ข่าว

อึ้ง!'ปู'กู้เงิน2ลล.สร้างรถไฟฯขนผัก

อึ้ง!'ปู'กู้เงิน2ลล.สร้างรถไฟฯขนผัก

28 มี.ค. 2556

ชาวเน็ตอึ้ง! 'ปู' กู้เงิน 2 ล้านล้านสร้างรถไฟความเร็วสูงขนผัก 'กรณ์'ระบุพรบ.กู้เงินขัดรธน.ทำปชช.แบกรับหนี้


               28มี.ค.2556 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ชี้แจงในการเสนอร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประเทศ ด้านการคมนาคมขนส่งวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นนำไปพัฒนาระบบการขนส่งทางราง ทั้งรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง

               "การพัฒนาด่านเข้า - ออกประเทศ โดยเชื่อมโยงไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจแนวชายแดน ให้ประชาชนสะดวกในการเดินทาง ลดเวลาและค่าใช้จ่ายการเดินทาง และที่สำคัญจะเป็นการลดต้นทุนของการขนส่งของเกษตรกร  ถ้ามีรถไฟความเร็วสูง ขนผัก ผักจะได้ไม่เน่า ทำให้อาหารสด และมีคุณภาพ ประชาชนที่บริโภคจะได้รับประทานอาหารที่สด" นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าว

               จากคำชี้แจงของนางสาวยิ่งลักษณ์ดังกล่าวส่งผลให้สังคมออนไลน์ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ตั้งข้อสงสัยว่า นางสาวยิ่งลักษณ์จะกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท สร้างรถไฟความเร็วสูงเพื่อขนผักหรือย่างไร พร้อมกับมีการเผยแพร่คำว่า "ถ้ามีรถไฟความเร็วสูง ขนผัก ผักจะได้ไม่เน่า" อย่างกว้างขวาง พร้อมกับมีความเห็นตามมาเช่น  "ขนปลามากินบ้างเหอะ" และ "ผักจะกิโลเท่าไหร่หละคราวนี้"  ขณะเดียวกันก็มีความเห็นว่าที่ระบุเพียงข้อความเท่านี้เป็นเพราะมีอคติเกินไปหรือไม่
 

"กรณ์"ระบุพรบ.กู้เงินขัดรธน.ทำปชช.แบกรับหนี้ 

              อย่างไรก็ตามการประชุมดำเนินมาถึงเวลา 18.30 น. นายกรณ์ จาติกวณิชย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า รัฐบาลสามารถหารายได้ทางอื่นมากกว่าสร้างภาระให้ประชาชน และเป็นการกู้นอกระบบงบประมาณ อาจเกิดปัญหาวินัยการคลัง และยังเสี่ยงที่จะขัดกับรัฐธรรมนูญ ทำให้โครงการที่รัฐบาลจะดำเนินการเกิดสะดุดได้ ตนในฐานะอดีตรมว.คลัง รวมถึงอดีตรมว.คลัง อาทิ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล หรือนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ก็ยังคัดค้าน เพราะเห็นว่าเป็นการออกพ.ร.บ.แบบหลวมๆ ไม่รัดกุม ทำให้มีหนี้สูงถึง 65% ดังนั้นจึงไม่สมควรใช้เงินกู้แต่ควรเน้นการลงทุนเพื่อรักษาวินัยการคลัง จากการประเมินขีดความสามารถทางเศรษฐกิจในระดับมหภาค พบว่าไทยอยู่ในลำดับที่ดีขึ้น โดยมีหนี้สาธารณะลดลง 42% แต่รัฐบาลกลับมีนโยบายที่บั่นทอนความเชื่อมั่นขีดความสามารถประเทศ ถือเป็นการพัฒนาที่ผิดตรรกะ สิ่งไม่เห็นด้วยคือการกู้นอกระบบ ทำให้ร่างพ.ร.บ.นี้สุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ สุดท้ายแล้วใช้เวลา 7 ปีทำได้จบหรือไม่ เพราะมีภาระหนี้และดอกเบี้ยมากมาย ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นสุดท้ายรัฐบาลไม่สามารถขับเคลื่อนโครงการเหล่านี้ได้ ดูได้จากการกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาทฟื้นฟูจากน้ำท่วม ก็โหนกระแสความกลัวประชาชน ถึงขั้นขู่ส.ส.ฝ่ายค้าน และศาลรัฐธรรมนูญต้องรับผิดชอบถ้าประชาชนถูกน้ำท่วม ขณะนี้ใช้ไปเพียง 6 พันล้านบาท
 
              นายกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลควรมอบให้ รมว.คมนาคมไปศึกษาโครงการก่อน และจัดหาคนมาร่วมทุนเพื่อลดภาระประเทศ รัฐบาลต้องพูดความจริงว่าแหล่งรายได้มาจากที่ใด หรือจะกลับมาปรับภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือจริงๆท่านไม่มีเจตนาที่จะรับผิดชอบในอีก 10 ปีข้างหน้าจะไม่คืนเงินต้นแม้แต่บาทเดียว เพราะอีก 10 ปีท่านไปไหนแล้วก็ไม่ทราบ เงินก็ใช้ไปหมดแล้ว ประชาชนต้องแบกรับภาระหนี้ ทราบหรือไม่ผลการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ทำให้ระบบเงินตึงขึ้น มีผลทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น เพราะมีการแย่งชิงเงินกู้ระหว่างรัฐกับเอกชน อัตราดอกเบี้ยในระบบของเราจะสูงขึ้น หากดอกเบี้ยเพิ่มทุก 1 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นหนี้เพิ่ม 6 แสนล้านบาท ซึ่งรัฐบาลไม่ได้เตรียมความเสี่ยงไว้เลย หากโครงการอยู่ในภาวะขาดทุนจะทำอย่างไร ขนาดแอร์พอร์ตลิงรายได้ยังไม่พอ ต้องเป็นภาระของประชาชน และโครงการรถไฟความเร็วสูงใครเป็นผู้รับผิดชอบ เป็นปัจจัยที่ไม่สามารถรับการกระทำของรัฐบาลได้
 
              นายกรณ์ กล่าวว่า ทำไมรัฐบาลไม่ทำแผนการเบิกจ่ายงบเงินกู้ของรัฐบาลสูงสุดที่สุดปี 59 เงิน 3.8 แสนล้านแล้วเสร็จภายใน 5 ปี ทั้งที่รัฐบาลสามารถกู้ได้ตามปีงบประมาณโดยไม่มีอุปสรรคทางการเงินใดๆทั้งสิ้น เพราะช่องว่างทางการคลังให้สิทธิกู้ได้อีกหลายโครงการ แต่รัฐบาลกลับหลีกเลี่ยงออกฎหมายพิเศษไปกู้นอกระบบ ทำไมต้องเอาไปเสี่ยงกับโครงการลงทุนครั้งสำคัญของประเทศ ซึ่งตนขอท้าว่าให้เอาทุกโครงการที่อยู่ในเอกสาร ลงไปเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมาย จะได้รู้ว่าโครงการไหนลงทุนอย่างไรบ้าง ถ้าโครงการไหนล่าช้าก็ขอให้หมดสิทธิในเงินกู้นี้เลย ถ้าโครงการไหนจะยกเลิกก็ไม่ให้นำเงินที่ตั้งไว้ ไปใช้ในโครงการอื่นที่ไม่ได้ระบุไว้ ควรเขียนระเบียบการพัสดุลงไว้ในกฎหมาย เพื่อไม่ให้มีมติครม.จัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ ให้ภาคีเครือข่ายต่อต้านการคอรัปชั่นเข้ามามีบทบาท โดยเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาตรวจสอบ โดยให้เขียนไว้ในกฎหมายว่า ถ้าโครงการใดเกิดพบการทุจริต หรือเข้าไม่ถึงข้อมูลให้โครงการนั้นหมดสิทธิไปในทันที ที่อ้างว่าหนี้สาธารณะจะไม่เกิน 50% หากเกินต้องถือเป็นโมฆะทันที และถ้าเกิดทำโครงการไปแล้วมีงบขาดดุลที่มากกว่าปัจจุบันให้ถือเป็นโมฆะ

 

"เหลิม”แจงอ้างกู้เพราะงบลงทุนน้อย

              ต่อมาเวลา 19.00 น. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงแทนนายกรัฐมนตรีว่า รัฐบาลไม่ได้ทำงบประมาณโดยลำพัง แต่ได้หารือคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และคณะกรรมการกฤษฎีกามาตลอด การที่ไม่นำงบปกติมาลงทุนตามที่นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ สงสัย เพราะเราไม่มีงบ บ้านเมืองที่ไม่พัฒนาเพราะงบลงทุนน้อย แต่งบประจำมีมาก ดังจะเห็นได้จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ที่มีงบลงทุนเพียง 18.7 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นประมาณ 4 แสนล้านบาท โดยส่วนหนึ่งในนั้นจะต้องนำมาเป็นงบประมาณใช้หนี้ 40,000 ล้านบาท ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องออกเป็นพ.ร.บ.เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ ต้องมีแหล่งเงินที่แน่นอน ส่วนที่บอกว่าจะไม่สร้างหนี้หมายถึงหนี้การทุจริต แต่หนี้ครั้งนี้คือ หนี้การลงทุน ถือเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่ ไม่เหมือนบางพรรคที่กู้เงินมาตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แต่พรรคเพื่อไทยมีโครงการแล้วจึงกู้ ขอให้เปิดใจกว้าง
 
              “แนวคิดการล้างหนี้ของพรรคเพื่อไทยคือ การหาเงินไปตามเงินกู้เพื่อขยายการลงทุน เมื่อเศรษฐกิจโตหนี้ก็หายไปเอง กฎหมายกู้เงินฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่กล้าบอกรายละเอียดมากขนาดนี้ ถ้าบอกว่า ไม่โปร่งใสก็ไม่มีกฎหมายฉบับใดโปร่งใส และขอยืนยันว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตทุกอย่าง “ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว