ข่าว

เกาหลีสนใจ'ปฏิรูปเรือนจำหญิง'ไทย

เกาหลีสนใจ'ปฏิรูปเรือนจำหญิง'ไทย

25 มี.ค. 2556

ผลวิจัย...ปฏิรูปเรือนจำหญิง สร้างสุขลดทุกข์ให้ผู้ต้องขัง พร้อมผลัก 'ข้อกำหนดกรุงเทพฯสู่ทุกเรือนจำ' เกาหลี – มาเลเซียสนใจ

              25มี.ค.2556 ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า จากพระปรีชาสามารถในพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ที่ทรงผลักดันให้มีการปรับปรุงข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ซึ่งได้มีการจัดทำขึ้นมาตั้งแต่ ค.ศ. 1955 โดยให้ครอบคลุมประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนทางเพศระหว่างชายและหญิง (GENDER SENSITIVITY)  รวมทั้งให้สอดรับกับสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป จนกระทั่งในที่สุดสหประชาชาติได้มีการรับรองข้อกำหนดสหประชาชาติสำหรับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การควบคุมขังสำหรับผู้กระทำความผิดหญิง หรือที่รู้จักกันนามของ “ข้อกำหนดกรุงเทพฯ” หรือ BANGKOK RULES เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา

              พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ได้ทรงมีพระดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงยุติธรรมและหน่วยงานอื่นๆในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดกรุงเทพฯได้พยายามนำข้อกำหนดนี้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง หากแต่ในความเป็นจริงแล้วขั้นตอนการนำไปปฏิบัติหรือทำให้เรือนจำหญิงเปลี่ยนแปลงนั้น ยังมีข้อจำกัดอีกมาก

              เหตุที่ต้องทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในเรือนจำหญิง โดยทั่วไปแล้วผู้หญิงมักจะถูกคาดหวังจากสังคมว่าน่าจะเป็นผู้อยู่ในกรอบของระเบียบประเพณีมากกว่าผู้ชาย ประกอบกับหน้าที่หลักของผู้หญิงในการที่ต้องดูแลบ้านและเลี้ยงดูลูก จึงน่าจะทำให้ผู้หญิงอยู่ห่างไกลกับการกระทำที่เป็นอาชญากรรม  สภาวการณ์ที่ทำให้ผู้หญิงต้องกลายเป็นผู้กระทำผิดทางอาญาเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของสังคมอย่างยิ่ง ทั้งนี้ยังมีคำถามที่สำคัญเกิดขึ้น เมื่อผู้หญิงคนหนึ่งกระทำผิดและต้องโทษ จะเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัว โดยเฉพาะลูกเมื่อแม่ต้องรับโทษจำคุกลูกจะเป็นอย่างไร

              จากรายงานการศึกษาวิจัยจำนวนมากมีข้อสรุปที่เชื่อได้ว่า การประกอบอาชญากรรมของผู้หญิงมิได้เกิดขึ้นแบบตั้งใจ หากแต่เป็นสิ่งที่ถูกประกอบสร้างหรือหล่อหลอมขึ้นมาจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ทำให้ผู้หญิงต้องเดินไปตามเส้นทางที่ถูกกำหนดเงื่อนไขไว้แล้ว  โดยผู้หญิงเองอาจไม่มีทางเลือกมากนัก เส้นทางสู่เรือนจำของผู้หญิงอาจเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก หรือวัยเยาว์ เช่นเกิดในครอบครัวที่ยากจน ไมมีโอกาสทางการศึกษาที่เพียงพอ ตลอดถึงการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อาจทำให้ตกเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการจำหน่ายยาเสพติด เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับได้ ก็ไม่มีทั้งความรู้และเงินที่จะจ้างทนายความ ในที่สุดการเดินเข้าสู่เรือนจำก็เป็นเส้นทางของชีวิตที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

