
เอกชนช่วยให้สำเร็จเร็วขึ้นได้!?
เล่าสู่กันฟัง : ภาคเอกชนช่วยขับเคลื่อน สู่ความสำเร็จเร็วขึ้นได้อย่างไร? : โดย...บัญญัติ คำนูณวัฒน์
ปัจจุบันคงต้องยอมรับกันแล้วว่า “โลกร้อน” ได้กลายเป็นปัญหาที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันจัดการและแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะนับวันจะยิ่งส่งผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้น สร้างความเสียหายต่อชีวิตความเป็นอยู่และทรัพย์สินของผู้คนทั่วโลกเป็นจำนวนมาก อย่างเช่นภัยธรรมชาติต่างๆ ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ จึงทำให้หลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรอิสระจากทั่วทุกมุมโลกต่างลุกขึ้นมาจัดกิจกรรมรณรงค์ให้ตระหนักในการที่จะช่วยกันลด ละ เลิก และหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่จะทำให้โลกร้อนขึ้นไปมากกว่านี้
ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญและจริงจังกับเรื่องภาวะโลกร้อน ในบ้านเราเองก็ให้ความสำคัญในเรื่องนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ยิ่งเกิดกระแสการที่ประเทศมีแววจะต้องขาดแคลนพลังงานในช่วงต้นเดือนเมษายนนี้ ซึ่งตรงกับเดือนที่คาดว่าจะเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดของปี ก็ยิ่งทำให้คนไทยตระหนักในการให้ความร่วมมือช่วยกันลดโลกร้อนกันอย่างจริงจัง
ดั่งจะเห็นได้จากกิจกรรม “ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน (60+ Earth Hour 2013)” ที่เพิ่งผ่านพ้นไปล่าสุด นำโดยหน่วยงานภาครัฐ คือ กรุงเทพมหานคร ร่วมกับองค์กรอิสระระดับโลก คือ มูลนิธิสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมด้วยภาคเอกชนจากหลากหลายหน่วยงาน ที่ร่วมไม้ร่วมมือช่วยกันรณรงค์ เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจให้ประชาชนเห็นถึงความสำคัญ หันมาใส่ใจลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น เพียงแค่หยุดใช้พลังงาน 1 ชั่วโมง สามารถประหยัดไฟฟ้าได้เกือบ 1,700 เมกะวัตต์ ลดค่าใช้จ่ายในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้ราว 6,656,700 บาท และลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นตัวการทำให้โลกร้อนขึ้นได้กว่า 1,070 ตัน ซึ่งเป็นการทำลายสถิติในการลดการใช้พลังงานในปีที่ผ่านมา โดยใช้เวลาในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ไม่ถึง 1 เดือน
แคมเปญรณรงค์ดังกล่าวจะสำเร็จไม่ได้หากปราศจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนให้กิจกรรมรณรงค์ประสบผลสำเร็จได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่เฉพาะเพียงแค่แคมเปญนี้แต่ยังรวมไปถึงแคมเปญอื่นๆ เพราะลำพังเพียงแค่ภาครัฐ หรือองค์กรอิสระ หรือนักรณรงค์อย่างเดียว อาจทำให้กิจกรรมรณรงค์ประสบความสำเร็จได้ยากและอาจต้องใช้เวลานาน แต่หากมีภาคประชาชนและภาคเอกชนเข้าไปร่วมด้วยจะทำให้ยิ่งเกิดผลในวงกว้างขึ้นและรวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เท่าที่ทราบตอนนี้มีภาคเอกชนส่วนใหญ่ต่างก็มีความมุ่งมั่นตั้งใจทำความดีเพื่อประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติมากขึ้น ในขณะที่สภาพแวดล้อมรอบข้างก็บังคับให้ภาคเอกชนแสดงออกในการทำความดีนั้นให้มากขึ้นด้วย จึงเป็นโอกาสดีที่ประเทศเราจะมีหน่วยงานที่พร้อมด้วยกำลังทรัพย์และทรัพยากรช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมรณรงค์ที่ต้องการให้ทุกคนช่วยกันลดปัญหาที่ก่อให้เกิดความสูญเสียและผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม สังคม ประเทศชาติ และโลกของเรา
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้พอจะสรุปได้ว่า หากเราเปลี่ยนมุมมองและรูปแบบในการรณรงค์จากการตำหนิมาสู่การเชิญชวน การชื่นชม การขอความร่วมมือ จะช่วยให้การรณรงค์โครงการเพื่อส่วนรวมใดๆ ก็ตามประสบความสำเร็จง่ายขึ้น เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพกว่ากล่าวโทษซึ่งกันและกัน
------------------------------
(เล่าสู่กันฟัง : ภาคเอกชนช่วยขับเคลื่อน สู่ความสำเร็จเร็วขึ้นได้อย่างไร? : โดย...บัญญัติ คำนูณวัฒน์)



