ข่าว

ภาพถ่ายและรอยเท้า

ภาพถ่ายและรอยเท้า

25 มี.ค. 2556

ภาพถ่ายและรอยเท้า : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล

               กิจกรรมซึ่งเป็นที่นิยมของคนทุกวันนี้ก็คือการเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งก่อให้เกิดธุรกิจต่อเนื่องที่มีมูลค่ามหาศาล ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าที่พัก ค่าอาหาร การจับจ่ายใช้สอย ค่าความบันเทิง และค่าบริการต่างๆ รวมทั้งกลายเป็นแหล่งรายได้หลักของหลายๆ ประเทศ ซึ่งเมื่อก่อนมีความคิดว่า การท่องเที่ยวเป็นการลงทุนน้อยแต่ได้กำไรมาก เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการขายสมบัติเดิมหรือของเก่า ไม่ว่าจะเป็นโบราณสถานธรรมชาติ ทิวทัศน์ ศิลปวัฒนธรรม หรือขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้นักท่องเที่ยวไม่สามารถที่จะนำติดตัวกลับไปได้ นอกจากความทรงจำหรือภาพถ่าย จนเกิดคำขวัญเพื่อเตือนใจนักท่องเที่ยวว่า “เราจะไม่เอาอะไรไปนอกจากภาพถ่าย และไม่ทิ้งอะไรไว้นอกจากรอยเท้า”

               แต่ในปัจจุบันนี้ ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ แต่แหล่งท่องเที่ยวทางโบราณสถาน และธรรมชาติส่วนใหญ่ยังคงมีจำนวนเท่าเดิม และพบว่าแสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปนั้นสามารถสร้างความเสียหายแก่ของเก่าได้ ขณะที่รอยเท้าที่เหยียบย่ำไปตามที่ต่างๆ นั้น มีส่วนสำคัญในการทำลายสถานที่ ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ทั้งด้วยความตั้งใจ ความคึกคะนอง หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมหาศาล ซึ่งแน่นอนว่าค่าใช้จ่ายในการบูรณะฟื้นฟูนั้นย่อมเป็นจำนวนเงินที่มากมายเช่นกัน และบางสิ่งบางอย่างนั้นก็ไม่อาจที่จะทำให้ดีดังเดิมได้

               แนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวของไทยควรให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ใช่การคิดเพียงแค่การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่ต้องลงทุน เพราะขายของเดิมที่มีอยู่ หรือการโหมประชาสัมพันธ์เพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้ามามากๆ และงัดความสำเร็จที่จำนวนนักท่องเที่ยวหรือรายได้จากการท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น แต่ควรจะต้องคำนึงถึงรายจ่ายในการบำรุงรักษา ค่าเสื่อมสภาพค่าฟื้นฟูให้คืนสภาพเดิม และค่าใช้จ่ายในการสร้างความรู้และความรักของคนในท้องถิ่นต่อแหล่งท่องเที่ยวของตนด้วย หากกางบัญชีรายรับ-รายจ่าย แล้วพบว่าแหล่งท่องเที่ยวแห่งใดมีรายจ่ายมากกว่ารายรับ ก็ควรหาทางจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้าไปในสถานที่แห่งนั้นลง ทำนองเดียวกับที่ประเทศภูฏานทำอยู่

               สิ่งที่น่าคิดอีกประการหนึ่งก็คือ การท่องเที่ยวนั้นมิใช่การซื้อบัตรเข้าชมคอนเสิร์ต ที่เมื่อการแสดงจบก็ลุกออกจากโรงกลับบ้านไป แต่ควรที่จะให้นักท่องเที่ยวมีบทบาทหรือส่วนร่วมด้วย เพื่อให้เกิดความตระหนักในคุณค่าของแหล่งท่องเที่ยวนั้นๆ รวมทั้งความทรงจำดีๆ ที่ประทับใจไปอีกนานแสนนานกิจกรรมเช่นว่า อาจจะเป็นในรูปของร่วมกันเก็บขยะหรือทำความสะอาดชายหาดหรือสถานที่ท่องเที่ยว ทำสวนญี่ปุ่น สวนเกาหลี สวนจีน โดยมีต้นไม้ดอกไม้ของชาตินั้นๆ ให้นักท่องเที่ยวปลูกหรือบริจาคเงินในการดูแล เป็นต้น

               และผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวนั้น ก็ไม่ใช่การตีค่าเป็นตัวเงินเสมอไป หากสามารถเป็นไปในรูปของคุณค่าทางจิตใจ เช่นความชื่นชม ความรัก
ความผูกพัน ก็ได้ครับ และมีผลลัพธ์ที่คุ้มค่ากว่า เพียงแต่เรารู้จักปรับกลยุทธ์และสร้างวิสัยทัศน์ของการท่องเที่ยวในแบบใหม่

               ท้ายคอลัมน์วันนี้ ขอแนะนำหนังสือดีๆ 2-3 เล่มครับ เล่มแรกคือ ต่วย’ตูน ปักษ์หลังมีนาคม 2556 ซึ่งจับเฮียต่วยมาใส่สายเดี่ยวขึ้นปกรับลมร้อน

               (80 บาท) ถัดไปคือ “โคลงบ้านโคลงเมือง” รวมบทกวีเข้มข้นของ “นายทิวา” (ออน อาร์ต ครีเอชั่น/120 บาท) และเล่มสุดท้าย “เราหลงลืมอะไรบางอย่าง”

               เรื่องสั้นซีไรต์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 15 ของ วัชระ สัจจะสารสิน (นาคร/160 บาท)