
'ไทย-เมียนมาร์'เล็งตั้งโฮลดิ้งลงทุนทวาย
ไทย เมียนมาร์ เตรียมเซ็น MOU ฉบับใหม่ลงทุน Holding Company ถือหุ้นฝ่ายละ 50% ก่อนเชิญญี่ปุ่นลงทุนเป็นทางการ เอสพีซีรายโครงการเชื่อทวายช่วยดัน GDPไทย โต 1.9%
วันที่ 27 มี.ค.2556 ที่ รร.คอนราด กรุงเทพฯ กระทรวงการต่างประเทศ สมาคมไทย - เมียนมาร์เพื่อมิตรภาพ และสถาบันบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานสัมนาหัวข้อ “มองเมียนมาร์ในมุมใหม่ : Shaping Business Leaders for a New Myanmar” โดยมีผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้แทนจากรัฐบาลเมียนมาร์ รวมทั้งสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเมียนมาร์เข้าร่วมสัมนา
นายชาญวิทย์ อมตะมาทุชาต รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่าในช่วงเดือนพ.ค.ที่จะถึงนี้คณะกรรมการร่วมระดับสูงระหว่างไทย – เมียนมาร์เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (JHC) ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย และนายญาณ ทุน (H.E. U Nyan Tun) รองประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์เป็นประธาน จะประชุมร่วมกันที่เมืองเนปิดอว์ ประเทศเมียนมาร์ เพื่อสรุปความคืบหน้าในการทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันโครงการฯทวายและรับทราบข้อกำหนดและกฎระเบียบที่คณะทำงานของทั้งสองประเทศได้ตกลงร่วมกัน รวมทั้งการก่อตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ(Special Purpose Vehicle) หรือ “SPV”ขึ้นเป็น Holding Company เพื่อบริหารงานและระดมทุนเพื่อเดินหน้าโครงการฯทวาย โดยเมื่อการประชุมเสร็จสิ้นลงไทยและเมียนมาร์จะลงนามในบันทึกความร่วมมือ (MOU) ฉบับใหม่ในการพัฒนาโครงการฯทวาย โดยผู้นำของทั้งสองประเทศจะเป็นผู้ลงนามใน MOU ฉบับนี้เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
นายชาญวิทย์กล่าวต่อไปว่าขณะนี้การก่อตั้ง Holding Company ยังไม่จำกัดจำนวนชาติที่จะเข้ามาเป็นผู้ลงทุนหลัก แต่ตนมีความมั่นใจว่าญี่ปุ่นจะเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้ามาลงทุนค่อนข้างแน่นอน เนื่องจากก่อนหน้านี้ในการประชุม ประธานคณะกรรมการร่วมไทย-เมียนมาร์เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง(JCC) ที่พัทยา ญี่ปุ่นได้ส่งผู้แทนเข้ามาร่วมสังเกตการณ์รวมทั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเอกชนญี่ปุ่นได้เดินทางมาพบกับรัฐบาลไทยและเมียนมาร์และได้มีการสอบถามเกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการทวายเป็นระยะ รวมทั้งบางหน่วยงานของญี่ปุ่นก็ตั้งทีงที่ปรึกษาเพื่อศึกษาข้อมูลด้านต่างๆในทวายควบคู่ไปกับเมียนมาร์และไทย ซึ่งหากญี่ปุ่นเข้ามาร่วมเป็นผู้ลงทุนหลักในโครงการทวายถือว่าเป็นผลดีต่อโครงการ เพราะนอกจากญี่ปุ่นจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งมีความรู้ในเรื่องเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ญี่ปุ่นยังมีแหล่งเงินกู้ขนาดใหญ่ที่มีดอกเบี้ยต่ำซึ่งอาจจะช่วยสนับสนุนโครงการได้ ที่สำคัญการมีญี่ปุ่นเข้ามาร่วมทุนใน Holding Company จะช่วยลดความเสี่ยงของโครงการเนื่องจากญี่ปุ่นต้องการที่จะขยายการลงทุนในภูมิภาคนี้อย่างจริงจัง รวมทั้งการขยายอุตสาหกรรมบางสาขาที่สร้างในประเทศไทยไม่ได้ เช่น อุตสาหกรรมต้นน้ำประเภทเหล็ก ปิโตรเคมี และโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดที่ยังมีกระแสต่อต้านในไทยมาก
