ข่าว

ไทม์แมชชีน

ไทม์แมชชีน

29 มี.ค. 2556

ไทม์แมชชีน : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์ โดยประภัสสร เสวิกุล

               ถ้าใครที่เกิดก่อน พ.ศ.2500 คงจะพอจำกันได้ว่ากรุงเทพฯ ในสมัยนั้น แตกต่างกับปัจจุบันอย่างมากมาย ตั้งแต่เรื่องถนนหนทาง บ้านเรือน สุขอนามัย ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ จนถึงความสะดวกสบายต่าง ๆ
 
               ถนนในกรุงเทพฯ ยังเป็นถนนสายแคบๆ เพียงไม่กี่สาย พาหนะหลักยังเป็นรถสามล้อที่ใช้แรงคนถีบ รถราง และรถประจำทาง เช่น รถเมล์ขาวของบริษัทนายเลิศ รถเมล์ศรีนคร รถเมล์เหลือง รถเมล์แดง รถเมล์สีโกโก้ รถเมล์สีชมพู ฯ รถแท็กซี่ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นยี่ห้อออสตินแบบแวน สีเทา ส่วนรถยนต์ส่วนตัวนั้นไม่มากมายเหมือนเวลานี้
 
               น้ำประปาในช่วงนั้น ยังไหลกะปริบกะปรอย บางแห่งก็จะมีก๊อกน้ำสาธารณะให้คนไปรองน้ำใส่ปี๊บใส่ถังมาใช้ ไฟฟ้าก็ติดบ้างดับบ้างไปตามเรื่อง ถ้าไฟดับตอนหัวค่ำ ชาวบ้านก็จะออกจากบ้านมาจับกลุ่มกันหน้าบ้านหรือริมถนน และส่งเสียงเฮเมื่อเวลาไฟมา เป็นเรื่องสนุกสนานอย่างหนึ่ง ในเวลานั้นเครื่องใช้ไฟฟ้ายังเป็นเรื่องในฝัน ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น โทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า เครื่องอบผ้า แม้กระทั่งเตารีดไฟฟ้า โดยไม่ต้องพูดถึงคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอกนิกส์ต่างๆ เช่นในสมัยนี้
 
               ชีวิตของคนกรุงเทพฯ เริ่มเปลี่ยนไปในยุคของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สิ่งที่เห็นลำดับแรกๆ คือผ้าใบกันแดดสีน้ำตาลมีคำขวัญของรัฐบาลปฏิวัติเขียนด้วยตัวหนังสือสีเหลือง เช่น “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี มีงานทำ” หรือ “ศึกษาดี มีเงินใช้ไร้โรคา พาให้สุขสมบูรณ์” และกรุงเทพฯ ก็มีพัฒนาการขึ้นมาโดยลำดับ จนเป็นอย่างที่เห็นและเป็นอยู่ทุกวันนี้
 
               เวลาที่เดินทางไปประเทศต่างๆ ที่ยังไม่สะดวกสบาย หรือขาดความสมบูรณ์ในด้านต่างๆ ผมก็มักจะนึกถึงกรุงเทพฯ ในสมัยก่อน และบอกกับคนอื่นๆ ว่า กรุงเทพฯ ก็เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน และใช้เวลากว่า 50 ปี ก่อนที่จะมาได้ไกลถึงขนาดนี้ถึงแม้ว่ากรุงเทพฯ จะไม่สวยงามหรือเพียบพร้อมในทุกด้าน แต่กรุงเทพฯ ก็มีความน่าอยู่กว่าหลายๆ แห่งในโลก และให้ความสุขแก่ผู้คนในระดับที่ดีพอสมควร
 
               ปัญหาหลายๆ ปัญหาที่กรุงเทพฯ เผชิญอยู่ ก็เป็นปัญหาที่พบเจอตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจร ปัญหาขยะล้นเมือง ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัย ปัญหาการทำมาหากิน หรือปัญหาเรื่องน้ำสะอาด และไฟฟ้า เป็นต้น
 
               ซึ่งผู้คนในแต่ละเมืองต่างก็หาทางใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับปัญหาเหล่านั้น ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องทุกลักทุเลหรืออาศัยความอดทนอย่างมากทีเดียว แต่พวกเขาก็ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น โดยไม่ได้ตีโพยตีพาย
 
               ย้อนกลับมาที่เมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ ลองคิดกันเล่นๆ ว่า ถ้าไฟฟ้าเกิดดับวันละ 5-6 ครั้ง เหมือนในบังกลาเทศ น้ำประปาเกิดไม่ไหลสัก 3 วัน  อินเทอร์เน็ตล่มสัก 8 ชั่วโมง ฯ ผมเชื่อว่าคนไทยคงจะคลั่งไปตามๆ กัน ทั้งนี้ ก็เพราะว่าคนไทยทุกวันนี้เป็นคนที่เปราะบาง ขาดความอดทน ไม่เคยชินกับความลำบากหรือความลุ่มๆ ดอนๆ ของระบบสาธารณูปโภค ขณะเดียวกันก็มักจะคิดแบบคนสมัยใหม่ว่าตนสามารถซื้อหาความสะดวกสบายต่างๆ ได้  โดยไม่ได้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงของปัญหา และการมีส่วนร่วมในการบรรเทาหรือแก้ไขสถานการณ์
 
               ไม่ต้องอะไรมากหรอกครับ เอาแค่ส่งคนกรุงเทพฯ ยุคนี้ ขึ้นไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปอยู่ในกรุงเทพฯ เมื่อ 50 กว่าปีก่อน ผมก็เชื่อว่าคงมีคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยที่อกแตกตาย ไม่ต้องรอให้ถึงวันที่พลังงานหมดโลก ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำใช้ หรอกครับ