
'พิจิตต'แนะ'คุณชาย'รักษามรดกกทม.
อดีตพ่อเมืองแนะผู้ว่าฯกทม.คนใหม่ร่วมรักษามรดกความทรงจำกรุงเทพมหานคร นักสถาปัตย์เสนอจัดวางผังเมืองเชิงรุก
30มี.ค.2556 ศ. ดร.ปรัชญา เวสารัชช์ ประธานกรรมการติดตามและประเมินผลการวิจัย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เป็นประธานเปิดการประชุมและเปิดตัวหนังสือ “230 ปี ศรีรัตนโกสินทร์ มรดกความทรงจำกรุงเทพมหานคร” ณ ห้องประชุมใหญ่ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร เมื่อวันที่ 29 มี.ค.ที่ผ่านมา
โดย ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร และคณะได้จัดทำขึ้น อันเป็นผลสืบเนื่องจากการดำเนินโครงการวิจัยเรื่อง 100 เอกสารสำคัญเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สกว. ได้ดำเนินการวิจัยเสร็จสิ้นหลังอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2554 ตรงกับปีที่กรุงเทพมหานครครบรอบ 230 ปี โครงการจึงได้เลือกสรรเอกสารสำคัญจำนวนหนึ่งเกี่ยวกับพัฒนาการของกรุงเทพมหานครมาทำการศึกษา แต่ด้วยเอกสารมีลักษณะวิชาการที่ลึกและเข้มข้นจึงอ่านเข้าใจยาก ทำให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาเรียกร้องให้คณะวิจัยจัดทำหนังสือประวัติศาสตร์กรุงเทพมหานครฉบับสมบูรณ์ โดยที่มีเนื้อหาสมบูรณ์แต่ผู้อ่านทั่วไปสามารถอ่านได้ง่ายและเข้าใจพัฒนาการของกรุงเทพมหานครได้เป็นอย่างดี
ดร.วินัย เปิดเผยว่า การจัดทำหนังสือลักษณะนี้ตรงกับเจตจำนงของตนและคณะวิจัยที่ต้องการผลิตหนังสือที่มีคุณค่าและช่วยสร้างเสริมภูมิปัญญาแก่สังคม เนื่องจากยังไม่มีผู้ใดเขียนหนังสือประวัติศาสตร์กรุงเทพมหานครอย่างเป็นระบบมาก่อน จึงนับเป็นการเติมเต็มช่องว่างดังกล่าว แม้ระยะเวลาจัดทำหนังสือ 8 เดือนไม่ยาวนานพอที่จะทำให้คณะวิจัยเรียบเรียงหนังสือได้สมบูรณ์อย่างแท้จริง แต่ก็พยายามที่จะทำให้หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องที่คนไทยและชาวกรุงเทพมหานครควรได้รู้ เพราะการเรียนรู้เรื่องราวในอดีตอาจให้บทเรียนและข้อคิดที่จะทำให้นึกถึงวันข้างหน้าของกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ให้ความอนุเคราะห์งบประมาณจัดพิมพ์หนังสือจำนวน 1 ล้านบาท ขณะที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สนับสนุนการจัดพิมพ์หนังสือ 5,000 เล่ม เพื่อเผยแพร่ความรู้ที่เกิดจากโครงการวิจัยส่งมอบให้กับโรงเรียนในสังกัด