“การจัดตั้ง Holding Company ในระยะแรกจะเป็นการร่วมทุนระหว่างไทยกับเมียนมาร์ในสัดส่วน 50:50 ก่อน หลังจากนั้นเมื่อมีประเทศที่ 3 – 4 เข้ามาก็จะมีการตกลงกันในเรื่องของสัดส่วนการถือหุ้นว่าจะอยู่ในสัดส่วนเท่าไหร่ ซึ่งกรณีญี่ปุ่นรัฐบาลไทยและเมียนมาร์จะออกหนังสือร่วมกันในการเชิญชวนให้ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในทวายอย่างเป็นทางการ ซึ่งเมื่อมีหนังสือออกไปรัฐบาลญี่ปุ่นก็จะสามารถให้การสนับสนุนการลงทุนของเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจญี่ปุ่นที่จะเข้ามาลงทุนในทวายได้อย่างเต็มที่”นายชาญวิทย์กล่าว
เขากล่าวด้วยว่าแม้โครงการฯทวายจะอยู่ในเมียนมาร์แต่เป็นโครงการที่ไทยจะต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากตามผลการศึกษาโครงการนี้จะช่วยให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.9% จากการเชื่อมโยงระเบียงเศรษฐกิจในแนวตะวันออกและตะวันตก โดยขณะนี้ สศช.อยู่ในระหว่างการศึกษาในเชิงลึกเกี่ยวกับความคุ้มทุนของโครงการต่างๆที่จะมีการลงทุนในทวายโดยจะร่วมกับกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น ร่วมกับกระทรวงพลังงานในการศึกษาในส่วนของโรงไฟฟ้า และร่วมกับกระทรวงคมนาคมในการศึกษาเกี่ยวกับถนน และท่าเรือเพื่อเตรียมความพร้อมข้อมูลต่างๆและจัดตั้งเป็นศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อการลงทุนในพื้นที่ทวาย โดยศูนย์ข้อมูลนี้จะมีความจำเป็นภายหลังจากที่มีการโรดโชว์โครงการและเปิดให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในส่วนต่างๆตามนิติบุคคลย่อย (SPCs) ต่างๆแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตามขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างออกแบบกลไกในการระดมทุนรวมทั้งกฎระเบียบทางด้านการเงินต่างๆของโครงการฯทวายเพื่อให้โครงการมีความน่าสนใจในสายตานักลงทุนต่างชาติมากที่สุด
นายเซ็ต อ่อง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวางแผนและพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติเมียนมาร์กล่าวว่ามีความเชื่อมั่นว่าการพัฒนาโครงการทวายฯจะประสบความสำเร็จได้ภายใต้ความร่วมมือกันผลักดันระหว่างไทย เมียนมาร์ และญี่ปุ่นโดยมองว่าทั้งสามประเทศมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน โดยไทยมีการลงทุนร่วมกับญี่ปุ่นมายาวนาน ขณะที่เมียนมาร์ก็มีการทำงานร่วมกับญี่ปุ่นในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในเมียนมาร์หลายพื้นที่ อย่างไรก็ตามยอมรับเมียนมาร์ยังอยู่ในระหว่างปฏิรูปประเทศซึ่งการพัฒนาส่วนต่างๆต้องอาศัยระยะเวลาในการพัฒนาเช่นกันแต่ขณะนี้บรรยากาศการลงทุนในเมียนมาร์เอื้ออำนวย
“เราเปิดประเทศขึ้นมาในช่วงที่ปัญหาเศรษฐกิจของโลกกำลังส่งผลกระทบในภูมิภาคสำคัญอย่างยุโรปและสหรัฐฯจึงเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายโดยโอกาสที่เมียนมาร์ได้รับคือการได้รับความสนใจจากนักลงทุนจำนวนมากที่มองเห็นโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจของเมียนมาร์ อย่างไรก็ตามเมียนมาร์เองต้องปรับตัวและวางแผนเพื่อปรับตัวและรับมือกับกฎระเบียบด้านการค้าการลงทุนของโลก เช่น การเปิดเสรีการค้า (FTA) รวมทั้งการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558”
เขากล่าวด้วยว่าเมื่อมีการเปิดประเทศเมียนมาร์ให้ความสำคัญกับการปฏิรูปด้านต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องของกฎหมายโดยเมื่อเดือน พ.ย.ปี 2555 สภาเมียนมาร์ได้ผ่านกฎหมายการลงทุนที่มีข้อกำหนดในการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งในขณะนี้รัฐบาลเมียนมาร์กำลังผลักดันกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) เพื่อรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในประเทศที่ส่วนใหญ่มาจากการลงทุนภายนอก ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯได้ในเดือน มิ.ย.นี้ซึ่งกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษฉบับใหม่จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยสร้างบรรยากาศในการลงทุนภายในเมียนมาร์ให้เพิ่มขึ้น นอกจากนั้นก็เป็นเครื่องมือที่จะสร้างการพัฒนาที่สมดุลในเมียนมาร์รวมทั้งเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมรายย่อย (SMEs) ของเมียนมาร์ด้วย
