
'ปู'ย้ำกู้2ล้านล้านโปร่งใส-ตรวจสอบได้
'นายกฯ'วอนฝ่ายค้านพิจารณา พรบ.2ล้านล้าน เพื่อประโยชน์ชาติ 'ขุนค้อน'แนะอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ ตรงประเด็นด้าน'จุรินทร์'ยันฝ่ายค้านจะอภิปรายอยู่ในประเด็น
เมื่อเวลา 09.30 น.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ ก่อนเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลัง กู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานประเทศ ด้านการคมนาคมขนส่งวงเงิน 2 ล้านล้านบาท ว่า พร้อมจะชี้แจงในทุกประเด็นและจะร่วมชี้แจงด้วยตนเอง เพิ่มเติมเสริมจากนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลว่าจะมีการเล่นเกมตีรวนในสภาหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หวังว่าทาง สส.จะปฎิบัติตามกติกาของสภาและรัฐบาลเองยินดีที่จะตอบข้อกังวลใจและข้อซักถามในทุกประเด็น
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านตั้งเป้าที่จะพาดพิงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่ามีส่วนเกี่ยวโยงกับร่าง พรบ.ฉบับดังกล่าว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องดูในรายละเอียดและข้อบังคับด้วย ทั้งนี้ต้องขอความร่วมมือ เพราะการพิจารณาเรื่องของงบประมาณ และพระราชบัญญัติ อยากจะให้มีการแสดงความคิดเห็นเรื่องของร่างกฎหมาย และโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นโครงการที่เกี่ยวข้อง เพราะเราอยากรับฟังข้อคิดเห็นจากสภาและสมาชิก
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์มีข้อเสนออยากให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำว่า จะมีรายละเอียดตอบในสภาทั้งหมด ในทุกคำถามที่เป็นข้อกังวลใจ ขอให้สื่อมวลชนรอฟัง เมื่อถามต่อว่า ข้อกังวลของฝ่ายค้านไม่ต้องการให้สร้างหนี้ระยะยาวข้ามหลายรัฐบาล นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขออนุญาตตอบทั้งหมดในสภาทีเดียว เมื่อถามต่อว่า มั่นใจหรือไม่ว่าตอบไปแล้วฝ่ายค้านจะฟัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว่า หวังว่าฝ่ายค้านจะมองในมุมประโยชน์ของประเทศและประชาชน และร่วมกันตัดสินใจ
เมื่อเวลา 09.45 น. การประชุมสภาผู้แทนราษฎร นัดพิเศษ เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ..... (พรบ.กู้เงิน) จำนวน 2 ล้านล้านบาท ได้เริ่มขึ้น โดยก่อนเข้าสู่วาระพิจารณานายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้ขอความร่วมมือสมาชิกสภาฯ งดการประท้วง และขอให้อภิปรายอยู่ในกรอบของงบประมาณ และร่าง พรบ.กู้เงิน รวมถึงงดการพาดพิงถึงบุคคลภายนอก ทั้งนี้การประชุมในวันที่ 28 มี.ค.นี้จะพิจารณาไปถึงเวลาเที่ยงคืน
จากนั้นนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำเสนอหลักการและเหตุผลของร่าง พรบ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ว่า เพื่อให้มีกฎหมายว่าด้วยการให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงการพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 2 ล้านล้านบาท เพราะประเทศไทยมีความจำเป็นที่ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการขยายตัวของเมือง , การเพิ่มขึ้นของประชากร และรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียนในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ดังนั้นรัฐบาลจึงกำหนดให้มียุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศที่ตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาประเทศ แต่การพัฒนาโครงการพื้นฐานด้านคมนาคมเพื่อตอบสนองการขยายตัวดังกล่าว โดยจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากและมีแหล่งเงินแน่นอนที่จะนำมาใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง จึงมีการวางแผนการเงินระยะยาวที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจของภาคเอกชน รัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่ต้องมีการกู้เงินเพิ่มเติมเป็นการเฉพาะ นอกเหนือจากการกู้เงินที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ เพื่อเป็นแหล่งเงินที่จะนำมาใช้จ่ายในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
ต่อจากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ได้นำเสนอถึงความตั้งใจของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญ รวมถึงพัฒนาให้ลูกหลานมีอนาคตที่สดใส ภายใต้โครงการการลงทุนเพื่ออนาคตไทย 2020 วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ว่ารัฐบาลมีความจำเป็นที่ต้องเสนอการลงทุนขนาดใหญ่ของโครงสร้างพื้นฐานเป็นไปตามการแถลงนโยบายที่มีไว้ต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 54 และเป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ทั้งนี้นับตั้งแต่การเกิดปฏิวัติ เมื่อปี 2549 ทำให้ประเทศไม่ได้เป็นประชาธิปไตย ทำให้ไม่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ จึงส่งผลให้เศรษฐกิจของประเทศถดถอยรวมถึงการลดลงของขีดความสามารถในการแข่งขันกับต่างประเทศ โดยเกือบ 1 ทศวรรษที่ผ่านมาการลงทุนที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ไม่มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัจจุบันต้นทุนการขนส่งประเทศสูงถึง 15% ทำให้ต้นทุนในการไปแข่งขันกับนานาประเทศสูงขึ้น นอกจากนั้นแล้วในการจัดลำดับการแข่งขันของประเทศต่างๆ ของที่ประชุมเศรษฐกิจโลก หรือ เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม (ดับบลิวอีเอฟ) ปี 55-56 พบว่าประเทศไทยล้าหลังกว่าประเทศมาเลเซียและประเทศสิงคโปร์ ดังนั้นการวางแนวคิดการลงทุนระยะยาว จึงเป็นการตอบโจทย์การวางยุทธศาสตร์อนาคตของประเทศระยะยาว โดยเฉพาะการเชื่อมโยงประเทศเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน รวมถึงเป็นศูนย์กลางการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนระบบราง การพัฒนาด่านเข้า - ออกประเทศ โดยเชื่อมโยงไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจแนวชายแดน ให้ประชาชนสะดวกในการเดินทาง ลดเวลาและค่าใช้จ่ายการเดินทาง และที่สำคัญจะเป็นการลดต้นทุนของการขนส่งของเกษตรกร ทำให้อาหารสด และมีคุณภาพ ประชาชนที่บริโภคจะได้รับประทานอาหารที่สด นอกจากนั้นจะเป็นการกระจายความเจริญจากหัวเมือง ไปยังชานเมือง และสู่ภูมิภาคเพื่อลดความแออัด และเติมเต็มความเจริญสู่ชนบทมากขึ้น โดยเฉพาะรายได้จากการท่องเที่ยว แนวคิดดังกล่าวจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ ว่าการลงทุนใน 7 ปีข้างหน้า จีดีพีจะเพิ่ม 1% ต่อปี อัตราจ้างงานเพิ่มขึ้น 5 แสนอัตรา
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่หลายคนสงสัยว่า ทำไมการลงทุนดังกล่าวไม่ออกตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปกติ เพราะบทเรียนที่ผ่านมาทำให้พบว่าโครงการใหญ่หลายโครงการถูกระงับ หรือเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ทำให้ขาดการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ส่วนการระบุไว้ในกฎหมายงบประมาณประจำปีไม่เอื้อต่อการลงทุนขนาดใหญ่ และใช้เวลายาวนาน และเมื่อการลงทุนไม่ต่อเนื่องทำให้ชาวต่างชาติที่จะมาลงทุนไม่มีความเชื่อมั่น
