
เงินชดเชยค่า'อ้อย'แรงกดดันรอวันปะทุ
รายงานพิเศษ : เงินชดเชยค่าอ้อย แรงกดดันที่รอวันปะทุ : โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
ความเคลื่อนไหวของเครือข่ายตัวแทนชาวไร่อ้อย 28 สมาคม ที่เข้าพบ ประภัตร โพธสุธน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่บ้านพัก จ.สุพรรณบุรี ในวันเสาร์ที่ 23 มีนาคม ที่ผ่านมา อาจกล่าวได้ว่า นี่คือการส่งสัญญาณแห่งความเคลื่อนไหวที่กำลังจะเกิดขึ้น อันมีที่มาจากความต้องการที่จะให้รัฐบาลเข้ามาดูแลเรื่องการเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ทั้งนี้ตัวแทนสมาคมชาวไร่อ้อยจากทั่วประเทศได้สะท้อนปัญหาผ่านอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ โดยเห็นว่า เงินชดเชยที่รัฐจะให้แก่เกษตรกรด้วยการบวกเพิ่ม 161 บาทต่อตันอ้อย เมื่อรวมเข้ากับราคาอ้อยขั้นต่ำที่ 950 บาทต่อตันอ้อย รวมเป็นรายได้สุทธิที่ 1,111 บาทต่อตันอ้อย เป็นเกณฑ์ของราคาที่ไม่คุ้มทุน โดยราคาที่เหมาะสมคือ 1,200 บาทต่อตันอ้อย
ข้อเสนอของเครือข่ายชาวไร่อ้อยคือ การแสดงท่าทีนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ที่ต้องการให้กระทรวงอุตสาหกรรมเพิ่มเงินค่าอ้อยฤดูกาลผลิต 2555/2556 ที่ตันอ้อยละ 250 บาท เพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นคงในแง่ของรายได้จากการปลูกอ้อย โดยต้นทุนการผลิตอ้อยในฤดูกาลนี้เกษตรกรประเมินว่า อยู่ที่ตันอ้อยละ 1,196 บาท ซึ่งสวนทางกับคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ที่มี วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ที่ประเมินว่า อยู่ที่ตันอ้อยละ 950 บาท และเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา
โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฤดูกาลผลิตปี 2555/2556 ที่ราคา 950 บาทต่อตันอ้อย ที่ระดับความหวานที่ 10 ซีซีเอส หรือประมาณ 90.96% ของประมาณการราคาอ้อยเฉลี่ยทั่วประเทศ 1,044.45 บาทต่อตันอ้อย และกำหนดอัตราขึ้นและลงของราคาอ้อยเท่ากับ 57 บาทต่อ 1 หน่วยซีซีเอส และกำหนดผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ฤดูกาลผลิต 2555/2556 ที่ 407.15 บาทต่อตันอ้อย ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ
ทั้งนี้ ต้นทุนการปลูกอ้อยของเกษตรกรสูงขึ้น มีที่มาจากการปรับขึ้นราคาของปัจจัยการผลิต และการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ ซึ่งชาวไร่อ้อยจำเป็นต้องจ้างแรงงานตัดอ้อยในอัตราที่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะมีปัญหาขาดแคลนแรงงาน ทำให้ชาวไร่อ้อยจำต้องมีเงินทุนหมุนเวียนมาเป็นค่าใช้จ่ายในการไถดิน ซื้อพันธุ์อ้อย บำรุงอ้อยและเตรียมระบบน้ำเข้าไร่อ้อย ขณะเดียวกันข้อมูลของฝั่งเกษตรกรยังประเมินว่า ผลผลิตอ้อยในฤดูกาลนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 90 ล้านตัน ลดลงจากฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งเคยผลิตได้ถึง 97 ล้านตัน
อุปสรรคที่มีผลให้ภาคการผลิตถดถอยก็คือ ภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้นทำให้อ้อยโตไม่เต็มที่ ความสูงและเส้นรอบวงน้อยกว่าอ้อยที่ปลูกได้ในฤดูกาลที่ผ่านมา รวมทั้งค่าความหวานของอ้อยลดลงเฉลี่ยอยู่ที่ 11 ซีซีเอส จากฤดูกาลที่แล้วที่มีค่าความหวานเฉลี่ย 12 ซีซีเอส จึงทำให้อ้อย 1 ตันอ้อยผลิตน้ำตาลได้ 100-101 กิโลกรัม ต่างจากฤดูกาลที่แล้วที่ผลิตได้ 107 กิโลกรัม อย่างไรก็ตาม ท่าทีล่าสุดของ ประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม น่าจะบ่งชี้ทิศทางได้เป็นอย่างดี
เพราะนั่นคือการยืนกราน ที่จะไม่ให้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายทำการขอกู้เงินธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สำหรับนำมาจ่ายเงินช่วยเหลืออีกตันอ้อยละ 90 บาท เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยได้เงินเพิ่มและยกระดับเงินช่วยเหลือเป็นตันละ 250 บาท ตามข้อเรียกร้อง เนื่องจากที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้กองทุนกู้เงินจาก ธ.ก.ส.เพื่อจ่ายเงินเพิ่มค่าอ้อยฤดูกาลผลิต 2555/2556 ไปแล้วที่ตันอ้อยละ 160 บาท ดังนั้น เมื่อรวมกับเงินค่าอ้อยขั้นต้นที่คณะรัฐมนตรีผ่านความเห็นชอบไปแล้วตันอ้อยละ 950 บาท ก็สะท้อนได้ว่า เป็นอ้อยที่คุ้มต้นทุนการผลิต
น่าสนใจว่า ท่าทีของกระทรวงอุตสาหกรรม ยังรวมไปถึงการเห็นว่าควรทบทวนรายได้ที่นำมาคำนวณในระบบแบ่งปันผลประโยชน์ เพื่อให้ค่าอ้อยสอดคล้องกับต้นทุนการผลิตมากที่สุด กล่าวคืออาจจะมีการปรับการคำนวณรายได้ที่นำเข้าระบบจากกากน้ำตาล รวมทั้งพิจารณารายได้จากการนำอ้อยไปผลิตเป็นเอทานอล โดยสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) จะทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
สอดคล้องกับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่มีความเห็นถึงกระทรวงอุตสาหกรรมว่า ควรกำหนดราคาให้คุ้มต้นทุนผลิตที่แท้จริงของชาวไร่อ้อย พร้อมให้คุ้มต้นทุนกับการผลิตที่แท้จริงสำหรับฤดูกาลผลิตปีต่อไปด้วย เพื่อที่กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายจะไม่ต้องมีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นจากการกู้เงิน ธ.ก.ส.มาจ่ายเงินส่วนเพิ่มราคาอ้อยให้ชาวไร่อ้อย เนื่องจากสถานะการเงินของกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย พบว่ายังเป็นลูกหนี้ ธ.ก.ส.จำนวน 3,045.15 ล้านบาท
นอกจากนี้กระทรวงอุตสาหกรรมควรต้องเร่งพัฒนาพันธุ์อ้อยใหม่ที่ให้ผลผลิตต่อไร่ และความหวานที่เพิ่มขึ้น มีความต้านทานโรค และพัฒนาระบบจัดการน้ำในไร่อ้อย พัฒนาระบบโลจิสติกส์ ในการเก็บเกี่ยว และขนส่งอ้อยให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น รวมทั้งต้องจัดทำแผนการชำระหนี้ โดยกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนในการชำระหนี้คืนแก่ ธ.ก.ส. และยกเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย ที่มาจากการปรับเพิ่มราคาขายน้ำตาลทรายในอัตรากิโลกรัมละ 5 บาท
"เราเห็นว่าการประกาศราคาอ้อยขั้นต่ำที่ตันละ 950 บาท ไม่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ.2527 ที่กำหนดให้คำนึงต้นทุนการผลิตอ้อยด้วย ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการขอเงินเพิ่มค่าอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2555/2556 ที่ผ่านมาฤดูกาลผลิตปี 2541/2542 ก็เคยมีการเพิ่มค่าอ้อยขั้นต้นที่ตันละ 79 บาท โดยให้ กอน.กู้เงินจาก ธ.ก.ส.เพื่อนำจ่ายแก่ชาวไร่อ้อย และในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมาก็มีการช่วยเหลือเป็นเงินเพิ่มค่าอ้อยที่ตันอ้อยละ 154 บาท ขณะที่ราคาขั้นต้นคือตันอ้อยละ 1,000 บาท ส่วนต้นทุนการผลิตอยู่ที่ตันอ้อยละ 1,010 บาท ดังนั้นฤดูการผลิตปี 2555/2556 เกษตรกรจึงต้องการความช่วยเหลือเป็นเงินเพิ่มค่าอ้อยที่ตันละ 250 บาท" แหล่งข่าวจากสหพันธ์ชาวไร่อ้อยแห่งประเทศไทย กล่าว และว่า ขณะนี้เครือข่ายผู้ปลูกอ้อยที่มีสมาชิกกว่า 20,000 คน ในภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีท่าทีไปในทางเดียวกัน ที่เห็นว่าควรจะแสดงออกอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้รัฐบาลรับรู้ถึงความเดือดร้อน
"ส่วนตัวผมแล้ว เรื่องนี้ก็มีน้ำหนักที่รับฟังได้ อยากใหรัฐบาลได้พิจารณาด้วย ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการให้ผลผลิตที่ลดลง นี่คือสภาพปัญหาของเกษตรกรที่ต้องเผชิญ" ประภัตร โพธสุธน ให้ความเห็น
นี่คือสภาพปัญหาที่กำลังรอจังหวะในการนำมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหว
----------------------
(รายงานพิเศษ : เงินชดเชยค่าอ้อย แรงกดดันที่รอวันปะทุ : โดย...ทีมข่าวภูมิภาค)