ด้านนางไข่ ไข่ นวย (Ms.Khine Khine Nwe) เลขาธิการร่วมสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเมียนมาร์ กล่าวว่าปัจจุบันเมียนมาร์การลงทุนจากต่างชาติในปริมาณที่สูงมาก จากข้อมูลล่าสุดในเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาพบว่าในปี 2556 มีโครงการของนักลงทุนต่างชาติที่ขออนุญาติจากทางการเมียนมาร์ในการลงทุนสูงถึง 554 โครงการ คิดเป็นวงเงินกว่า 4.2 หมื่นดอลลาร์สหรัฐฯ อย่างไรก็ตามเนื่องจากรัฐบาลเมียนมาร์มีเป้าหมายในการขยายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจระหว่างปี 2554 – 2559 (2011 - 2016) ให้จีดีพีเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยปีละ 7.7% และตั้งเป้าว่าการเติบโตของจีดีพีจะมาจากการผลิตในภาคอุตสาหกรรมในสัดส่วน 32% จากปัจุบันอยู่ที่ 26% ของจีดีพี ดังนั้นจึงถือว่าเป็นความท้าทายของเมียนมาร์ในการเพิ่มสัดส่วนการผลิตจากภาคอุตสาหกรรมในประเทศให้เพิ่มขึ้นในระยะเวลาอันจำกัด
“ปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติมากโดยเฉพาะก๊าซธรรชาติและน้ำมัน ซึ่งเมียนมาร์ยังต้องการการพัฒนาในการผลิตโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีเพื่อให้เกิดการจ้างงาน เช่นธุรกิจการ์เมนต์และการตัดเย็บเสื้อผ้าที่ปัจจุบันยังต้องอาศัยการนำเข้าอย่ามากจึงอย่ากเชิญชวนนักธุรกิจเอสเอ็มอีไทยเข้าไปลงทุนในธุรกิจประเภทนี้ในเมียนมาร์ด้วย”
ด้านนายอัลเฟโด พาดิกลูโล (Mr.Alfredo Perdiguero) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเศรษฐกิจในเมียนมาร์จากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) กล่าวว่าเศรษฐกิจของเมียนมาร์มีความสามารถในการขยายตัวในอัตราปีละ 6.5 – 7% ต่อเนื่องไปได้อีกหลายปี อย่างไรก็ตามสิ่งที่รัฐบาลเมียนมาร์ต้องระวังก็คือผลกระทบจากการที่เศรษฐกิจเติบโตเร็วเกินไปเช่น ปัญหาอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็นอุปสรรคในการรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
เขากล่าวว่ารัฐบาลเมียนมาร์ต้องหาทางที่จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นประโยชน์กับคนในประเทศโดย การสร้างความสมดุลระหว่างการเติบโตของเศรษฐกิจที่เกิดจากการลงทุนโดยตรงของต่างชาติ (FDI) และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการพัฒนาของผู้ประกอบการในประเทศ ทั้งนี้รัฐบาลเมียนมาร์ควรให้ความสำคัญกับการสร้างอุตสาหกรรมที่มีกระบวนการผลิตอย่างเป็นขั้นตอน (manufacturing) ซึ่งจะเกิดประโยชน์ในการพัฒนาผู้ประกอบการด้านอุตสาหกรรมในประเทศ และส่งผลดีต่อเนื่องไปยังการจ้างงานแลการเพิ่มปริมาณเงินออมของประชาชนในประเทศ ซึ่งการเพิ่มการลงทุนภายในประเทศจะช่วยลดปัญหาการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติจนทำให้เงินจ๊าดแข็งค่า และส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกของเมียนมาร์ได้
นอกจากนั้นในการพัฒนาประเทศรัฐบาลเมียนมาร์ควรคำนึงถึงการจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสม โดยจำเป็นที่จะต้องเพิ่มงบประมาณในเรื่องของการพัฒนาทรีพยากรมนุษย์ ได้แก่ในเรื่องของงบประมาณด้านสุขภาพและการศึกษาโดยลดสัดส่วนของงบประมาณด้านการทหารลง



