
เลาะเส้นทางแลนด์บริด'ปากบารา-สงขลา'
เลาะเส้นทาง...ฟังเสียงค้าน แลนด์บริด "ปากบารา-สงขลา" : รายงาน โดย... สมชาย สามารถ - สุพิชฌาย์ รัตนะ
สัญญาณจากรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เร่งผลักดันโครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา อ.ละงู จ.สตูล และเส้นทางรถไฟสงขลา-ปากบารา ถือเป็นบิ๊กโปรเจกท์ใช้เงินลงทุนมหาศาล สำหรับการปฏิรูประบบโลจิสติกส์ในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อเชื่อมไปยังมาเลเซีย และสิงคโปร์
หลายครั้งความเจริญมักต้องแลกมาด้วยสิ่งแวดล้อม และวิถีชุมชน นี่คือเดิมพันครั้งสำคัญ ระหว่าง "ทุน" กับ "คนท้องถิ่น" ล่าสุดทีมข่าว "คม ชัด ลึก" ลงพื้นที่บ้านปากบารา ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล สำรวจความคิดเห็น รับฟังเสียงสะท้อนของชาวบ้านถึงข้อดี-ข้อเสียของโครงการดังกล่าว
"กระบวนการการมีส่วนร่วมของชาวบ้านมีปัญหา รัฐบาลไม่มีความจริงใจ ดำเนินการจากระดับบนลงมา ชาวบ้านในพื้นที่ไม่รู้เลยว่า เขาทำอะไร จู่ๆ ก็ส่งเจ้าหน้าที่ ส่งนักศึกษาลงพื้นที่ เราไปถามผู้ว่าฯ ยังบอกว่าไม่ทราบรายละเอียด ตอบชาวบ้านไม่ได้ ต้องถามส่วนกลาง เมื่อเริ่มต้นแบบนี้ ก็ไม่มั่นใจ ไม่เชื่อใจ ไม่ไว้วางใจ" เสียงสะท้อนของ นายรัฐการ ลัดเลีย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ปากน้ำ ตอกย้ำสภาพปัญหาระหว่างรัฐกับท้องถิ่น
นายรัฐการบอกอีกว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านได้ข้อมูลจากฝ่ายเอ็นจีโอมากกว่าฝ่ายรัฐ เมื่อข้อมูลไม่ถึงชาวบ้าน กระแสคัดค้านย่อมเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีพลังเงียบประมาณ 50% แต่ส่วนใหญ่โน้มเอียงไปทางคัดค้านโครงการ เพียงแต่ไม่ได้ออกมาเคลื่อนไหว หากว่ารัฐบาลเดินหน้าโครงการ โดยไม่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม เชื่อว่ากระแสคัดค้านจะรุนแรงขึ้นอีก
นายทวีศักดิ์ หวังสบู ประธานสภา อบต.ปากน้ำ กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลเดินหน้าโครงการนี้ ขอให้พิจารณายกเลิกการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ซึ่งผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว เพื่อเริ่มนับหนึ่งใหม่ โดยฟังเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง เปิดเวทีให้ชาวบ้าน และรับฟังชาวบ้าน ส่วนใหญ่พวกเขายังต้องการรักษาวิถีชีวิตเดิมๆ เพราะมีความสุขแล้ว นอกจากนี้ต้องศึกษาผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) ควบคู่ไปด้วย
เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข ได้ลงมาในพื้นที่ทำรายงานอีไอเอ และเอชไอเอ พวกเขาถามว่า "ผมดื่มเหล้ามั้ย ผมก็บอกไปว่าไม่ดื่ม เขาก็ถามต่อว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผมเห็นคนดื่มเหล้าเพิ่มขึ้นมั้ย ผมก็ตอบว่า ก็มีบ้าง เขาถามว่าคุณเคยเห็นการประชาสัมพันธ์เรื่องเหล้าในหนังสือพิมพ์ ในทีวีมั้ย ผมก็บอก ก็มีบ้าง เขาถามเหมือนงูกินหางแบบนี้ สุดท้ายเขาถามคำถามสุดท้ายว่า คุณคิดยังไงกับท่าเรือน้ำลึก เราบอกเราไม่เห็นด้วย แค่นั้นก็จบ นั่นแหละคือ วิธีการมันไม่ถูกต้อง"
