ข่าว

'คลัง'เสียว!บาทแข็งฉุดจีดีพี

'คลัง'เสียว!บาทแข็งฉุดจีดีพี

25 มี.ค. 2556

สศค.ห่วงเงินบาทแข็งเร็วหวั่นฉุดส่งออก กระทบการขยายตัวทางศก.ปีนี้โตไม่ถึง 5% ตามเป้า ประสานเสียง 'โต้ง' ขย่มแบงก์ชาติเข้าดูแลก่อนหลุด 28 บาทต่อดอลลาร์

 

                         25 มี.ค. 56  นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สศค.กำลังจับตาการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับค่าเงินภูมิภาค โดยพบว่าในช่วง 10 วันที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่ามากกว่าและเร็วกว่าสกุลเงินอื่นๆ จริง ทำให้อาจจะเกิดปัญหาต่อภาคการส่งออกของไทยตามมา จากที่ประเมินการขยายตัวของการส่งออกปีนี้ไว้ที่ระดับ 10% หรือของกระทรวงพาณิชย์ที่ประเมินไว้ในระดับ 9% อาจจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย โดยหากค่าเงินแข็งขึ้นทุก1% จะกระทบการส่งออกลดลงถึง 0.3% ซึ่งขณะนี้เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปแล้ว 5%

                         อย่างไรก็ตามเงินบาทที่เคลื่อนไหวในขณะนี้ที่ 29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นั้นถือว่ายังอยู่ในช่วงการคาดการณ์ของ สศค.ที่ประเมินไว้ทั้งปีระหว่าง 28.70-30.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ หรือมีค่ากลางที่ 29.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากเงินบาทลงมาอยู่ต่ำกว่าค่ากลางหรือแตะ 28 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐก็คงส่งผลกระทบต่อการส่งออกและการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ โดยอาจขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม 5% โดย สศค.อยู่ระหว่างทบทวนตัวเลขจีดีพีและจะมีการประกาศอีกครั้งในสัปดาห์หน้า และขณะนี้ยังไม่ได้มองภาพในแง่ร้ายขนาดที่จีดีพีจะปรับลดลงเหลือ 3% อย่างที่ภาคเอกชนมีการประเมินกันใหม่แล้ว

                         “ยอมรับว่าสถานการณ์ค่าเงินบาทน่าเป็นห่วงผู้เกี่ยวข้องต้องเข้าไปดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเร็วและมากกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะจะกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออกตามมา โดยส่วนของมาตรการการคลังที่มีอยู่ก็ทำเกือบหมดแล้วทั้งการส่งเสริมการออกไปลงทุน การเร่งชำระหนี้ ทางด้านมาตรการการเงินทางแบงก์ชาติก็ควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลเงินบาทไม่ให้แข็งค่าขึ้นไปอีก โดยคงต้องติดตามว่าผลของมาตรการต่างๆ จะส่งผลหรือไม่ซึ่งขณะนี้ยังโชคดีที่เศรษฐกิจของประเทศคู่ค้ายังดีแม้เงินบาทแข็งก็กระทบให้ส่งออกลดลงเพียง 0.1-0.3% หากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าแย่ลงจะส่งผลกระทบหนักกว่า” นายสมชัยกล่าวและว่ากรณีของปัญหาในไซปรัสนั้นมองว่ายังห่างไกลและส่งผลกระทบกับไทยน้อยมาก

                         ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ได้ให้แนวทางสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ในการออกพันธบัตรระดมทุนเพื่อการลงทุนในโครสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทนั้น ในช่วงแรกๆ ควรออกพันธบัตรขายให้นักลงทุนในประเทศก่อนและน่าจะเป็นพันธบัตรอายุไม่ยาวนักประมาณ 3-5 ปี เช่น บอนด์ออมทรัพย์ เพราะหากขายให้นักลงทุนสถาบันหรือต่างชาติที่ชอบลงทุนระยะยาว 10-20-30 ปี จะยิ่งทำให้มีเงินตราต่างประเทศไหลเข้ามาเพื่อแลกเงินบาทลงทุนในพันธบัตร ก็จะยิ่งกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก และหากจะจ่ายดอกเบี้ยสูงๆให้ประชาชนในประเทศก็ไม่ถือว่าน่าเสียดาย