              ปัญหาของผู้ต้องขังหญิงมิได้เกิดขึ้นแต่ในประเทศไทยเท่านั้น  หากแต่เป็นปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นใน ประเทศทั่วโลก จากตัวเลขผู้ต้องขังหญิงของกรมราชทัณฑ์ตั้งแต่ปี 2547 ถึงปี 2552 สถิติของผู้ต้องขังหญิง ซึ่งหากพิจารณาเพียงผ่านๆ อาจเห็นว่ามีจำนวนน้อยเนื่องจากมีเพียงประมาณร้อยละ 14-19 แต่หากพิจารณาทางสถิติในทางสากล โดย NATIONAL COUNCIL ON CRIME AND DELINQUENCY  พบว่าประเทศไทยมีจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมดเป็นอันดับที่ 9 ของโลก แต่ผู้ต้องขังหญิงกลับมีจำนวนเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยอาจมีปัญหาบางประการในระบบยุติธรรมทางอาญา ตัวเลขและอันดับดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนว่าประเทศไทยยังเน้นการใช้โทษจำคุกมากกว่าวิธีอื่น จึงถึงเวลาแล้วที่ควรหาคำตอบถึงสาเหตุของการมุ่งใช้โทษจำคุก ในทางปฏิบัติพบว่าแต่ละปีมีคดีที่ขึ้นศาลมีจำนวนมาก  แต่ทางเลือกแทนการจำคุก (ALTERNATIVES TO INCARCERATION) เช่นการควบคุมความประพฤติแบบเข้มงวด การจำคุก/กักขังที่บ้าน การใช้ศูนย์เลี่ยงโทษ (คล้ายหอพัก)รวมทั้งการเลี่ยงกระบวนการยุติธรรมทางอาญา (DIVERSION) ของประเทศไทยยังมีน้อยมาก แต่สิ่งที่คุ้นเคยมีเพียงการคุมความประพฤติแบบพื้นฐาน การทำงานบริการสังคม เท่านั้น  ประกอบกับนโยบายทางอาญาเกี่ยวกับคดียาเสพติดมีความเข้มข้นสูงมาก ทำให้ผู้ต้องขังหญิงในคดียาเสพติดโดยเฉลี่ยมีถึงเกือบร้อยละ 90 ของผู้ต้องขังหญิงทั้งหมด ซึ่งจำนวนผู้ต้องขังหญิงนี้ไม่เพียงแต่จะเพิ่มมากขึ้น หากแต่ยังมีอัตราส่วนของการเพิ่มสูงกว่าจำนวนผู้ต้องขังชายอีกด้วย

              เมื่อผู้ต้องขังหญิงมีจำนวนเพิ่มขึ้นและถูกส่งเข้าคุมขังในเรือนจำ ซึ่งส่วนใหญ่ได้ออกแบบไว้สำหรับควบคุมตัวผู้ต้องขังชาย หรือแม้แต่ในสถานที่ซึ่งกำหนดไว้ว่าเป็นสถานที่สำหรับผู้ต้องขังโดยเฉพาะ แต่ก็มิได้ออกแบบมาอย่างเหมาะสมสำหรับการควบคุมผู้ต้องขังหญิง ไม่ได้ออกแบบหรือจัดให้มีสวัสดิการที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ต้องขังหญิงที่มีลักษณะเฉพาะและแตกต่างจากผู้ต้องขังชาย รวมทั้งผู้ต้องขังหญิงไม่สามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา การแก้ไขฟื้นฟูหรือการฝึกวิชาชีพที่จัดโดยเจ้าหน้าที่ในเรือนจำ ส่งผลให้เกิดปัญหาที่ผู้ต้องขังหญิงต้องเผชิญหลายประการ นอกจากนี้กฏระเบียบต่างๆที่มีอยู่ ไม่สอดคล้องเหมาะสมกับการบริหารจัดการผู้ต้องขังหญิง

              นับเป็นความท้าทายที่สำคัญต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ต้องขังหญิง ทั้งในส่วนของผู้กำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติงาน รวมทั้งหน่วยงาน/องค์กรต่างๆ ทั้งในระดับชาติและนานาชาติที่มีบทบาทหน้าที่ เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ต้องขังหญิงในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และสิทธิมนุษยชน  ในส่วนของระเบียบปฏิบัติและข้อเสนอแนะระดับนานาชาติที่มีอยู่ เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง เช่น ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในเรือนจำในปี ค.ศ. 1955 (THE 1955 UNITED NATIONS STANDARD MINIMUM RULES FOR THE TREATMENT OF PRISONERS:SMR)ซึ่งกำหนดให้ประเทศสมาชิกถือปฏิบัติเป็นมาตรฐานเบื้องต้นในการบริหารงานเรือนจำ และการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังนั้น ก็พบว่ามีการกำหนดเพียงสั้นๆ ถึงหลักปฏิบัติที่เกี่ยวกับผู้ต้องขังไว้อย่างกว้างๆ และไม่เฉพาะเจาะจงทำให้ผู้ต้องขังหญิงจำนวนมากยังคงได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม มีการเลือกปฏิบัติและมีการฝ่าฝืนหลักสิทธิมนุษยชนทั้งด้านสิทธิสตรีและด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