“ โครงการที่ผ่านมา เช่น การสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ ท่านคงไม่ทราบว่ามีนักท่องเที่ยวสูงมาก ดังนั้นสนามบินสุวรรณภูมิต้องเร่งการพัฒนาเร็วกว่ากำหนด แต่สิ่งที่เป็นตอนนี้คือ เราขาดการมองไปข้างหน้า พัฒนาประเทศไล่หลังความเจริญ ดิฉันยืนยันว่าโครงการการลงทุนพื้นฐานเป็นโครงการเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง เป็นการสร้างอนาคตให้ลูกหลาน และรัฐบาลมั่นใจการกู้เงินจำนวนดังกล่าวแบบระยะยาวจะไม่ส่งผลกระทบต่อวินัยการเงินการคลัง หรือความยั่งยืนทางการคลัง เพราะโครงการเหล่านี้เป็นที่สร้างรายได้อย่างครบวงจร และเมื่อจีดีพีเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับตัวลดลง ตลอดเวลาการทำโครงการ หนี้ของประชาชนสามารถบริหารจัดการได้คือ ต่ำว่า 50% ของจีดีพี ดังนั้นจึงมีช่องว่างอยู่อีก 10% ที่ยังคงรักษาวินัยการเงินการคลังได้ ถ้าจำกันได้ประเทศไทยเคยใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้เร็วกว่ากำหนด” น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ย้ำถึงความโปร่งใสด้วยว่าจะมีการดำเนินการตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส และเข้มงวดกว่าโครงการที่กำหนดไว้ในพ.ร.บ.งบประมาณประจำปี หรือ ตามกฎหมายกู้เงินที่ผ่านมา เพราะได้กำหนดให้ปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 , ระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยการอีอ๊อกชั่น รวมถึงระเบียบที่เจ้าของโครงการจะดำเนินการ รวมถึงการประกาศราคากลางไว้ในทีโออาร์จัดซื้อจัดจ้างเพื่อความโปร่งใส ขณะเดียวกันรัฐบาลได้บัญชีแนบท้าย และเอกสารประกอบการชี้แจงที่ชัดเจนอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน
“การพิจารณาโครงการได้ให้คณะกรรมการพิจารณาดูแลและตรวจสอบโครงการ ประกอบด้วยหน่วยงานสำคัญ อาทิ กระทรวงการคลัง, สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นอกจากนั้นจะมีการรายงานผลการดำเนินงานต่อรัฐสภาเมื่อสิ้นปีงบประมาณ นอกจากนั้นรัฐบาลได้จัดให้มีการรับฟังความเห็นของสาธารณะ, ประชาชน ตั้งแต่เริ่มโครงการ ยืนยันว่าโครงการกู้เงินตามร่าง พรบ.กู้เงิน นี้สามารถติดตามตรวสอบเพื่อให้โครงการบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ โดยจะไม่ทุจริต คอรัปชั่น ยืนยันด้วยว่าการดำเนินการของรัฐบาลมีเจตจำนงทำงานเป็นไปเพื่อประโยชน์ประชาชน เพิ่มขีดความสามารถการลงทุน การแข่งขัน เพิ่มรายได้ กระจายรายได้อย่างทั่วถึง ดิฉันไม่อยากเห็นการถกเถียงว่าใครจะเป็นคนริเริ่ม ใครเป็นเจ้าของความคิดอยากให้สภา และประชาชน ร่วมกันสร้างผลงานวางรากฐานอนาคตลูกหลานของประเทศไทยต่อไป” นายกฯ กล่าว
จากนั้นนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ชี้แจงประกอบการเปิดวีดีทัศน์ ความยาว 8 นาที และพาวเวอร์พอยด์
"ขุนค้อน"วอน สส.อภิปราย2ล้านล้านอย่างสร้างสรรค์ ตรงประเด็น
