
ขายสัญชาติผ่อนหนี้ประเทศ
ขายสัญชาติผ่อนหนี้ประเทศ : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา /ข้อมูล เอพี นิวยอร์กไทม์ส
เกรนาดา ประเทศเกาะภูเขาไฟเล็กๆ ในทะเลแคริบเบียน ที่มีชายหาดสวยงามและป่าที่กรุ่นไปด้วยพันธุ์ไม้เครื่องเทศ กำลังจะปัดฝุ่นโครงการอนุญาตให้นักลงทุนจากทั่วโลกซื้อสัญชาติผ่านการลงทุนได้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เคยระงับมาตั้งแต่เกิดเหตุวินาศกรรมโจมตีสหรัฐเมื่อ 11 กันยายน 2544 เนื่องจากเกรงว่าหนังสือเดินทางของตนอาจถูกนำไปขายให้แก่ผู้ก่อการร้าย และเหตุผลอื่นๆ
กลยุทธ์ดึงดูดเงินลงทุนแลกสัญชาติ เป็นกระแสฮิตในประเทศแคริบเบียน เพื่อหารายได้เข้าเกาะเล็กๆ ที่กำลังดิ้นรนปลดหนี้สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นเครือรัฐโดมินิกา และเซนต์คิตส์แอนด์เนวิส ที่ให้สัญชาติแก่นักลงทุน แลกกับการลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ หรือส่งเสริมด้านสาธารณสุข ส่วน แอนติกาและบาร์บูดา ที่ขาดสภาพคล่องรุนแรง ก็กำลังวางแผนเริ่มโครงการทำนองเดียวกันในปีนี้
ผู้สำเร็จราชการ คาร์ลิเล กลีน แห่งเกรนาดา กล่าวในพิธีเปิดประชุมรัฐสภาเมื่อวันพุธ(27มี.ค.) ที่ผ่านมาว่า รัฐบาลเกรนาดาจะเริ่มใช้นโยบายสัญชาติผ่านการลงทุนในเร็วๆ นี้ พร้อมระบุว่าโครงการทำนองเดียวกันนี้ มีอยู่ในประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนามายาวนาน
โครงการที่เรียกกันว่า ลงทุนแลกสัญชาติ หรือ อินเวสเตอร์ วีซ่า เป็นข้อเสนอของหลายประเทศจริง ทั้งสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ แต่การได้สัญชาติจากประเทศแคริบเบียนผ่านการเข้าไปลงทุน รวดเร็วกว่าและต้นทุนต่ำกว่ามาก อย่างการพิจารณาทั้งกระบวนการ ในประเทศเซนต์คิตส์ฯ เริ่มตั้งแต่ตรวจสอบประวัติปูมหลัง เบ็ดเสร็จอาจใช้เวลาแค่ 90 วันเท่านั้น อีกทั้งไม่จำเป็นจะต้องเคยไปพำนักเป็นเวลานานที่นั่น และไม่เคยไปเยือนเลย ก็ยังได้
นโยบายให้สัญชาติผ่านการลงทุนของเกรนาดา จะต้องผ่านความเห็นชอบรัฐสภาก่อน แต่รัฐสภาก็อยู่ในความควบคุมของพรรคแห่งชาติใหม่ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีคีธ มิตเชลล์ ที่เพิ่งได้รับเลือกตั้ง ซึ่งมีแนวคิดที่จะรื้อฟื้นโครงการนี้มานาน
รัฐบาลใหม่ของเกรนาดา ระบุว่า จะประเมินโครงการให้สัญชาติผ่านการลงทุนของประเทศอื่นๆ ก่อนตัดสินใจเลือกหนทางเหมาะสมที่สุด และเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาภายในปีแรกของการบริหารประเทศ
สามปีก่อนหน้าระงับโครงการในตุลาคม 2544 นั้น เกรนาดาขายหนังสือเดินทางให้แก่นักลงทุนในราคา 4 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ ต่อมาเล็งเห็นว่า เป็นการกระทำที่เสี่ยงเกินไป หลังจากเหตุวินาศกรรมครั้งร้ายแรงที่สุดในสหรัฐ และ ณ ขณะนั้น เกรนาดาถูกจัดอยู่ในบัญชีดำประเทศที่ถูกมองว่าไม่ให้ความร่วมมือกับการปราบปรามการฟอกเงิน
นายเบอร์นาร์ด วิล์ทไชร์ อดีตอัยการสูงสุดเครือรัฐโดมินิกา ที่เป็นนักวิจารณ์โครงการให้สัญชาติด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจของประเทศแคริบเบียน กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังกับการตัดสินใจของเกรนาดา และวิจารณ์ว่าบรรดาผู้นำรุ่นปัจจุบันของแคริบเบียน จัดเป็นกลุ่มผู้นำที่ขาดแคลนความคิดสร้างสรรค์อย่างมากที่สุดในโลก สิ่งที่พวกเขากำลังทำกับโครงการให้สัญชาติในเวลานี้ คือการปูพื้นไปสู่ปัญหาใหญ่โตกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีขนาดใหญ่และอิทธิพลสูงกว่า ในทัศนะของตน ความมั่นคงปลอดภัยของหมู่เกาะแคริบเบียนในระยะยาวจะตกอยู่ในความเสี่ยง
ด้านนายเจมส์ สมิธ นักเศรษฐศาสตร์ที่ทำวิจัยประเด็นการอพยพให้แก่องค์กรพัฒนาเอกชน แรนด์ กล่าวว่า โครงการให้สัญชาติในแคริบเบียน อาจบั่นทอนคุณค่าและความศักดิ์สิทธิ์ของหนังสือเดินทาง หากเกิดปัญหาที่มีนัยสำคัญ แม้ว่าที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีกรณีที่ผู้ก่อการร้ายใช้โครงการนี้ไปในทางมิดีมิร้ายก็ตาม
เซนต์คิตส์แอนด์เนวิส มีโครงการลงทุนแลกสัญชาติมาตั้งแต่ปี 2527 หนังสือเดินทางของประเทศนี้ สามารถเดินทางไปยัง 139 ประเทศ รวมทั้งทุกประเทศในสหภาพยุโรปโดยไม่ต้องขอวีซ่า และนักลงทุนต่างชาติที่มีคุณสมบัติได้หนังสือเดินทางของเซนต์คิตส์ฯ บริจาคหรือลงทุนอสังหาริมทรัพย์เพียง 2.5 แสนดอลลาร์ ส่วนแอนติกาฯ ก็กำลังจะเดินรอยตามโครงการที่กำลังเฟื่องฟูของเซนต์คิตส์ฯ เช่นกัน ขณะที่หนังสือเดินทางของเครือรัฐโดมินิกา สามารถเดินทางไปยังกว่า 50 ประเทศโดยไม่ต้องการขอวีซ่า และมีต้นทุนเพียงแสนดอลลาร์
บทความเรื่อง เกาะสวรรค์ของการลงทุนเพื่อสัญชาติ บนเว็บไซต์นิวยอร์กไทม์สเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว ระบุว่า เซนต์คิตส์แอนด์เนวิส และโดมินิกา กลายเป็นสวรรค์ของผู้มีอันจะกินจากตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ อิหร่าน ปากีสถาน ตลอดจนอิรักและอียิปต์ ที่อยากอพยพออกจากถิ่นฐาน เพราะความไม่สะดวกจากมาตรการคว่ำบาตรตะวันตกและสหประชาชาติ หรือความไร้เสถียรภาพการเมืองและเศรษฐกิจภายหลังการปฏิวัติอาหรับสปริง โดยจ่ายหลักแสนหรือหลักล้านดอลลาร์ เพื่อเข้าโครงการลงทุนแลกสัญชาติ ที่มักเรียกกันว่า อีโคโนมิก ซิติเซนชิป และใช้เวลาดำเนินการไม่กี่เดือนหลังลงทุนในโครงการตามเงื่อนไขที่กำหนด
นายอาร์มานด์ อาร์ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของอาร์ตัน แคปปิตอล ที่ปรึกษาการเงินในนครมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ที่รับเดินเรื่องโครงการอพยพผ่านการลงทุน กล่าวว่า 2 ปีมานี้ ชาวเลบานอนและซีเรียที่เผชิญสงครามกลางเมือง และอิหร่านที่เดือดร้อนจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก คือกลุ่มคนที่ต้องการขอสัญชาติที่สองมากกว่าเพื่อน พวกเขาต้องการหลุดพ้นจากปัญหาเร็วที่สุด ด้วยการได้สัญชาติกับหนังสือเดินทางอีกเล่ม เพื่อจะได้ย้ายครอบครัวและโอนเงินโดยไม่ติดมาตรการคว่ำบาตรและข้อจำกัดทั้งหลาย
ประเทศอย่างบัลแกเรีย อังกฤษ และแคนาดา มีโครงการให้สัญชาติด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจเช่นกัน แต่ใช้เวลาหลายปีกว่าจะเดินเรื่องเสร็จ และเงื่อนไขยุ่งยากกว่า เมื่อเทียบกับประเทศที่ต้องการลดหนี้สาธารณะและดึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ จะเดินเรื่องเร็วกว่ามาก อาทิ เซนต์คิตส์แอนด์เนวิส ที่มีประชากรแค่ 5.5 หมื่นคน มีสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพี 154% เมื่อสิ้นปี 2554 ติดอันดับสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีสูงสุดในโลก
ด้านนายมาร์โก กันเทนเบียน หุ้นส่วนในดูไบของบริษัทที่ปรึกษาระหว่างประเทศ เฮนลีย์ แอนด์ พาร์ตเนอร์ส ที่เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ สิทธิพำนักถาวรและสัญชาติ ก็บอกเช่นกันว่า จำนวนลูกค้าตะวันออกกลาง ที่แสวงหาหนังสือเดินทางเล่มที่สอง เพิ่มขึ้นมาก นับจากความระส่ำระสายในโลกอาหรับ พวกเขากลัวว่าอนาคตจะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศหรือกลัวว่าทรัพย์สินจะถูกอายัด ทำให้ต้องรีบหาทางหนีทีไล่ตั้งแต่ตอนนี้
ที่จริงแล้ว แทบทุกคนอยากได้สัญชาติตะวันตก อย่างสหรัฐ แคนาดา อังกฤษ และประเทศยุโรปอื่น แต่อย่างที่ทราบกันดีว่าการอพยพไปประเทศตะวันตกยากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะเงื่อนไขว่าต้องไปพำนักอยู่ในประเทศนั้นๆ ช่วงเวลานานพอสมควร จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับคนที่ต้องการได้สัญชาติที่สองเร็วๆ โครงการจ่ายแลกสัญชาติที่เสนอโดยประเทศอย่างเซนต์คิตส์แอนด์เนวิส และประเทศอื่นในแคริบเบียนแบบไม่มีเงื่อนไขว่าต้องเคยไปพำนักอยู่ก่อน จึงสะดวกและได้รับความนิยมมากกว่า
.............................................
(ขายสัญชาติผ่อนหนี้ประเทศ : คอลัมน์เปิดโลกวันอาทิตย์ : โดย...อุไรวรรณ นอร์มา /ข้อมูล เอพี นิวยอร์กไทม์ส )



