
คุก2ปี'จอน อึ๊งภากรณ์'พาพวกบุกสภาปี50
ศาลพิพากษาจำคุก "จอน อึ๊งภากรณ์" 2 ปี ปรับ 9,00 บาท ฐานพาพวกบุกสภาค้านออกกฎหมาย ศาลปรานีให้รอลงอาญาคนละ 2 ปี
วันที่ 28 มี.ค.56 เมื่อเวลา10.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีบุกรัฐสภา หมายเลขดำ อ.4383/2553 ที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายจอน อึ๊งภากรณ์ อายุ 63 ปี ประธานมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม , นายสาวิทย์ แก้วหวาน อายุ 50 ปี แกนนำสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.ร.ฟ.ท.) และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 , นายศิริชัย ไม้งาม อายุ 52 ปี แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 และอดีตประธานสหภาพแรงงานของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (สร.กฟผ.) , นายพิชิต ไชยมงคล อายุ 31 ปี , นาย อนิรุทธ์ ขาวสนิท อายุ 46 ปี , นายนัสเซอร์ ยีหมะ อายุ 37 ปี , นายอำนาจ พละมี อายุ 45 ปี , นายไพโรจน์ พลเพชร อายุ 56 ปี คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย , น.ส.สารี อ๋องสมหวัง อายุ 47 ปี เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และน.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ อายุ 38 ปี กรรมการ กสทช. ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1 - 10 ในความผิดฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง และร่วมกันทำให้ปรากฏด้วยวาจา อันมิใช่กระทำในความหมายรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่แสดงความคิดเห็นโดยปกติเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 116, 215, 362, 364, 365
โดยอัยการโจทก์ยื่นฟ้องวันที่ 30 ธ.ค. 53 ระบุความผิดสรุปว่า เมื่อวันที่12 ธ.ค.50 จำเลย กับพวกหลายร้อยคน ได้มั่วสุมบริเวณ ถ.อู่ทองใน หน้าอาคารรัฐสภา แล้วพวกจำเลยในฐานะเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการกลุ่มแนวร่วมภาคประชาชนหรือแกนนำม็อบ ได้ใช้รถบรรทุก 6 ล้อติดเครื่องขยายเสียงมาจอดปิดทางเข้าออกรัฐสภา ใช้โซ่ล่ามประตูเข้าออกไม่ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่เข้าไปในที่ทำการรัฐสภา ทั้งยังได้ยุยงส่งเสริมให้ผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในรัฐสภา เพื่อขัดขวางสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไม่ให้พิจารณาร่างกฎหมาย ต่อมาจำเลยกับพวกหลายร้อยคนได้บุกอาคารรัฐสภาใช้กำลังทำร้ายเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยจนบาดเจ็บ จากนั้นได้ไปชุมนุมที่อาคาร 1 ชั้น 2 ที่ใช้เป็นที่ประชุม สนช. แล้วได้ร่วมกันพูดและส่งเสียงกดดันจนสมาชิกรัฐสภาต้องเลิกการประชุม สนช. ในการพิจารณากฎหมายต่างๆ เหตุเกิดที่แขวงดุสิต เขตดุสิต กทม. จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างกันแล้ว เห็นว่า แม้โจทก์ จะมีพยาน 33 ปาก แต่ไม่มีพยานใดยืนยันว่า จำเลย ยุยงหรือสั่งการให้ผู้ชุมนุมปีนเข้าไปในรัฐสภา แม้จะปรากฏภาพนายอำนาจ จำเลยที่ 7 พูดปราศรัยทำนองว่า ให้กลุ่มผู้ชุมนุมไปเยี่ยมชมรัฐสภา แต่เกิดหลังจากที่ผู้ชุมนุมปีนเข้าไปแล้ว พยานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่า พวกจำเลยกระทำผิดฐานยุยงให้ผู้ชุมนุมเข้าไปในอาคารรัฐสภา จึงไม่มีความผิดตาม ประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 116 (3) ที่กระทำการด้วยวาจาเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน
ส่วนความผิดที่โจทก์ฟ้องฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือทำการให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมืองนั้น เห็นว่า โจทก์ มีเจ้าหน้าที่ รปภ. อาคารรัฐสภา เบิกความสอดคล้องกับภาพและวีดีโอที่บันทึกภาพไว้ขณะชุมนุม และมีการปีนรั้วเข้าไปในรัฐสภา
การที่จำเลยอ้างว่า การชุมนุมโดยใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 63 นั้นเห็นว่า การใช้เสรีภาพต้องเป็นไปตามกรอบของกฎหมายไม่ใช่กระทำการใด ๆ ก็ได้ การที่ผู้ชุมนุมนำโซ่ ไปคล้องประตู แล้วใช้บันไดปีนรั้วผลักกระจกเข้าไปในห้องโถงรัฐสภา แม้จะไม่มีเหตุการณ์รุนแรง แต่ก็ปรากฏความวุ่นวายในบริเวณดังกล่าวจนกระทบกระทั่งกับเจ้าหน้าที่ ขณะที่เป็นสถานที่ราชการ การเข้า-ออก ต้องได้รับอนุญาต ดังนั้นการกระทำของผู้ชุมนุมจึงเป็นการละเมิด ไม่อาจได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ยังปรากฏว่า จำเลยทั้ง 1-4 ,7-8 ขึ้นปราศรัยมากกว่าผู้ชุมนุมคนอื่น แสดงเห็นถึงความเป็นหัวหน้าผู้สั่งการ การที่จำเลยทั้งสิบ อ้างว่า ต้องการเรียกร้อง คัดค้านการร่างกฎหมายของ สนช. เห็นว่าพวกจำเลยทั้งยังไม่มีความจำเป็นต้องบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาเพราะการชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภาเพียงพอให้สาธารณชนรับทราบแล้ว และยังไม่ปรากฏว่าการทำหน้าที่ของ สนช. เป็นการล้มล้างการปกครองตามที่จำเลยอ้าง อีกทั้งปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ในการร่างกฎหมายก็มีศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอยู่ และมีร่างกฎหมายหลายฉบับได้ตกไป การกระทำของจำเลยถือไม่ได้ว่าเป็นเหตุอันสมควรจึงมีความผิดตามฟ้อง
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1- 4 และ 7-8 มีความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยเป็นผู้สั่งการ ตาม ม. 215 วรรค 3 ให้จำคุกคนละ 2 ปี ปรับคนละ 9,000 บาท
ส่วน จำเลยที่ 5-6 และ 9-10 มีความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตาม ม. 215 วรรคแรก จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 9,000 บาท
แต่คำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา เห็นควรลดโทษให้ 1ใน 3 คงจำคุกจำเลย 1- 4 และ 7 - 8 คนละ 1 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 5- 6 และ 9 -10 จำคุกคนละ 8 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งหมดเคยถูกลงโทษจำคุกมาก่อน และกระทำเพื่อผลประโยชน์ของชาติ โทษจำคุก จึงให้รอลงอาญาจำเลยทั้งสิบไว้คนละ 2 ปี
ภายหลังฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งหมดมีสีหน้ายิ้มแย้ม บางคนถึงกับร้องไห้ในห้องพิจารณาคดี
ขณะที่ นายจอน อึ๊งภากรณ์ จำเลยที่ 1 กล่าวว่า แม้ศาลพิพากษาว่าตนมีความผิด แต่ตนสิ่งที่ได้ทำไปนั้น ตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ทำในสิ่งที่ถูกต้อง และไม่เคยใช้กำลังประทุษร้ายทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามไม่เคยคิดที่จะประท้วงใดๆ ที่ไม่สันติวิธี ทั้งนี้เชื่อว่าพวกเราทั้ง 10 คนก็คิดเช่นเดียวกันซึ่งที่ทำไปเพื่อแก้สถานการณ์ และประโยชน์ส่วนรวมของชาติเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเหตุการณ์ดังกล่าว จำเลยทั้ง 10 คน ได้ชุมนุมและร่วมกันบุกรุกเข้าไปในอาคารรัฐสภา คัดค้านการออกกฎหมายของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กรณีเร่งผ่านกฎหมายสำคัญก่อนหมดวาระ อาทิ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ร่าง พ.ร.บ.ป่าชุมชน และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยทรัพยากรน้ำ ทำให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องยกเลิกการประชุมในการประชุมพิจารณากฎหมายต่าง ๆ



