ข่าว

เห็นต่างได้'แต่อย่าเปลี่ยนความคิดตัวตนคนอื่นเลย'

เห็นต่างได้'แต่อย่าเปลี่ยนความคิดตัวตนคนอื่นเลย'

29 มี.ค. 2556

เห็นต่างได้'แต่อย่าเปลี่ยนความคิดตัวตนคนอื่นเลย' : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์

              ผมได้อ่านความเห็นของนักคิดนักวิเคราะห์การเมืองหลายท่านต่อกรณีเรื่องร้อนทาง “ไทยพีบีเอส” ซึ่งดูเหมือนหลายฝ่ายจะพอใจให้เหตุการณ์ผ่านไปโดยให้เวลาเป็นเครื่องเยียวยา เพราะนับแต่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกาศรับแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องในกรณีคลิปรายการ “ตอบโจทย์” เกือบสองสัปดาห์ ยังไม่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีใดๆ

              ทางกลุ่ม “เสื้อหลากสี” ซึ่งได้ไปร่วมกับ “กลุ่นคนไทยทนไม่ไหว” ที่มีส่วนทำให้สังคมได้สะท้อนความคิดเห็นในทางตรงข้ามกับทางสถานีโทรทัศน์ดังกล่าว เข้าใจว่ายังไม่มีการขยับในทางคดีเช่นกัน ซึ่งที่กล่าวมานี้มิได้ต้องการให้มีปัญหาความบาดหมางหรือสร้างความขัดแย้งให้ลุกลามออกไป แต่สิ่งหนึ่งที่เป็น “จุดอ่อนสำคัญ” ของสังคมไทย แม้คนจำนวนไม่น้อยจะบอกว่า “เป็นเรื่องดี” คือ การประณีประนอม หรือการให้อภัยกัน เหมือนอย่างกรณีการเจรจากับกลุ่ม “บีอาร์เอ็น โคออดิเนต (BRN)” เกี่ยวกับกรณีความรุนแรงในภาคใต้ ฝ่ายที่พร้อมจะให้อภัยแบบไม่มีเงื่อนไขก็มี แต่อย่าลืมว่า ในอีกด้านหรืออีกหลายๆ มุมมองนั้นควรจะต้องรับฟังและชั่งน้ำหนัก ทั้งเรื่องของ
              “ความชัดเจนในเงื่อนไขของการเจรจา หรือเมื่อนำมาเทียบเคียงกับเรื่องของทีพีบีเอส” ส่วนตัวคิดว่า การที่สังคมจะได้รับการวินิจฉัยจากศาลในเรื่องที่เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดความตระหนักถึงสิ่งที่ควรและไม่บังควรนั้นเป็นสิ่งจำเป็น

              หลายครั้งในประวัติศาสตร์เรามักให้อภัยกันโดยพยายามลืมความหลังแต่ไม่เคยแก้ไขสิ่งผิดพลาด เรานิรโทษกรรม ตามความเห็นของรัฐบาลในแต่ละยุคสมัย แต่เราไม่เคยมีการชำระประวัติศาสตร์ หรือบอกให้สังคมได้รับรู้ว่า เกิดความผิดพลาดขึ้นมาได้อย่างไร และใครจะต้องรับผิดชอบบ้าง ทำให้สังคมไม่เกิดการเรียนรู้และมีการกระทำผิดซ้ำซาก

              นักวิชาการจำนวนหนึ่งซึ่งต้องการอิสรเสรีภาพทางความคิด แต่หลายครั้งพยายาม “ยัดเยียดและชี้นำความคิดเห็นของตนเองอย่างขาดความยั้งคิด” ผมเพิ่งมีโอกาสได้พบกับลูกศิษย์ซึ่งเป็นเด็กชนบทและได้โควตามาศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง จำเขาได้ดีเพราะเป็นเด็กมีสัมมาคารวะตามแบบฉบับของคนที่มาจากต่างจังหวัด มีความอ่อนน้อมถ่อมตน แต่ทราบมาว่าในระยะหลังได้เข้ากลุ่มกับนักวิชาการที่คิดเอาเองว่า “ตนเองเป็นพวกหัวก้าวหน้า” กลุ่มหนึ่ง พอเจอกันอีกที พฤติกรรมทั้งวิธีการพูดจาและการแสดงออกเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคน

              ที่เล่าถึงลูกศิษย์คนนี้ ผมไม่มีวัตถุประสงค์จูงใจให้คนรุ่นใหม่ไม่กล้าแสดงออกหรือขาดความเชื่อมั่นในตนเองกระทั่งแสดงความคิดเห็นต่างมิได้ แต่การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสันติสุข พึงอยู่อย่างการเอื้ออารีต่อกันเคารพให้เกียรติในความคิดเห็นของกันและกันอย่างพอเหมาะพอสม สำคัญที่สุดการอยู่ในสังคมซึ่งมีกติกาที่คนส่วนใหญ่ให้การยอมรับ และเรายังปรารถนาจะอยู่กับเขาต่อไปก็ควรจะให้ความเคารพกฎกติกาของสังคมนั้น การจะลุกขึ้นมาคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับแนวทางวิธีปฏิบัติใด บนพื้นฐานของความเป็นนักวิชาการอย่างผมและคนทั่วไปเราจะไม่พยายามกดดัน หรือเข้าครอบงำความคิดหรือพยายามเปลี่ยน “ตัวตน” ซึ่งเหมือนกับการหลอกตัวเอง เพราะความเป็น “ตัวตน (self)” ไม่ใช่สิ่งที่จะทึกทักหรือนึกคิดเอาเองว่าตนเองต้องการเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เกิดจากพัฒนาการของบุคลิกภาพที่ไม่จำเป็นต้องไปลอกเลียนแบบใคร และผมเห็น “มาร์กซิส (Marxists) หรือ นักสังคมนิยม” ในประเทศที่เจริญแล้ว ใส่สูทผูกเนคไท ไม่ต้องแต่งตัวประหลาดๆ ไม่ต้องก่นด่าประณามใคร ไม่เห็นมีใครเขาชักจูงปลูกฝังแนวคิด พฤติกรรมแปลกๆ จับเด็ก “เข้ารีต” ให้เยาวชนซึ่งเป็นวัยเสี่ยงต่อการถูกโน้มน้าวไปในทางไม่พึงประสงค์ เพราะพวกเขายอมรับสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเขาได้ง่ายหากไม่มีกระบวนการคัดสรรกลั่นกรองที่เหมาะสม

.........

(หมายเหตุ : เห็นต่างได้'แต่อย่าเปลี่ยนความคิดตัวตนคนอื่นเลย' : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn)