แค้นด้วย ฉะนั้นพื้นฐานของการแก้ไขปัญหา รัฐต้องให้ความเป็นธรรมก่อน
ด้าน "คนมีสี" ที่ร่วมในคณะพูดคุย กล่าวว่า ทางฝ่ายบีอาร์เอ็นเน้นเล่าประวัติศาสตร์ความเจ็บปวดในอดีต และไม่ได้มีข้อเสนอหรือเรียกร้องอะไรมาก แค่ให้ทางการไทยไปคิด ซึ่งก็เป็นชั้นเชิงการพูดคุยเจรจาอยู่แล้วที่จะไม่มีการยื่นเงื่อนไขหรือข้อเรียกร้องที่ชัดเจน เพื่อให้ฝ่ายตนเองคงความได้เปรียบเอาไว้
"ไม่มีหรอกให้ปลดบัญชีดำ ปลดหมายจับ เพราะถ้าเราทำได้จริง แรงกดดันก็จะไปอยู่ที่เขาทันที ฉะนั้นเขาก็จะเสนอกว้างๆ ให้เราเสนอกลับไป เช่นเดียวกับที่เราเรียกร้องให้ลดเหตุรุนแรง เราก็ไม่ได้กำหนดพื้นที่หรือกรอบเวลาชัดเจน เพื่อให้เขาเป็นฝ่ายเสนอมา ซึ่งข้อเสนอของเขาก็จะนำมาประเมินได้ว่าเขาเป็นตัวจริงแค่ไหน สั่งการได้แค่ไหนด้วย"
..............................
(หมายเหตุ : เปิด(หลัง)ม่าน'โต๊ะเจรจาดับไฟใต้' เห็นตัว(จริง)...แต่ไม่เผยชื่อ : ปกรณ์ พึ่งเนตรรายงาน)



