ข่าว

พระเทพฯทรงห่วง'ไม้ใหญ่-ป่า'หาย

พระเทพฯทรงห่วง'ไม้ใหญ่-ป่า'หาย

25 มี.ค. 2556

พระเทพฯทรงห่วงไม้ใหญ่ป่าหายรับสั่งป้องกัน ทรงเปิดประชุมสักนานาชาติ เผยความสำเร็จเพาะขยายพันธุ์มเหสักข์ ต้นสักอายุมากสุดของโลกโชว์ต่างชาติ

            วันที่ 25 มี.ค.2556 ที่โรงแรมเซนทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเป็นองค์ประธานเปิดงานการประชุมสักนานาชาติ World Teak Conference 2013 ระหว่างวันที่ 25- 30 มี.ค.นี้ โดมีผู้เข้าร่วมประชุมจาก 30 ชาติทั่วโลก อาทิ  ไทย กัมพูชา อินเดีย ลาว อินโดนีเซีย ฟิลลิปินส์ ญี่ปุ่น เดนมาร์ก ศรีลังกา สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฟินแลด์  เยอรมนี เป็นต้นรวมกว่า 1,000 คนเข้าร่วมประชุมเพื่อนำเสนอผลงานวิจัยและแลกเปลี่ยนความเห็นต่อการอนุรักษ์ต้นสัก

              สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี  รับสั่งตอนหนึ่งในระหว่างทอดพระเนตรนิทรรศการว่า  ต้องการให้ทุกคนช่วยกันดูแลต้นไม้ใหญ่ในป่า ที่ต้องรักษาเอาไว้ให้ดีเพราะเหลืออยู่น้อยแล้ว แต่ขณะนี้มีปัญหาการบุกรุกทำลาย ซึ่งต้องเร่งป้องกันเพื่อไม่ให้สูญพันธุ์

              ด้าน ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร ประธานคณะกรรมการดำเนินการจัดประชุมสักนานาชาติ กล่าวว่า  การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นโดยโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) มูลนิธิอนุรักษ์พันธุกรรมพืชสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ร่วมกับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ( FAO), TEAKNET และหน่วยงานเจ้าภาพกว่า 30 แห่ง โดยสาระสำคัญของการประชุม มี 4 ด้านด้วยกันคือ ด้านพันธุกรรม สายพันธุ์ วนวัฒนวิทยา ด้านสิ่งแวดล้อม การลดภาวะโลกร้อน การตลาดที่เกี่ยวกับการซื้อ-ขาย เครดิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ด้านเศรษฐศาสตร์ และด้านการพัฒนาชนบท โดยถือเป็นครั้งสำคัญในการผลักดันให้สักไทย ซึ่งเป็นสักพันธุ์ดีที่สุดในโลก กลับมามีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เพราะไทยมีองค์ความรู้ในด้านพันธุกรรมและการบริหารคัดเลือกสายพันธุ์เป็นเลิศ มีภูมิอากาศที่เหมาะสม
       
              ศ.ดร.ธีระ กล่าวว่า ทั้งนี้ทาง มูลนิธิอนุรักษ์พันธุกรรมพืชสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี(มูลนิธิ อพ.สธ.) ได้ดำเนินโครงการ "รวมใจภักดิ์ ปลูกมเหสักข์-สักสยามินทร์ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"มาโชว์ในงานประชุมดังกล่าว โดยต้นสักมเหสักข์นั้นถือว่ามีอายุมากที่สุดในโลกถึง 1,500 ปีอยู่ที่วนอุทยานสักใหญ่ อ.น้ำปาด จ.อุตรดิตถ์ มีลำต้นสูงถึง 47 เมตร วัดรอบต้นได้ถึง 10 เมตร โดยปัจจุบันนอกจากจะส่งเสริมให้ปลูกในพื้นที่ชาวบ้านแล้วยังมีการขยายความร่วมมือไปยังสำนักสงฆ์ และสำนักงานพระพุทธศาสนาปลูกในวัดต่างๆทั้ง 3,800 วัดทั่วประเทศ