“วัตถุประสงค์สำคัญของการจัดทำหนังสือนี้คือ อยากให้คนกรุงเทพฯ มีความภาคภูมิใจในฐานะเจ้าของมรดกวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของโลก นับแต่รัชกาลที่ 1 ทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวง และมีวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเป็นแหล่งเรียนรู้แก่คนทั่วไปเข้าไปค้นหาความรู้และความงามของภาษาและวัฒนธรรมไทย เปรียบได้กับห้องสมุดแห่งแรกของโลกและของประเทศไทย”
นอกจากการเปิดตัวหนังสือแล้ว คณะวิจัยได้จัดกิจกรรมทางวิชาการ อาทิ การบรรยายหัวข้อ “กรุงเทพมหานครจากมุมมองของเด็กเมืองกรุง” โดย ศ. ดร.เจตนา นาควัชระ ซึ่งเล่าเรื่องอดีตวัยเยาว์ว่าได้รับอิทธิพลเกี่ยวกับความสนใจวรรณคดีจากคุณยายที่สามารถท่องวรรณคดีไทยได้นานนับชั่วโมง และเห็นการเติบโตในเมืองกรุงที่มีส่วนสัมผัสกับชนบทและความเป็นไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตนจึงพยายามหาความสมดุลระหว่างส่วนที่เป็นเสน่ห์กับส่วนที่น่าชิงชังของกรุงเทพมหานครในปัจจุบันว่ายังมีบางสิ่งที่ชวนให้ต้องตีความ ทั้งนี้ ศ. ดร.เจตนาได้ยกตัวอย่างว่าหากอยากเห็นกรุงเทพมหานครที่งดงามต้องนั่งเรือเที่ยวสุดท้ายชมความงามของพระบรมมหาราชวัง พระราชวังดุสิต วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดกัลยาณมิตร ซึ่งจะเห็นเงากระทบสายน้ำงดงามเช่นเดียวกับที่บรรยายไว้ในเนื้อเพลงกรุงเทพราตรี จึงทำให้ตนยังรู้สึกผูกพันกับกรุงเทพมหานครในอดีต
อีกจุดหนึ่งที่สำคัญคือสะพานผ่านฟ้าลีลาศที่มองไปทางภูเขาทองจะเห็นความงามท่ามกลางความโสโครกของคลองแสนแสบที่ส่งกลิ่นเหม็นและบ้านเรือนที่แออัด “กรุงเทพในปัจจุบันมีขยะทางสถาปัตยกรรมจำนวนมากเกิดขึ้นอย่างไม่มีระเบียบแบบแผน เป็นป่าคอนกรีตที่ขาดความสวยงาม ความรู้ทางวิศวกรรมถ้าใช้ให้เป็นประโยชน์ก็สามารถสร้างสุนทรียะทางอารมณ์ได้เช่นเดียวกัน เงาของสถาปัตยกรรมเหล่านี้เมื่อสะท้อนในลำน้ำเจ้าพระยาก็จะมองเห็นความสวยงามได้”
ในตอนท้าย ศ. ดร.เจตนากล่าวยังได้กล่าวถึงอัมพวาหลังเสียกรุงครั้งที่สองในยุคกรุงธนบุรี ว่าเป็นแหล่งรวมของวัฒนธรรมที่สืบทอดมาจากกรุงเก่า หลอมเข้ากับวิถีชีวิตของชาวบ้านผู้ประกอบบสัมมาอาชีวะด้วยเกษตรกรรมและบ่มเพาะการสร้างสรรค์งานศิลปะสาขาต่าง ๆ ไปพร้อมกันด้วย การก่อตั้งเมืองหลวงใหม่และราชวงศ์ใหม่จึงเป็นการฟื้นตัวทางวัฒนธรรมที่ได้รับแรงหนุนจากอัมพวา ความรุ่งโรจน์ของศิลปวัฒนธรรมในยุคต้นรัตนโกสินทร์จะเห็นได้จากงานศิลปะอันทรงคุณค่าที่มีการสร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๒ ซึ่งประสูติ ณ อัมพวา
"พิจิตต"แนะ"คุณชาย"รักษามรดกกทม.
