ข่าว

สืบจากรองเท้ารวบแก๊งโจ๋ปล้นมินิมาร์ท

สืบจากรองเท้ารวบแก๊งโจ๋ปล้นมินิมาร์ท

28 มี.ค. 2556

สืบจากรองเท้ายี่ห้อดังรวบแก๊งโจ๋ปล้นมินิมาร์ท : ตะลุยข่าว โดยโต๊ะข่าวรายงานพิเศษ

               ภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดซึ่งสามารถบันทึกภาพคนร้ายสวมใส่รองเท้ายี่ห้อดัง ขณะบุกปล้นร้านสะดวกซื้อหลายแห่งในเขตรับผิดชอบของกองบัญชาการตำรวจนครบาล กลายเป็นเบาะแสสำคัญที่ทำให้ตำรวจสามารถติดตามจับกุมกลุ่มโจรวัยรุ่นได้ยกแก๊ง
 
               โดยการจับกุมกลุ่มโจรวัยโจ๋คดีนี้ เกิดขึ้นภายหลัง พล.ต.ต.ประยนต์ ลาเสือ ผบก.สส.บช.น. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากพนักงานร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ท ว่า ถูกคนร้ายก่อเหตุปล้นทรัพย์อย่างต่อเนื่อง โดยคนร้ายที่ก่อเหตุมีจำนวน 4-5 คน ใช้อาวุธปืนหรือมีดบุกเข้ามาในร้านแล้วขู่บังคับเอาเงินสดและทรัพย์สินจากพนักงานแคชเชียร์ไป โดยทุกครั้งคนร้ายจะใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ซึ่งตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นมาเกิดเหตุลักษณะเดียวกันนี้มาแล้วถึง 7 ครั้ง ในพื้นที่สน.โชคชัย สน.ลาดพร้าว สน.พหลโยธิน สน.โคกคราม และครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม ที่ผ่านมา ในพื้นที่ของ สน.คลองตัน
 
               พล.ต.ต.ประยนต์ จึงมอบหมายให้ พ.ต.อ.ธัมรงค์ วงศ์แป้น รองผบก.สส.บช.น. พ.ต.อ.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผกก.สส.3 บก.สส.บช.น. และ พ.ต.ท.สมบูรณ์ สุขศรีดาวเดือน สว.กก.สส.3 บก.สส.บช.น. จัดกำลังฝ่ายสืบสวนออกติดตามไล่ล่าคนร้ายกลุ่มนี้
 
               หลังรับคำสั่งตำรวจชุดสืบสวนได้ประสานขอภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิดซึ่งติดตั้งอยู่ภายในร้านทั้ง 7 แห่ง เพื่อนำมาวิเคราะห์แผนประทุษกรรมของคนร้ายพบว่า คนร้ายที่ลงมือก่อเหตุปล้นทรัพย์ เป็นกลุ่มวัยรุ่น ลงมือก่อเหตุในห้วงเวลาประมาณ 00.30-03.00 น. โดยจะใช้รถจักรยานยนต์ 2 คันเป็นพาหนะ ขับขี่วนดูลาดเลาก่อนจะลงมือก่อเหตุ และเมื่อสบโอกาสทางร้านไม่มีลูกค้าเข้าไปใช้บริการ ก็จะขี่รถจักรยานยนต์เข้าไปจอด ก่อนที่คนซ้อนท้าย 2 คน ซึ่งสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่มีหมวกฮูดคลุมศีรษะ หรือสวมหมวกกันน็อกปิดบังใบหน้าบุกเข้าไปในร้านลงมือปล้นทรัพย์
  
               "เชื่อว่าคนร้ายซึ่งลงมือทั้ง 7 ครั้ง น่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน เพราะใช้ปืนและมีดลักษณะเดียวกัน แถมยังแต่งกายเหมือนกัน ที่สำคัญคือคนร้ายสวมรองเท้ายี่ห้อแกมโบล สีดำ หัวรองเท้าสีขาวและใช้เชือกผูกรองเท้าสีขาวทุกครั้งที่ก่อเหตุ" แหล่งข่าวในชุดสืบสวน ระบุ
 