              ทั้งนี้ด้วยสายตาพระเนตรที่กว้างไกล จึงได้เตรียมทีมนักวิชาการซึ่งนำทีมโดย รศ.ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์  ลงพื้นที่ทำวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อทำให้เกิด “การปฏิรูปเรือนจำหญิง” ขึ้นในประเทศไทยเพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรมขึ้น อีกทั้งยังเป็นส่วนในการสนับสนุน“ข้อกำหนดกรุงเทพฯ” หรือ BANGKOK RULES ขึ้นด้วย

              รศ.ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์ จากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) หัวหน้าทีมวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อนำข้อกำหนดกรุงเทพฯ ไปสู่การปฏิบัติ กรณีศึกษาที่เรือนจำหญิงราชบุรี กล่าวว่างานวิจัยครั้งนี้ถือเป็นการปฏิรูปเรือนจำหญิงในประเทศไทย  เพราะที่ผ่านมาการดูแลผู้ต้องขัง ใช้ข้อบังคับ ใช้อำนาจสั่งการให้ผู้ต้องขัง เชื่อฟังมองนักโทษเสมือนวัตถุ ที่เข้าไปจัดการได้ โดยปราศจากการมองเห็นความเป็นมนุษย์ในผู้ต้องขังคนนั้น ภายในเรือนจำจึงเกิดวัฒนธรรมความเงียบขึ้น ไม่มีการแสดงความคิดเห็นของผู้ต้องขัง  อยู่อย่าง ไร้ตัวตน  แม้จะเป็นวัฒนธรรมความเงียบหากแต่นักโทษก็ยังมีชีวิตจิตใจ เขารู้สึก นึกคิด แต่เขาพูดไม่ได้แสดงความคิดเห็นไม่ได้ ผู้ต้องขังไม่ได้รับความไว้วางใจ มันยิ่งกดผู้ต้องขังให้รู้สึกต่ำต้อยและมองตัวเองอย่างไร้ค่า มองไม่เห็นคุณค่าในชีวิต ไม่เห็นอนาคตของตัวเอง  ความรู้สึกในลักษณะนี้ยิ่งทำให้คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ถูกลดทอนลง  ด้วยการบริหารจัดการเรือนจำแบบแนวดิ่ง ที่มีแต่ความคิดอคติ และไร้ความเห็นอกเห็นใจกัน ขาดความเมตตาเพราะยึดหลักบริหารที่เน้นกฏระเบียบ ข้อบังคับโดยไม่มองชีวิต จิตใจผู้ต้องขังในฐานะเพื่อนมนุษย์

              “เรือนจำหรือคุกที่คนส่วนใหญ่เรียกกันจนติดปาก จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการคืนผู้ต้องขังคืนสู่สังคม  เรือนจำไม่ได้ช่วยให้ได้คนดีมีคุณภาพกลับไป หากยังบริหารจัดการแบบเดิม  จากปัญหาที่เกิดขึ้นพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงมองเห็นปัญหา และทรงเสนอต่อสหประชาชาติจนได้มาเป็น“ข้อกำหนดกรุงเทพฯ”ขึ้น  เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังให้ดีขึ้น ”รศ.ดร.นภาภรณ์ กล่าวและว่า

              โครงการ “กำลังใจ”ในพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เราทำงานกันหลายส่วน ซึ่งส่วนสำคัญคือการสร้างความเข้าใจให้คนในสังคมและให้ผู้ต้องขังอย่างต่อเนื่อง ตลอดถึงสร้างความเข้าใจให้แก่บุคลากรที่ทำงานในเรือนจำตั้งแต่ผู้บริหาร จนถึงเจ้าหน้าที่ทุกระดับในเรือนจำ ภายใต้การทำงานในหลายส่วน ส่วนสำคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนกว่าส่วนอื่นๆ คือ การสร้างชุดความรู้ ภายใต้งานวิจัยในชุดต่างๆ งานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อนำข้อกำหนดกรุงเทพฯไปสู่การปฏิบัติ หรือมีการปฏิรูปเรือนจำ อย่างจริงจังขึ้น