ต่อจากนี้เป็นการอภิปรายเรื่อง"อนารยธรรมไทยกับวันต่อไปของกรุงเทพมหานคร" ศ. ดร.วิมลสิทธิ์ หรยางกูร จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการเติบโตของกรุงเทพมหานครไปสู่การเป็นอภิมหานครเช่นเดียวกับปรากฏการณ์ทั่วโลกว่าในปี 2050 ประชากรโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 9.3 พันล้านคน เมืองจะขยายตัวและเชื่อมต่อกันทั่วโลกท่ามกลางวิกฤตพลังงานและอาหาร แต่น่าห่วงว่ากรุงเทพมหานครขาดการวางแผนจัดระเบียบทางผังเมืองอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ส่วนที่มีอยู่ก็ไม่ทันต่อการเติบโตของเมือง ดังนั้นจะตั้งรับอย่างไรกับพื้นที่และโครงข่ายถนนที่มีอยู่จำกัดขณะที่จำนวนประชากรและปริมาณขยะเพิ่มขึ้นมหาศาล
ศ.ดร.วิมลสิทธิ์ระบุว่าการจัดวางผังเมืองเชิงรุกคือยุทธศาสตร์ที่จำเป็น ประกอบด้วย 1. ลดความแออัดของพื้นที่กรุงเทพมหานครชั้นในและการพัฒนาความเป็นเมืองในเขตต่าง ๆ รอบนอก เป็นการแปลงเมืองใหญ่เป็นเมืองย่อย ๆ 2. เน้นการพัฒนาตามแนวการขนส่งสาธารณะเพื่อการใช้ประโยชน์ที่ดินเต็มประสิทธิภาพ 3. เมื่อเพิ่มถนนไม่ได้ต้องหาทางออก คือ ฟื้นฟูริมคลองและท่าเรือ เพิ่มเส้นทางสัญจรทางน้ำจากคลองแสนแสบสายเดิมไปครอบคลุม 28 คลองหลัก และเพิ่มสะพานข้ามแม่น้ำอีก 4 จากเดิม 8 สะพาน สร้างทางลอด ทางยกระดับ สะพานต่างระดับ 4. เพิ่มพื้นที่สีเขียว และพื้นที่สาธารณะอีกเท่าตัว โดยวิธีการจัดรูปที่ดิน จัดพื้นที่สียเขียวมีการกระจายตัวเพื่อการเข้าถึง ส่งเสริมการทำพื้นที่สีเขียวบนหลังคา (green roof) และในแนวตั้ง หามาตรการทดแทนหากโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ยอมจัดให้มีพื้นที่สีเขียวมากกว่าร้อยละ 5 ของพื้นที่โครงการ รวมถึงปรับภูมิทัศน์ถนนย้ายสายไฟลงดินและเพิ่มแนวต้นไม้ ปรับภูมิทัศน์ของเมืองด้วยการคืนทางเท้าให้คนเดิน จัดระเบียบใหม่ให้เป็นที่เป็นทางไม่ลามไปทั่วเมืองด้วยมาตรการทางกฎหมาย และให้เจ้าของอาคารขนาดใหญ่มีส่วนรับผิดชอบ
ด้านนายพิจิตต รัตตกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวด้วยความเสียดายว่าในช่วงที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครไม่ได้ปรับภูมิทัศน์ของสถานที่สำคัญในอดีตที่ควรอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกความทรงจำ เพื่อให้เห็นถึงความเด่นชัดทางสถาปัตยกรรมที่งดงาม จึงอยากให้ทุกคนช่วยกันรักษาอาคารสถานที่สำคัญ รวมไปถึงขนบธรรมเนียมประเพณี วิธีปฏิบัติ วัฒนธรรม และภาษา ท่ามกลางความเจริญสู่การเป็นเมืองระดับโลก ทั้งยังได้ฝากถึง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนปัจจุบัน ซึ่งมีส่วนอย่างยิ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับสื่อมวลชนที่มีส่วนสำคัญเช่นกัน โดยจะต้องดำเนินการทำนุบำรุงรักษาสาธารณโภคพื้นฐาน สร้างกิจกรรมตามสิ่งที่ใฝ่ฝันเพื่อให้เกิดความยั่งยืน เช่น ใช้ลานคนเมือง และพื้นที่ของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครเป็นที่ประชุม สังสรรค์ ฝึกอาชีพ ให้บริการด้านสาธารณสุข และกิจกรรมต่าง ๆ ให้คนเมืองเข้ามามีส่วนร่วม นอกจากนี้ในด้านการท่องเที่ยวต้องมีความชัดเจนว่าสิ่งใดที่เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว และบูรณะสิ่งก่อสร้างที่สำคัญเพื่อรักษาความเป็นกรุงเทพมหานครที่งดงามไว้