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฏร กล่าวถึงการพิจารณา พรบ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทระหว่างวันที่ 28-29 เมษายนว่า เพื่อความเรียบร้อยต้องขอความร่วมมิอจากทุกฝ่าย การอภิปรายครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญ ครั้งประวัติศาสตร์ เพราะเป็นงบประมาณถึง 2 ล้านล้านบาท ประชาชนต่างให้ความสนใจเป็นพิเศษ จึงขอความร่วมมิอจากสมาชิกทุกคนให้อภิปรายอย่างสร้างสรรค์ หากไม่มีความจำเป็นก็ไม่อยากให้มีการพาดพิงถึงบุคคลภายนอก และอยากให้อภิปรายอยู่ในประเด็นในกรอบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าสามารถควบคุมการอภิปรายได้ใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ต้องว่าไปตามช่องทาง
เมื่อถามว่าค้านอาจหยิบยกกรณีผลประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นมาอภิปรายพาดพิง นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องงบประมาณ ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ดังนั้นต้องอยู่ในกรอบของประเด็น ทุกฝ่ายต้องอยู่ในประเด็นของงบประมาณ
"จุรินทร์"ยันฝ่ายค้านจะอภิปรายอยู่ในประเด็น วอน สส.รบ.อย่าประท้วง
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่จะมีการพิจารณา พรบ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ว่า ทางฝ่ายค้านจะมีเวลาในการอภิปราย 16 ชั่วโมง ส่วน สส.ฝ่ายรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีจะมีเวลาชี้แจงรวม 14 ชั่วโมง โดยในวันนี้ตนคิดว่าการอภิปรายอาจจะต่อเนื่องไปจนถึงเวลา 24.00 น. โดยประมาณ ทั้งนี้การอภิปรายตนมีความเป็นห่วงไม่อยากให้รัฐบาลประท้วงนอกประเด็นหรือไม่มีเหตุผล เพราะฝ่ายค้านมีการเตียมการอภิปรายให้อยู่ในประเด็นอยู่แล้ว โดยในวันนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผูุ้นำฝ่ายค้าน จะอภิปรายเป็นคนแรกของฝ่ายค้าน ทั้งนี้หากฝ่ายรัฐบาลมีการอภิปรายพาดพิงโครงการไทยเข้มแข็ง ตนก็คิดว่าไม่ควร เพราะถือว่านอกประเด็น ประธานสภาฯในที่ประชุมต้องควบคุมการอภิปรายเพราะเป็นการพิจารณาพ.ร.บ.กู้เงินของรัฐบาลก็ต้องพูดเกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการชี้แจง แต่ถ้ายังมีการหยิบยกประเด็นโครงการไทยเข้มแข็งขึ้นมา ฝ่ายค้านพร้อมชี้แจง และจำเป็นต้องใช้เวลาซึ่งจะทำให้การอภิปรายยืดยาวออกไป
เมื่อถามว่า คาดหวังอะไรกับการอภิปรายในครั้งนี้ นายจุรินทร์ กล่าวว่า เราก็ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลเพราะมีความกังวล หากปล่อยให้มีการกู้เงินครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ และต้องมีภาระจ่ายหนี้ถึง 50 ปี ความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้น ไม่เฉพาะฝ่ายค้าน แต่เชื่อว่าทั้งนักวิชาการและประชาชนก็มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้เช่นกัน เพราะมีตัวอย่างให้เห็นตั้งแต่โครงการรับจำนำข้าวที่มีการกู้มา 3.5 แสนล้านบาท และมีการทุจริตทุกขั้นตอนจึงเกรงว่าการกู้เงินครั้งนี้จะมีการทุจริตซ้ำรอยโครงการดังกล่าว และก็ไม่มีหลักประกันใดทำให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถทำให้เกิดความโปร่งใสร้อยเปอร์เซ็นต์
เมื่อถามว่า การที่ฝ่ายค้านไม่อยากให้รัฐบาลออกนอกประเด็น แต่การอภิปรายทุกครั้งได้มีการหยิบยกชื่่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ขึ้นมา จนเกิดความวุ่นวายทุกครั้ง นายจุรินทร์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านไม่ได้ให้ความสำคัญกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ความสนใจกับกฎหมายฉบับนี้มากถึงกับสไกป์มายังที่ประชุมสส.พรรคเพื่อไทย จึงไม่ใช่เรื่องที่ฝ่ายค้านจินตนาการเอาเองแต่เป็นข้อเท็จจริงแล้วจะไม่ให้เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้อย่างไร



