
ข้าวหอมปลอดสาร"หนองสนม" รางวัลผลิตภัณฑ์เด่นเขตปฏิรูปฯ
"ผมเป็นเกษตรกรมาหลายปี เลยคิดว่าสิ่งที่ทำมานานนั้นถูกต้อง ข้าวที่เราปลูกได้ก็เยอะมากพออยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงอะไร แต่ภายหลังเมื่อผมได้เข้าร่วมโครงการไตรภาคี จึงทำให้ผมรู้ว่า สิ่งที่ผมยึดถือปฏิบัติและคิดมาตลอดนั้นไม่ถูกต้อง คนเรา
คำบอกเล่าของ ภานุศักดิ์ ศรีกุล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิในเขตปฏิรูปที่ดินแห่งบ้านหนองสนม ต.บัวงาม อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ก่อตั้งและจดทะเบียนเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2551 ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งสิ้น 131 ราย
ภานุศักดิ์เล่าให้ฟังว่า "ก่อนหน้าที่จะจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจนี้ขึ้นมา พวกเราก็ยึดอาชีพเกษตรกร โดยส่วนตัวแล้วผมจะทำนาเป็นหลัก (นาปี) ผลผลิตที่ได้ก็ประมาณ 250-300 กิโลกรัมต่อไร่ ทำกันแบบสืบทอดมาจากรุ่นพ่อ รุ่นแม่ วิธีการก็เดิมๆ แต่ด้วยความที่เราไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจัง เลยทำให้คิดว่าสิ่งที่เราทำได้นั้นดีอยู่แล้ว พันธุ์ข้าวที่ใช้หว่านก็จัดหาเอง ส่วนมากก็จะได้มาจากข้าวเปลือกที่เราเก็บไว้ เรื่องน้ำนี่ขาดแคลนหนักเพราะระบบชลประทานยังเข้ามาไม่ถึงต้องรอหน้าฝนอย่างเดียว บางครั้งข้าวเลยไม่ค่อยโต"
เขาเผยต่อว่า หลังจากที่ได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากรัฐแล้ว กลุ่มวิสาหกิจชุมชนก็ได้ก่อตั้งเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เมื่อปี 2551 โดยมีชาวบ้านเข้าร่วมเป็นสมาชิกเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ยังได้มาให้ความรู้ในเรื่องการใช้และการผลิตปุ๋ย เรื่องการดูแลรักษาดิน ทั้งยังจัดหาตลาดให้ โดยมอบหมายให้เอกชนเข้ามารับผิดชอบเรื่องการรับซื้อข้าวจากเกษตรกร ทางบริษัทและชาวบ้านจะตกลงราคากันก่อนที่จะซื้อขาย โดยราคาที่รับซื้อนั้นจะเป็นราคารับประกันขั้นต่ำ ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบชาวบ้าน
"พอเราได้รับความรู้และช่วยเหลือแล้วนั้น เราก็รู้ได้เลยว่าสิ่งที่เราปฏิบัติมานั้นมันพัฒนาได้อีก พันธุ์ข้าวที่ใช้ก็ต้องเก็บไว้ไม่เกิน 3 ปี จากเดิมเราเก็บไว้ 7-8 ปี การเก็บไว้นานๆ จะมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช เรามีพื้นที่ในการปลูกข้าว 1,325 ไร่ ได้ข้าวเฉลี่ย 500 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้นจากเดิมเยอะมาก แล้วการที่มีบริษัทเข้ามารับซื้อข้าวนั้น ก็สามารถรับรองได้ด้วยว่าข้าวที่เราปลูกนั้นได้มาตรฐาน การทำนาของเรานั้น จะทำนาอินทรีย์ คือพยายามใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด หลังจากสิ้นฤดูทำนาแล้ว พวกเราก็จะหันมาปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อหารายได้เสริม และที่สำคัญเพื่อรักษาหน้าดิน ซึ่งจะทำให้ดินจะมีคุณภาพดีเหมาะสมที่จะทำนาครั้งต่อไป" ภานุศักดิ์กล่าว
ภานุศักดิ์กล่าวอีกว่า นอกจากจะปลูกข้าวหอมมะลิ 105 โดยยึดหลักจีเอพีแล้ว ภายในกลุ่มยังมีกิจกรรมที่ทำร่วมกันอีกหลายอย่าง เช่น ปุ๋ยสั่งตัด ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ และแปรรูปข้าวหอมมะลิ 105 เพื่อบรรจุจำหน่ายอีกด้วย ราคาที่เราจำหน่าย ณ เวลานี้ จะอยู่ที่ 15-17 บาทต่อกิโลกรัม จุดนี้เองถือเป็นการสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกอย่างมาก ทำให้สมาชิกไม่ต้องออกไปรับจ้างทำงานนอกพื้นที่
ผลจากการที่สมาชิกในกลุ่มทุกคน ร่วมแรงร่วมใจกันผลิตข้าวหอมมะลิที่ดีออกมา ทำให้กลุ่มวิสาหกิจโครงการเพิ่มศักยภาพข้าวหอมมะลิในเขตปฏิรูปที่ดิน บ้านหนองสนม หมู่ 2 และหมู่ 13 ได้รับรางวัลวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ประจำปี 2552 จากสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) อีกด้วย
หากท่านผู้ใดสนใจและต้องการจะสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ข้าวหอมมะลิ 105 สามารถติดต่อได้โดยตรงที่กลุ่มฯ 08-4607-3543 ตลอดเวลา
"นพรัตน์ สุนทรสุข"