              งานวิจัยชิ้นนี้ต้องการบอกว่า หากเรือนจำยังมีวิธีการเดิม ยังทำงานโดยไม่เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เราไม่สามารถคืนคนดีออกจากสังคมได้ เพราะการใช้อำนาจแห่งกฏระเบียบที่ ตายตัว ไม่สามารถเปลี่ยนผู้ต้องขังได้ ดังนั้นด้วยรูปแบบงานวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อให้เกิด การปฏิรูปเรือนจำนั้น จะต้องบริหารจัดการเรือนจำในแนวราบมากกว่าเดิม ระบบการบริหาร และการเปลี่ยนวิถีการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังผ่านกิจกรรมต่างๆ ด้วยสายตาแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจ เคารพซึ่งกันและกัน พื้นที่เรือนจำจึงต้องมีความสัมพันธ์แนวราบ ทั้งนี้ต้องเป็นพื้นที่เยียวยา ฟื้นฟูให้ผู้ต้องขังรู้สึกดีขึ้น ค้นหาตัวตนของตัวเองได้อย่างมีคุณค่า พร้อมจะออกสู่สังคมอย่างผู้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มั่นใจในตัวเอง เกิดพลังศรัทธาในตัวเอง ตระหนักเห็นคุณค่าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นบนความสัมพันธ์แนวราบแทบทั้งสิ้น

              “งานวิจัยใช้กรณีศึกษาเรือนจำหญิงที่ราชบุรี และเหตุที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงเริ่มงานในเรือนจำหญิงก่อนเพราะเห็นปํญหาของผู้ต้องขังหญิงที่ถูกทอดทิ้งมานาน  ขาดโอกาส เพราะนักโทษหญิงมีไม่มากเท่านักโทษชาย  สถานที่  วิธีการดูแลนักโทษหญิงล้วนขาดซึ่งโอกาส บ่อยครั้งที่เจ้าหน้าที่เรือนจำ ปฏิบัติ ต่อนักโทษหญิงด้วยวิธีการเดียวกับการดูแลนักโทษชาย ไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางเพศ ไม่คิดว่าผู้หญิงเป็นเพศที่เปราะบาง ละเอียดอ่อนกว่าผู้ชาย" รศ.ดร.นภาภรณ์ กล่าวและว่า

              ดังนั้นการปฏิบัติต่อนักโทษหญิงจึงต้องแตกต่างจากนักโทษชายด้วย กรณีศึกษาเรือนจำราชบุรี พบว่ารูปแบบกิจกรรมทุกกิจกรรมเน้นความสัมพันธ์แนวราบที่ผู้ต้องขังเข้ามามีส่วนร่วมกับผู้บริหารเรือนจำ เจ้าหน้าที่แดนหญิง และเจ้าหน้าส่วนอื่นๆ ร่วมกันทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดูแลสุขภาพ   อาชีพและความเข้าใจชีวิต ดำเนินการผ่านกิจกรรมต่างๆ ผลการวิจัยทำให้เห็นความสุขเกิดขึ้นในเรือนจำ เห็นรอยยิ้มของทุกคน เจ้าหน้าที่ทุกคนเหนื่อยน้อยลง มีความสุขมากขึ้น เมื่อมีงานภายในเรือนจำ ผู้ต้องขังทุกขันอาสาเข้ามาช่วย เพราะเห็นว่าเรือนจำแห่งนี้เสมือนบ้าน คนเกิดพลังในการขับเคลื่อนตัวเองสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในวันข้างหนา ผู้ต้องขังเรือนจำหญิงราชบุรี ได้เห็นศักยภาพของตัวเอง เรียนรู้ตัวเอง และสร้างตัวตนของตัวเองขึ้นมา ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการก้าวออกสู่สังคมภายนอกต่อไป การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เพื่อนำข้อกำหนดกรุงเทพฯ  เข้าสู่การปฏิรูปเรือนจำในประเทศไทย  งานวิจัยชิ้นนี้ถูกนำเสนอในระดับนานาชาติ ณ ประเทศเกาหลี และประเทศมาเลเซียมาแล้ว แต่ในประเทศไทยครั้งนี้เป็นครั้งแรกในการเสนอผลการวิจัยต่อสาธารณะประเทศเกาหลีและมาเลเซียสนใจงานวิจัยชิ้นนี้ ทั้งยังมองเห็นผู้ต้องขังเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจ มีความละเอียดอ่อนและค่อยๆ เปลี่ยนการมองผู้ต้องขังเหมือนวัตถุที่เข้าไปจัดการได้ เขาเริ่มเปลี่ยนวิธีการคิด ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต่อไป