ข่าว

'มาร์ค'เหน็บรัฐกู้เงินชาตินี้แต่ใช้ชาติโน้น

'มาร์ค'เหน็บรัฐกู้เงินชาตินี้แต่ใช้ชาติโน้น

28 มี.ค. 2556

'อภิสิทธิ์'เหน็บรัฐกู้เงินชาตินี้ แต่ใช้ชาติโน้นไม่ใช่แค่ชาติหน้า พร้อมท้าระบุในกม.โครงการทั้งหมดต้องทำตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างว่าด้วยการพัสดุเท่านั้น

               เมื่อ เวลา 11.20 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายว่า พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการลงทุนเหล่านี้ แต่การลงทุนในโครงการเหล่านี้ทำได้โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายฉบับนี้ เพราะการกู้เงินครั้งนี้เป็นก้อนใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ นอกจากนี้ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศก็ไม่ได้อยู่แค่เรื่องของการคมนาคม  เพราะด้านโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมของเราอยู่ในลำดับที่ 40 กว่าของโลก แต่องค์ประกอบอื่นเช่น ด้านสาธารณสุขนั้นเราอยู่ลำดับที่ 70 กว่า และด้านการศึกษาเราอยู่ในลำดับที่เกือบ 90 ซึ่งการพัฒนาประเทศนั้นองค์รวมทุกด้านต้องสอดคล้องกันด้วย ทั้งนี้ เงินจำนวน 2 ล้านล้านบาทนั้นไม่จำเป็นต้องกู้เพียงอย่างเดียว กฎหมายเกี่ยวกับการร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชนพึ่งจะผ่านการแก้ไขของสภาฯ ไปไม่นาน ถ้าใช้กฎหมายฉบับนี้ตัวเลขการลงทุนก็จะไม่สูงขนาดนี้

                “ สมัยที่พวกผมเป็นรัฐบาล พวกท่านคัดค้านการกู้เงิน บอกว่าสร้างหนี้ให้ประเทศ กู้มาโกง เก่งแต่กู้ รัฐบาลไปหาเสียงว่าจะไม่กู้ ขึ้นป้ายหาเสียงทั่วประเทศว่าจะล้างหนี้ให้ประเทศ ทุกโครงการที่หาเสียงไว้มีวิธีบริหารจัดการโดยที่ไม่ต้องกู้ แล้วทำไมวันนี้ท่านถึงต้องกู้เงิน วันที่พวกตนออกจากตำแหน่งรัฐบาล หนี้สาธารณะลดลงเหลือเพียง 41% แต่วันนี้ยังไม่มีการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท หนี้สาธารณะก็อยู่ที่ 45% แล้ว และที่บอกว่าจะใช้หนี้ภายใน 50 ปี รวมเป็นเงิน 5 ล้านล้านบาท โดยเป็นดอกเบี้ย 3 ล้านล้านบาทนั้น ท่านคำนวณบนฐานของดอกเบี้ยที่ต่ำอย่างทุกวันนี้ไปอีก 50 ปี ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ดอกเบี้ยจะต่ำอย่างนี้ไปอีกถึง 50 ปี ดังนั้นจะไม่ใช่แค่ใช้หนี้ชาติหน้า แต่ต้องเป็นชาติโน้น”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

                นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ที่รัฐบาลอ้างว่าต้องกู้เงินเพราะไม่อยากตั้งงบประมาณแบบขาดดุลแล้วขาดดุลอีก เพราะมันดูไม่ดีในสายตาของต่างประเทศนั้น การตั้งงบประมาณแบบสมดุลแต่ไปกู้เงินมา 2 ล้านล้านบาทนั้น ต่างประเทศเขาดูออก ตนกลัวว่าจะมีแต่รัฐบาลเองที่ดูไม่ออกแล้วจะมาอ้างในอนาคตว่า จะขอเพิ่มงบประมาณขาดดุลเพิ่มขึ้นอีกนิดหน่อยมากกว่า วันนี้ทั่วโลกหากเศรษฐกิจไม่วิกฤติจริงๆ ไม่มีใครเขาก่อหนี้ถ้าไม่จำเป็นกันแล้ว ทั้งนี้ รัฐบาลกล้าเขียนลงไปในกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ว่า ตั้งแต่ปี 2556 - 2560 จะปรับลดการขาดดุลงบประมาณลงเท่าไหร่ และหลังจากปี 2560 แล้วท่านจะจัดงบประมาณแบบสมดุล ซึ่งตนเชื่อว่ารัฐบาลไม่กล้า รัฐบาลจะไม่ดำเนินการตามนี้ และในที่สุดเงินตรงนี้ก็อาจจะถูกนำไปทำโครงการอื่นที่ไม่คุ้มค่า ส่วนที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า มีระเบียบจัดซื้อจัดจ้างว่าด้วยการพัสดุ สำนักนายกรัฐมนตรี ควบคุมอยู่นั้น ท่านระบุในกฎหมายฉบับนี้เลยได้หรือไม่ว่า การใช้จ่ายเงินในโครงการนี้ต้องทำตามระเบียบจัดซื้อจัดจ้างว่าด้วยการพัสดุเท่านั้น จะได้น่าเชื่อถือมากขึ้น
   
                นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับกรณีที่รัฐบาลระบุว่า รถไฟความเร็วสูงจะเชื่อมไทยสู่โลกนั้น ตามโครงการของรัฐบาลที่เห็นในขณะนี้ ประชาชนต้องขึ้นรถไฟความเร็วสูงจากจีนมาลงที่จังหวัดหนองคายแล้วต่อรถไฟแบบปกติมาที่จังหวัดนครราชสีมาเพื่อมาขึ้นรถไฟความเร็วสูงเข้ามาที่กรุงเทพฯ แบบนี้หรือที่เป็นการเชื่อมโลก และรัฐบาลอธิบายได้หรือไม่ว่า เหตุผลใดโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-เชียงใหม่จึงต้องมาก่อนโครงการรถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ -หนองคาย ทั้งนี้ หลักการของประชาธิปไตยนั้น อะไรที่เป็นภาระกับประชาชน สส.มีสิทธิที่จะตรวจสอบได้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งในระบบงบประมาณ ดังนั้น หากวันนี้สภาฯ อนุมัติกฎหมายฉบับนี้ ต่อไปรัฐบาลอาจจะเสนอกฎหมายงบประมาณโดยมีเพียงแค่เงินเดือนอย่างเดียว จะไปลงทุนอะไรก็ไปกู้เงิน สส.ไม่สามารถที่จะตรวจสอบได้เลย ซึ่งรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยนั้นจะไม่ทำแบบนี้ เพราะเป็นการเลี่ยงการตรวจสอบ อย่าเอาภาพสวยๆ มาบังหน้าแล้วก็ไปกู้เงินมากองไว้ให้เป็นภาระของประชาชน ดังนั้นพวกตนจึงไม่ขอรับหลักการของกฎหมายฉบับนี้

                

 

"บุญจง"จี้รัฐบาล ถอนร่าง พรบ.กู้เงิน2ล้านล้านบาทไปทำประชามติ

               เมื่อเวลา 13.30 น. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายในการประชุมสภาฯ วาระพิจารณา ร่าง พรบ.กู้เงิน จำนวน 2 ล้านล้านบาท ว่า  การนำร่าง พรบ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทมาให้สภาฯ พิจารณา ถือว่าไม่ได้ปฏิบัติตามคำแถลงนโยบายรัฐบาล ที่ระบุว่าจะยึดแนวเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้เมื่อพิจารณาตามบทบัญญัติของร่าง พรบ.กู้เงินฯ ที่นำเสนอ คือ เป็นการเห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง ซึ่งขัดกับแนวเศรษฐกิจพอเพียง  วงเงินที่ขอกู้ 2 ล้านล้านบาทภายใน 7 ปี จะสามารถคืนหนี้ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 50 ปี หรือ พ.ศ.2606  ดังนั้นการสร้างภาระหนี้รอบนี้เป็นการนำประเทศไทยไปค้ำประกัน โดยให้ประชาชนไทยทั้ง 64 ล้านคนเป็นนายประกัน ทั้งนี้เมื่อคำนวณตัวเลขดอกเบี้ยจะพบว่าจะต้องใช้หนี้รวมเงินต้นและดอกเบี้ย มาถึง 5.16 ล้านล้านบาท และคิดเป็นตัวเลขหนี้ต่อหัวต่อคนจะอยู่ที่ 1.5 แสนบาท  เหตุผลที่ตนคัดค้าน เพราะไม่มีรายละเอียดที่ระบุถึงตัวเลขรายได้ที่จะเข้ามา รวมถึงไม่ไว้ใจว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมจะดูแลโครงการให้เกิดความโปร่งใส และที่สำคัญร่าง พรบ.ดังกล่าว เข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญหมวดที่ 8 ว่าด้วยหมวดการเงิน การคลัง

                "ประชาชนที่เลือกรัฐบาลเข้ามาไม่ใช่เลือกเพื่อให้มาสร้างหนี้  เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยพบมาก่อน ถือเป็นประวัติศาสตร์ใหม่ที่รัฐบาลได้สร้างหนี้ก้อนใหญ่ให้กับประชาชน ดังนั้นขอให้รัฐบาลถอนร่าง พรบ.กู้เงิน ออกไปแล้วกลับไปสู่กระบวนการทำประชามติ เพราะประเด็นนี้ถือว่าสร้างผลกระทบกับประชาชนโดยตรง และตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดโครงการใดที่สร้างผลกระทบกับประชาชนต้องถามประชาชนก่อน” นายบุญจง กล่าว