
'นักโทษการเมือง'อด'ขังนอกคุก'
รมว.ยุติธรรมตั้งโต๊ะแถลงข่าวยังไม่พร้อมใช้กำไลอิเล็กทรอนิกส์คุมขังนอกคุก ย้ำกฎหมายมีผลบังคบใช้กับนักโทษใกล้ตาย ไม่เอื้อนักโทษการเมืองหรือนักโทษหนีคดี
26 มี.ค. 56 พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดแถลงข่าวพร้อมผู้บริหารกระทรวงยุติธรรม ถึงความไม่พร้อมปฏิบัติตามกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจำคุกโดยวิธีการอื่น ว่า มาตรการควบคุมนักโทษแทนการคุมขังในเรือนจำ ถือเป็นวิวัฒนาการซึ่งหลายประเทศทั้งอังกฤษ แคนาดา นำมาใช้ ส่วนในเอเชียมีสิงคโปร์ เกาหลีใต้ได้นำเครื่องมือที่เรียกว่า อีเอ็ม หรือ “Electronic Monitoring” มาใช้แทนการคุมขังในเรือนจำ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนนักโทษที่ถูกจำคุกประมาณ 260,000 คน จากเรือนจำทั้งหมด 143 แห่ง ขณะที่มีความสามารถในการรองรับนักโทษได้เพียง 190,000 คน จึงต้องมีแนวคิดเสริมในการระบายนักโทษออกไปคุมขังยังสถานที่ข้างนอกเพื่อลดจำนวนนักโทษในเรือนจำ และแม้ว่า กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจำคุกโดยวิธีการอื่นที่สามารถจำกัดการเดินทางและอาณาเขตจะมีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา แต่กระทรวงฯก็จะต้องออกกฎระเบียบและวิธีการปฎิบัติให้เร็วที่สุด ขอให้ผู้ที่จะยื่นขอใช้สิทธิรอไปก่อน เพราะจะต้องมีการหารือกับหน่วยงานทีเกี่ยวข้อง เนื่องจากกฎกระทรวงดังกล่าวมีการเปิดกว้างไว้ค่อนข้างมาก
"ข้อกังวลที่ระบุว่ากฎกระทรวงได้เปิดกว้างมาก และอาจทำให้นักโทษคดียาเสพติดและคดีอุกฉกรรจ์ได้รับผลประโยชน์ตรงนี้ไปด้วย ก็ต้องรับฟังและหารือก่อนจะมีการร่างข้อกำหนดก่อนจะมีการออกกฎระเบียบดังกล่าว และเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการทำเพื่อรองรับนักโทษคดีการเมือง นอกจากนี้การนำเครื่องมืออิเลคทรอนิคส์มาใช้กับนักโทษตามมาตรา 89//1 และมาตรา 89/2 เป็นคนละส่วนกับโครงการนำร่องที่กรมคุมประพฤติจะนำมาใช้กับกลุ่มเด็กแว้นหรือผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี"
พล.ต.อ.ประชา กล่าวอีกว่า การปฎิบัติตามกฎกระทรวงดังกล่าวจะเน้นไปที่กลุ่มผู้ต้องขัง 4 กลุ่ม ประกอบด้วย ผู้ต้องชรา หรือป่วยเป็นโรคเอดส์ระยะสุดท้าย ไตวายเรื้อรัง มะเร็งระยะสุดท้าย หากจำคุกต่อไปต้องเสียชีวิตและต้องออกไปรับการรักษาเช่นฟอกไตหรือฉายรังสีทุกสัปดาห์ 2 กลุ่มที่ต้องออกไปดูแลลูกและภรรยาหรือพ่อแม่ที่แก่ชราและไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ 3.กลุ่มผู้เจ็บป่วยเรื้อรังและต้องเข้ารับการรักษาต่อเนื่อง และ 4.กลุ่มนักโทษทีมีเหตุทุเลาการลงโทษ เช่น ต้องคลอดบุตร หรือวิกลจริต โดยญาติจะต้องร้องขอต่อเจ้าหน้าที่และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลอีกครั้งส่วนศาลจะมีดุลยพินิจอย่างไร ถือเป็นอำนาจของศาล ซึ่งการปฎิบัติจะต้องมีความชัดเจนโดยจะใช้ระบบจีเอสเอ็มในการติดตามตัว ซึ่งปัจจุบันทางกรมราชทัณฑ์มีแนวปฎิบัติให้ลดวันต้องโทษและพักการลงโทษกับนักโทษชราและนักโทษเจ็บป่วยในระยะสุดท้ายอยู่แล้ว
นายชาญเชาว์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า เงื่อนไขสำคัญของกฎกระทรวงฉบับนี้ คือ บังคับใช้เฉพาะกับนักโทษที่ต้องโทษจำคุกแล้วและอยู่ในการคุมขังของเรือนจำ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญานักโทษที่เข้าข่ายจะใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์จะต้องติดคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1ใน 3 ของโทษตามที่ศาลมีคำสั่ง ถ้าใครไม่เข้าเงื่อนไข ก็ใช้วิธีการนี้ไม่ได้
------------------------------
(ขอบคุณภาพ : http://ukjobs.g4s.com/2011/11/29/electronic-monitoring-2/)