จดทะเบียนอีก10สายพันธุ์สักเพิ่ม

              ด้านน.ส.มาลี ศรีรัตนธรรม ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา กรมป่าไม้ กล่าวว่า หลังจากกรมป่าไม้ ได้ใช้เวลาในการปรับปรุงพันธุ์ไม้สักมาแล้ว 50 ปีเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์สักที่ดีที่สุดเพื่อการอนุรักษ์จากทั่วประเทศได้ทั้งหมด552 ต้นพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์จนกระทั่งล่าสุดเป็นที่น่ายินดีว่านักวิจัยของกรมป่าไม้ สามารถปรับปรุงสายพันธุ์สักที่ดีที่สุดได้แล้วถึง 10 สายพันธุ์  ชื่อว่าต้นสักกรมป่าไม้ -1-10  ขณะนี้อยู่ระหว่างการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา และเมื่อสิ้นสุดกระบวนการตรวจสอบแล้ว ทางกรมป่าไม้จะนำไปส่ง เสริมให้ประชาชนปลูกและขยายพันธุ์ต่อไป สำหรับสักสายพันธุ์ใหม่ทั้ง 10 นี้ปัจจุบันได้ทดลองภาคสนามที่สถานีเพาะชำกล้าไม้ในพื้นที่ จ.ลำปาง พิษณุโลก ขอนแก่น และสงขลา มาตั้งแต่ปี 2545 หรือกว่า 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าเป็นสักที่โตเร็ว มีต้นตรง และสามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ทนต่อสภาพอากาศ เป็นต้น


เปิด10พื้นที่ป่าสักไทยเหลือแค่3ล้านไร่
     
              ด้านนายไพบูลย์ กวินเลิศวัฒนา เลขาธิการจัดการประชุมสักนานาชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกหลายประเทศที่ไม่เคยปลูกสักมาก่อน ได้หันกลับมาสนับสนุนการปลูกสักเพื่อการส่งออกและใช้ภายในประเทศ เช่น บราซิล เอกาวาดรอ์ ปานามา กานา ไนจีเรีย ส่วนแถบดอดชีย เช่น อินเดีย อินโดนีเซียพม่า ส่งเสริมการปลูกคิดเป็นพิ้นที่กว่า 2 ล้านไร่แล้ว ส่วนของไทยเคยมีป่าสักในธรรมชาติถึง 30 ล้านไร่ แต่ปัจจุบันเหลือแค่ 3 ล้านไร่ และมีป่าสักที่อยู่ในป่าปลูกขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้แค่768,750 ไร่เท่านั้น
     
              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสำรวจพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่มีการสำรวจและประเมินความหนาแน่นของต้นสักในประเทศไทย มีอยู่ราว 10 พื้นที่ ได้แก่ 1.พื้นที่โครงการลุ่มน้ำของ-ปาย จ.แม่ฮ่องสอน พื้นที่ 60,000ไร่ มีความหนาแน่นเฉลี่ย 115 ต้นต่อไร่ 2.อุทยานแห่งชาติแม่ยม และพะเยา พื้นที่ 54,248 ไร่ ความหนาแน่น 48 ต้นต่อไร่ 3.โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น อ.สอง จ.แพร่ พื้นที่  21,400 ไร่ ความหนาแน่น 91 ต้นต่อไร่ 4. อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน อ.เมืองปาน จ.ลำปาง 4,917 ไร่ ความหนาแน่น 120 ต้นต่อไร่ 5.อ.แม่สะเรียง อ.แม่ลาน้อย อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน พื้นที่ 14,451 ไร่ ความหนาแน่น 24 ต้นต่อไร่  6.อ.แม่แจ่ม อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ 4,124 ไร่ ความหนาแน่น 88 ต้นต่อไร่ 7.อุทยานแห่งชาติแม่ปิง จ.ลำพูน 9,533 ไร่  ความหนาแน่น 46 ต้นต่อไร่ 8.ป่าสาธิต จ.ลำปาง 484906 ไร่ ความหนาแน่น 77.24 ต้นต่อไร่ 9.เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง และป่าโครงการอ.ท่าสองยาง จ.ตาก พื้นที่ 54,821 ไร่ ความหนาแน่น 67 ต้นต่อไร่  และ 10.อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ จ.กำแพงเพชร พื้นที่ 4,888 ไร่ ความหนาแน่น 74 ต้นต่อไร่

 

...............

(หมายเหตุ : ภาพจากแฟ้มข่าว)