ทั้งนี้ ข้อมูลโครงการจากทางราชการเกี่ยวกับโครงการมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับข้อมูลที่ชาวบ้านได้รับจากเอ็นจีโอ ขณะที่ข้อมูลของรัฐบาลไม่ระบุเลยว่า ผลกระทบที่ศึกษามานั้น เราได้เศรษฐกิจส่วนรวมของประเทศมากน้อยแค่ไหน มันคุ้มกันมั้ยกับที่เราเสียไป ไม่เคยให้ข้อมูลชาวบ้านเลย ฉะนั้นรัฐบาลต้องเปิดเผยข้อมูลโดยสื่อสาธารณะที่เป็นกลางจริงๆ ไม่ใช่สื่อสาธารณะที่เป็นของรัฐบาลที่ฟันธงล่วงหน้า
"ปัญหาที่น่าเป็นห่วงมาก คือ กระแสการคัดค้านที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการระแวงไม่ไว้ใจกันมากขึ้น ยกตัวอย่าง เมื่อเร็วๆ นี้มีชาวบ้านเข้ารังวัดที่ดินมรดก เพื่อแบ่งแยกโฉนดที่ดินกันในครอบครัว เมื่อเจ้าหน้าที่เดินทางทำการรังวัดก็มีชาวบ้านในพื้นที่เข้าไปทำการล้อมกรอบ เพราะเข้าใจว่า เจ้าหน้าที่เข้ามารังวัดที่ดินเพื่อการซื้อขายที่ดินให้แก่นายทุน ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องยุติการรังวัดที่ดินและเดินทางออกจากพื้นที่ไป" นายทวีศักดิ์ระบุ
ด้าน นางเจ๊ะนะ วัฒนพันธุ์ เล่าว่า ที่บริเวณหน้าบ้านมีเจ้าหน้าที่มาปักหมุด บอกว่าเป็นจุดที่จะมีการก่อสร้างรถไฟทางคู่ โดยไม่ถามเจ้าของบ้านสักคำ ถือเป็นความผิดพลาดของรัฐบาลที่ไม่ได้แจ้ง ถ้าพูดตามหลักของกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 วรรคสอง ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม โดยเฉพาะสิทธิส่วนชุมชน ต้องให้เขารู้ก่อน มาถึงจะบอกว่าจะเวนคืนที่โดยการถอนอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา กว่า 4,000 ไร่ อยากถามว่า รัฐบาลพูดโดยไม่เคารพกฎหมายมีรัฐบาลไหนบ้าง
"เคยมีเจ้าหน้าที่ลงมาสอบถามว่า ชอบมั้ยท่าเรือน้ำลึก ตอนนั้นดิฉันไม่รู้เรื่องเลย ทำที่ไหน เขาบอกว่าที่ปากบารา เพราะว่าเราไม่รู้ข้อมูล แต่พออยู่ๆ มาประมาณปี 2552 ข่าวประกาศออกมาบอกว่าจะถอนอุทยานแห่งชาติเกาะเภตรา อุทยานเป็นของคนทั้งจังหวัด ทั้งประเทศ จู่ๆ มาถึงก็ถอนมีที่ไหน คงมีเฉพาะรัฐบาลเท่านั้นที่ทำเอง" นางเจ๊ะนะกล่าว
เช่นเดียวกับ นายกิตติภพ สุทธิสว่าง เครือข่ายรักษ์ทะเลจะนะ จ.สงขลา ในฐานะคนพื้นเพชาวจะนะ กล่าวว่า ไม่มีใครปฏิเสธความเจริญ หรือการพัฒนาที่จะเข้ามาในพื้นที่ แต่ต้องศึกษาความเหมาะสมก่อนว่าได้เข้ามาทำลาย หรือสร้างผลกระทบต่อคนในพื้นที่หรือไม่ เช่น โครงการท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 ที่จะเกิดขึ้นภายใต้อภิมหาโปรเจกท์ของรัฐบาลในการสร้างท่าเรือขนาดใหญ่เพื่อรองรับการขนส่งสินค้าเชื่อมระหว่างชายฝั่งอ่าวไทยกับชายฝั่งทะเลอันดามัน คือท่าเรือน้ำลึกปากบารา จ.สตูล หากทั้ง 2 โครงการเกิดขึ้นจริงหมายความว่าได้ส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อทะเลไทย โดยเฉพาะท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 ได้เลือกพิกัดชัดเจนแล้วว่าพื้นที่บ้านสวนกง ต.นาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา เป็นพื้นที่ดำเนินการ
