ข่าว

'โต้ง'ยันรัฐบาลไม่กู้มาโกง

'โต้ง'ยันรัฐบาลไม่กู้มาโกง

28 มี.ค. 2556

'กิตติรัตน์'ยันรัฐบาลไม่กู้มาโกง เพราะได้บทเรียนจากโครงการไทยเข้มแข็ง ที่ขาดความรอบคอบ ด้าน 'กรณ์'โต้กลับ ออกพ.ร.บ.กู้เงิน ตามไทยเข้มแข็งเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

               28 มี.ค.56 นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงต่อประเด็นที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่แสดงความเห็นคัดค้านการออกให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ..... (พรบ.กู้เงิน) จำนวน 2 ล้านล้านบาท ว่า เป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่ผู้นำฝ่ายค้าน แสดงความเห็นคัดค้านก่อนที่จะฟังในรายละเอียดของร่าง พรบ.กู้เงินฯ ดังกล่าว ทั้งนี้ที่หลายฝ่ายกังวลว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะกู้มาโกง คงเป็นเพราะการขอกู้เงินช่วงที่ผ่านมา มีความไม่โปร่งใส เช่น โครงการสร้างอาคารส่วน ราชการบางแห่ง, โครงการจัดซื้อครุภัณฑ์ของสถานศึกษา ที่พบว่าเมื่อจัดซื้อแล้วนำไปใช้ไม่ได้ ส่วนที่การเสนอขอกู้เงินสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ที่ถูกคัดค้าน เป็นเพราะเป็นโครงการระยะสั้น กระจัดกระจาย รวมถึงไม่มีเอกสารรายละเอียด

                “การเสนอร่างกฎหมายให้พิจารณา ที่ถูกมองว่ามีจำนวนน้อยหน้านั้น แต่ความจริงมีบัญชีท้ายพระราชบัญญัติอีก ซึ่งเนื้อหาไม่ได้น้อยกว่าฉบับเดิมๆ ที่เคยเสนอมา สำหรับสาระที่เสนอขอกู้เงิน เป็นไปตามกระบวนการพิจารณาอย่างรอบคอบรัดกุม ส่วนหนี้ที่จะเกิดขึ้นกับการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่มองว่าใช้ระยะเวลานานถึง 50 ปี แต่เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่ได้จากการทำโครงการจะมีอายุยืนยาวนานนับศตวรรษ ส่วนหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้น ต้องยอมรับว่ารัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่เอาใจใส่การชำระหนี้ ที่ค้างมาตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้ง ที่มียอดดอกเบี้ย และยอดเงินรวมกันมากถึง 7.5 แสนล้านบาท ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ใช่เป็นการกู้มาโกง และจะดำเนินการให้รอบคอบ เพราะที่ผ่านมาเห็นความไม่รอบคอบ และรัดกุมมาแล้ว” นายกิตติรัตน์ ชี้แจง

                จากนั้นนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายโต้แย้งว่าถึงประเด็นการออกกฎหมายกู้เงินในโครงการไทยเข้มแข็งตามที่ถูกพาดพิงว่า การออกกฎหมายกู้เงินช่วงนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของประเทศ ที่เกิดจากวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศและแก้ปัญหาการว่างงาน ที่คาดว่าจะมีการอัตราการว่างมากถึง 1- 2 ล้านคน  อีกทั้งเพื่อเป็นการรักษาสภาพคล่อง
       
                 ด้านนายชัชชาติ  สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ชี้แจงว่า ในกระบวนการให้เอกชนมาร่วมลงทุน หรือ พีพีพี ในโครงการโครงสร้างพื้นฐาน จะได้รับผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ เช่น ลดต้นทุนขนส่ง เพิ่มคุณภาพชีวิต ผลตอบแทนทางตัวเงิน อาจจะมีในบางโครงการแต่ไม่มาก ดังนั้นโครงการในโครงสร้างพื้นฐาน รัฐควรเป็นผู้ลงทุนเอง เพราะไม่สามารถนำผลตอบแทนทางการเงินไปจ่ายคืนให้เอกชนที่ร่วมลงทุน แล้วคิดค่าใช้จ่ายแพงๆ กับผู้ใช้ทางได้
       
                 “การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน รัฐต้องเป็นผู้สนับสนุน อาจมีบางส่วนย่อยๆ  เช่น การเดินรถไฟฟ้าอาจลงทุนตัวโครงสร้างพื้นฐานอย่างที่ทำในโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ที่เอกชนมาทำบางส่วน แล้วมีรายได้ที่ชดเชยกับการลงทุนของภาคเอกชน ทั้งนี้ต้องดูเป็นรายโครงการ แต่ในภาพรวมโครงสร้างพื้นฐานรัฐเป็นผู้รับผิดชอบ หากโครงการไหนที่เอกชนมาทำพีพีพีได้ ก็ตัดไม่ต้องกู้ในส่วนนั้น” นายชัชชาติ กล่าว
       
                  นายชัชชาติ กล่าวถึงกรณีการทำเอ็มโอยู กับประเทศที่ตนไม่ขอเอ่ยชื่อ ที่จะร่วมลงทุนโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูง ได้อ่านในรายละเอียดแล้ว แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีข้อขัดแย้งของ 2 ฝ่ายมาก ประเทศที่จะมาทำเอ็มโอยู ต้องการให้ใช้เทคโนโลยี และผู้รับเหมาของบริษัทในการก่อสร้าง รวมถึงขอสัญญาสัมปทาน 50 ปี ให้สิทธิ์ใช้ที่ดิน เงื่อนไขทั้งหมดคงหาผู้ร่วมทุนลำบาก โครงการพวกนี้ไม่มีของฟรี เพราะผู้ที่มาร่วมลงทุนต้องหวังกำไร ดังนั้นในการร่วมทุนไม่ว่าประเทศไหนก็ตาม ต้องพิจารณาให้รอบคอบ  ส่วนการเชื่อมโยงโครงการรถไฟฟ้ากับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ประเทศลาว ผ่านทางจังหวัดหนองคาย, ประเทศมาเลเซีย ผ่านทางตำบลปาดังเบซาร์ จ.สงขลา ยืนยันว่าดำเนินการแน่นอน แต่ต้องให้ประเทศเพื่อนบ้านดังกล่าวมีความพร้อมด้วย