ทั้งนี้สิ่งที่ต้องระวังคือ 1. การอพยพของคนเข้าสู่กรุงเทพมหานครโดยไม่สามารถควบคุม ทำให้ปริมาณขยะมากขึ้น ปัญหาถนนและการจราจรเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด แต่กรุงเทพมหานครไม่พร้อมรับคนเพิ่มอีกต่อไป ดังนั้นจึงต้องให้คนที่เข้ามาบริโภคเต็มรูปแบบต้องเผชิญกับสภาวะของแพงและจะลดการบริโภค อยู่อย่างไร้แพง ตลอดจนสร้างความเจริญในเขตเศรษฐกิจปริมณฑลอย่างเร่งด่วน 2. ระบบการขนส่ง (โลจิสติกส์) ความเร็วในเขตเมืองเป็นปัญหาที่จะเลี่ยงคนในเมืองได้ ต้องมีการผลิตผักผลไม้บนอาคารสูงเพื่อลดการขนส่งอาหาร 3. อาหารจานด่วน ทำให้เกิดการไขว้เขวกับทิศทางการพัฒนาเมือง 4. ห้างสรรพสินค้าเกิดขึ้นทุกหัวระแหงมากเกินความจำเป็น ทำให้คนเสพติดและมีค่าใช้จ่ายสูงเกินไป
นายนิติ แสงวัณณ์ จากสำนักโบราณคดี กรมศิลปากร กล่าวว่า การรักษาอารยธรรมต้องประกอบด้วย 1. สร้างความรักให้เกิดขึ้นเพื่อให้คนเกิดความหวงแหนไม่อยากให้บ้านเมืองถูกทำลาย 2. ต้องมีความรู้ทั้งประวัติความเป็นมาและจะจัดการอย่างไรจึงจะรักษาบ้านเมืองไว้ได้ 3. สติปัญญา ต้องไม่รีบร้อนแต่ควรรอเมื่อถึงเวลาอันสมควรและมีความพร้อม เป็นที่น่ายินดีที่หลายเมืองมีกลุ่มคนเข้มแข็งที่ช่วยกันอนุรักษ์บ้านเมืองเก่าแก่ เช่น น่าน เพชรบูรณ์ นครศรีธรรมราช 4. รสนิยม สิ่งนี้ขาดแคลนมากในสังคมปัจจุบัน จึงเป็นเรื่องน่าใจหายและเกิดความเสื่อมทรามมากขึ้น ดังนั้นเราต้องช่วยกันคิดช่วยกันทำ อย่างไรก็ตามมีข้อติดขัดระหว่างผู้ปฏิบัติงานสองประการหลัก คือ ข้อกฎหมาย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ปฏิบัติงานต้องทำงานภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมายที่มีช่องว่างจนทำให้เกิดปัญหาทั้งหน่วยงานราชการ พระสงฆ์ และชาวบ้าน นอกจากนี้ยังมีปัญหาขอบเขตการทำงานขนาดใหญ่มาก ตัวอย่างเช่นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน
ขณะที่นายวโรภาสน์ วงศ์จตุรภัทร จากกรมศิลปากร ระบุว่า กรุงเทพมหานครอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงและไม่เสถียร สิ่งก่อสร้างทั้งหมดไม่สามารถตั้งอยู่บนชั้นทรายได้ทั้งหมดทำให้เกิดการทรุดตัวและดินยุบ ทำให้ต้องซ่อมแซมอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้การวางสายไฟใต้ดินต้องใช้เทคโนโลยีทันสมัยมากเพื่อให้เกิดความเสถียรแต่จะคุ้มค่าหรือไม่ยังเป็นคำถาม ท่ามกลางปัญหาภาวะโลกร้อนและปริมาณน้ำสูงขึ้นทำให้ต้องระมัดระวังสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อัตราเร่งของการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมเริ่มเร็วขึ้นจึงควรกำหนดผังเมืองที่ดี ตลอดจนทิศทางทางการเติบโตของเมืองและมีเป้าหมายที่ชัดเจนไว้ล่วงหน้า โดยอาศัยความร่วมมือของนักวิชาการและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อรักษามรดกวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์ ตลอดจนภูมิปัญญาที่มีค่า ศิลปวัฒนธรรมที่มีระดับ โดยเฉพาะพื้นที่รอบเกาะรัตนโกสินทร์และชีวิตริมน้ำเอาไว้ให้เป็นเพชรเม็ดงามของกรุงเทพมหานครที่มีสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริม อันเปรียบเสมือนเรือนล้อมเพชรที่สวยงาม