               แนวทางการสืบสวนของตำรวจเชื่อว่า คนร้ายกลุ่มนี้น่าจะพักอาศัยอยู่ในย่านลาดพร้าว จึงได้แยกย้ายติดตามหาบุคคลซึ่งมีตำหนิรูปพรรณตรงกับภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด ที่สำคัญคือเน้นตรวจสอบบุคคลที่สวมใส่รองเท้ายี่ห้อแกมโบล สีดำ หัวรองเท้าสีขาวผูกเชือกรองเท้าสีขาวเป็นพิเศษ กระทั่งพบวัยรุ่นรายหนึ่งซึ่งทำงานในร้านคาร์แคร์แห่งหนึ่งในซอยลาดพร้าว 102 มีตำหนิรูปพรรณตรงกับภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด แถมยังสวมใส่รองเท้าเหมือนกับที่ปรากฏในภาพวงจรปิด ตำรวจจึงเชิญตัววัยรุ่นรายนี้ไปสอบสวน
 
               วัยรุ่นรายนี้คือนายวุฒิชัย อารีวงศ์ หรือบ่าว อายุ 21 ปี ซึ่งยอมรับสารภาพว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับภาพถ่ายจากกล้องวงจรปิด และได้ร่วมกับพวกคือนายคิว (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี  น.ส.ชลธาร หรือตะวัน สุรภัฎ อายุ 18 ปี นายสุรศักดิ์ ครึ้มกลาง หรือโจ้ อายุ 18 ปี และนายพงศ์พันธ์ ประยูรพงษ์ หรือบิ๊ก อายุ 19 ปี ร่วมกันก่อเหตุปล้นทรัพย์ร้านแฟมิลี่มาร์ทจริง ตำรวจจึงขยายผลติดตามจับกุมคนร้ายกลุ่มนี้ได้ยกก๊วน พร้อมกับยึดของกลางเป็นโทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง รถจักรยานยนต์ 5 คัน ปืนปลอม 1 กระบอก และมีดสปาต้าอีก 1 เล่ม
 
               หลังถูกจับกุมแก๊งคนร้ายกลุ่มนี้รับสารภาพว่า มีนายสุรศักดิ์ เป็นหัวหน้า จะสลับสับเปลี่ยนกันก่อเหตุทุกครั้งจะเปิดห้องเช่ารายวันไว้เป็นสถานที่แบ่งสรรปันส่วนเงินและทรัพย์สินที่ได้จากการปล้นก่อนจะแยกย้ายกันไป
 
               "วางแผนว่าจะปล้นมินิบิ๊กซี ภายในซอยลาดพร้าว 101 ต้นเดือนเมษายนนี้ เพราะต้องการเงินไปเที่ยวเทศกาลสงกรานต์ แต่ถูกจับก่อน ส่วนสาเหตุที่เลือกปล้นแฟมิลี่มาร์ทช่วงหลังเที่ยงคืนเพราะมีลูกค้าใช้บริการน้อย อีกทั้งพนักงานประจำร้านมีน้อย ทุกครั้งจะแบ่งหน้าที่กันทำ โดยผมและนายวุฒิชัย จะเข้าไปปล้น ส่วน น.ส.ชลธาร และนายพงศ์พันธ์ เป็นคนหาปืนปลอมมาให้และทำหน้าที่ชี้เป้า ส่วนนายคิว ทำหน้าที่ขี่รถจักรยานยนต์พาหนี หลังจากก่อเหตุเงินที่ได้จะนำมาแบ่งกันแล้วนำไปใช้จ่ายในการเที่ยวเตร่" นายสุรศักดิ์ สารภาพ
 
               นอกจากคนร้ายทั้ง 5 คน ที่จับกุมได้แล้ว ตำรวจยังขยายผลทราบว่า แก๊งโจรวัยรุ่นกลุ่มนี้ยังมีสมาชิกร่วมแก๊งอีก 2 คน คือนายหก และนายต้น ทั้งคู่อายุประมาณ 18-20 ปี ขณะนี้อยู่ระหว่างการติดตามตัว

.......................................................................................

( หมายเหตุ : สืบจากรองเท้ายี่ห้อดังรวบแก๊งโจ๋ปล้นมินิมาร์ท : ตะลุยข่าว โดยโต๊ะข่าวรายงานพิเศษ )