"สิ่งที่กังวลมาก คือการก่อสร้างท่าเรือจะครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 650 ไร่ ของชุมชนบ้านสวนกงที่ยึดอาชีพประมงชายฝั่งเป็นหลักและที่สำคัญพื้นที่แห่งนี้เมื่อ 20 ปีก่อน ถูกตราหน้าว่าเป็นพื้นที่ไร้ประโยชน์ เนื่องจากเป็นจุดที่ทหารใช้เป็นพื้นที่ซ้อมยิง กระทั่งชาวบ้านได้ร่วมกันพัฒนาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจนพื้นที่ปัจจุบันได้รับการยอมรับว่าเป็นพื้นที่ทรัพยากรสัตว์น้ำสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ทันทีมีการก่อสร้างท่าเรือทรัพยากรสิ่งแวดล้อมเหลานี้จะถูกทำลายทันทีจึงเป็นสิ่งที่ชาวบ้านยอมรับไม่ได้" นายกิตติภพกล่าว
ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านในพื้นที่และภาคีเครือข่ายกลุ่มต่างๆ ได้ร่วมกันจัดงาน "อะโบ๊ยหมะ!เลจะนะหรอยจ้าน" เพื่อแสดงพลังคนในชุมชนต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรในทะเลและร่วมขับเคลื่อนภารกิจการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมร่วมลงนามปฏิญญาการปกป้องพื้นที่ผลิตอาหารทะเลจะนะ เพื่อให้เป็นแหล่งผลิตอาหารของภูมิภาคอาเซียน ที่บริเวณชายหาดบ้านสวนกง ต.นาทับ อ.จะนะ
ข้อมูลการทำรายงานการประเมินผลกระทบสุขภาพระดับชุมชน ชายฝั่งทะเลจะนะ อ.จะนะ พบว่า อ.จะนะ มีพื้นที่ติดชายฝั่งทะเล 3 ตำบล ได้แก่ ต.นาทับ ต.ตลิ่งชัน และต.สะกอม โดยมีการอนุรักษ์และฟื้นฟูทะเลอย่างต่อเนื่อง เช่น การทำอูหยำ หรือปะการังเทียม เพื่อสร้างบ้านให้สัตว์น้ำ มีการทำความสะอาดปะการัง และการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ที่สำคัญมีศักยภาพในการเป็นแหล่งผลิตอาหารทางทะเลของประเทศไทย รวมทั้งส่งออกไปขายยังต่างประเทศ เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และมาเลเซีย โดยวันที่ 30 มีนาคมนี้ จะมีการร่วมทำปฏิญญาว่าด้วยการปกป้องพื้นที่ผลิตอาหารทะเลจะนะ เพื่อไม่ให้ถูกทำลายโดยทุนทางเศรษฐกิจ
ด้าน นายดนรอนี ระหมันยะ ชาวบ้าน ต.นาทับ อ.จะนะ เล่าว่า ทะเลจะนะขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ที่สุดของสงขลา ที่สำคัญบริเวณที่สมบูรณ์ที่สุดคือ พื้นที่สวนกงซึ่งเป็นเป้าหมายในการสร้างท่าเรือน้ำลึกแห่งที่ 2 ทำให้โครงการดังกล่าวเสมือนเข้ามาย่ำยีความรู้สึกของชสวบ้านที่ได้ร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติในพื้นที่มานานกว่า 20 ปี โดยการสร้างท่าเรือดังกล่าว ในอนาคตจะก่อเกิดอุตสาหกรรมมากมายที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของชาวบ้านแทบไม่ต่างจากกรณีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง
"ตลอด 20 ปี ที่ชาวบ้านร่วมกันฟื้นฟูทะเลหวังว่าทะเลจะนะในอนาคตจะเป็นแหล่งอาหารของคนทั้งจังหวัดและประเทศ และในอนาคตอาจก้าวไปถึงแหล่งผลิตอาหารของภูมิภาคอาเซียน" นายดนรอนีกล่าว
สำหรับท่าเรือที่เหมาะสมกับพื้นที่ คือ การสร้างท่าเรือเพื่อการท่องเที่ยวมากกว่าท่าเรือน้ำลึกเพื่ออุตสาหกรรม เพราะอาชีพของคนท้องถิ่นอยู่พึ่งพากันแบบเศรษฐกิจ 3 ขา คือ การท่องเที่ยว การประมง และ การเกษตร
.......................................
(หมายเหตุ เลาะเส้นทาง...ฟังเสียงค้าน แลนด์บริด "ปากบารา-สงขลา" : รายงาน โดย... สมชาย สามารถ / สุพิชฌาย์ รัตนะ)



