
ไวรัส'ซาร์สทะเลทราย'เฝ้าระวังพิธีฮัจญ์
ไวรัสลึกลับ'ซาร์สทะเลทราย' เฝ้าระวังพิธีฮัจญ์ซาอุดีฯ : โต๊ะรายงานพิเศษ
กลางปี 2555 ที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลกได้รับแจ้งว่า มีเชื้อไวรัสตัวใหม่โผล่แถวดินแดนแถบตะวันออกกลาง หลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันเฝ้าระวังสักพัก เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2556 ได้รับรายงานแจ้งจากกระทรวงสาธารณสุขซาอุดีอาระเบียพบผู้ป่วยด้วยโรคลึกลับคล้ายไวรัสโรคซาร์ส หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง และเสียชีวิตไปแล้วหลังเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม แพทย์ส่งผลตรวจเชื้อไปตรวจห้องแล็บซึ่งยืนยันกลับมาว่า เป็นเชื้อ "ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่" หรือเอ็นซีโอวี (NCoV) ล่าสุดมีรายงานพบผู้ติดเชื้อนี้แล้วเกือบ 15 คน เสียชีวิตแล้ว 9 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวซาอุดีฯ จอร์แดน แต่มีรายหนึ่งเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในอังกฤษหลังจากเดินทางกลับมาจากซาอุดีฯ
จนถึงขณะนี้นักวิทยาศาสตร์ไม่แน่ใจว่าเชื้อไวรัสตัวใหม่นี้ระบาดมาจากต้นตอใด ผู้ป่วยแต่ละคนไม่มีประวัติว่าสัมผัสกับผู้ป่วยรายอื่น เบื้องต้นตั้งสมมุติฐานเชื้อมรณะชนิดใหม่ของโลกเป็นคนละชนิดกับไวรัสซาร์ส (SARS) แม้จะมีลักษณะทางพันธุกรรมคล้ายคลึงกับเชื้อโคโรนาไวรัสที่เป็นต้นตอตัวเดียวกันก็ตาม โดยระบาดมาจากสัตว์ปีกประเภท “ค้างคาว" แล้วแพร่ติดต่อมายังมนุษย์
ทั้งนี้ไวรัสซาร์สเคยแพร่ระบาดหนักไป 29 ประเทศทั่วทวีปเอเชีย เมื่อปี 2545-2546 มีรายงานป่วย 8,098 ราย และเสียชีวิต 774 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 9.6 องค์การอนามัยโลกจึงเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ เฝ้าจับตาการระบาดของไวรัสลึกลับสายพันธุ์ใหม่อย่างใกล้ชิด
สำหรับประเทศไทยนั้น ศ.นพ.อมร ลีลารัศมี ผู้เชี่ยวชาญเชื้อไวรัสและโรคติดเชื้อ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ยอมรับว่ามีการเฝ้าระวังเชื้อตัวนี้เช่นกัน เนื่องจากในแต่ละปีคนไทยผู้นับถือศาสนาอิสลามจำนวนมากเดินทางไปแสวงบุญประกอบพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย และเชื้อไวรัสลึกลับตัวนี้อาจแพร่ระบาดในหมู่ผู้คนขณะเข้าร่วมพิธีได้ โดยผ่านทางระบบทางเดินหายใจ
"ตอนนี้ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่าเป็นสายพันธุ์อะไรกันแน่ เชื่อว่ากลายพันธุ์มาจากไวรัสซาร์ส แต่ไม่น่ากลัวเท่าไวรัสไข้หวัดหมูหรือไข้หวัดใหญ่เพราะเป็นไม่ใช่ไวรัสกลุ่มเดียวกัน ไวรัสซาร์สทะเลทรายตัวนี้อาจมาจากค้างคาวหรือสัตว์ปีกประเภทคล้ายนก สัตว์พวกนี้แพร่เชื้อได้ง่ายผ่านทางอุจจาระหรือสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ฟุ้งกระจายในอากาศแล้วมนุษย์ไปรับสูดดมหรือสัมผัสเข้าร่างกาย เท่าที่ศึกษาเบื้องต้นคาดว่าตัวเชื้อโรคไม่แข็งแรงหรืออันตรายมากนัก ไม่ติดง่ายเหมือนพวกไวรัสไข้หวัดใหญ่ ไวรัสซาร์สตัวใหม่นี้จะแพร่กระจายให้เฉพาะกับคนที่อยู่ใกล้ชิดกันมากๆ หลายฝ่ายเลยกลัวเรื่องพิธีฮัจญ์ที่ซาอุดีอาระเบีย เพราะแต่ละปีมีคนจากทั่วโลกหลายล้านคนไปรวมกันแบบเบียดเสียดแออัดยัดเยียดกัน ถ้ามีคนใดคนหนึ่งเป็นผู้แพร่เชื้อออกมา คนอื่นรับไวรัสตัวนี้เข้าไปฝังในร่างกาย พอแยกย้ายกับกลับบ้านอาจกลายเป็นพาหะนำเชื้อตัวนี้ไปแพร่ระบาดได้อีกหลายประเทศ"
ศ.นพ.อมร อธิบายว่า ที่ผ่านมายังไม่มียารักษาโรคที่เกิดจากไวรัสซาร์ส ทำได้เพียงรักษาตามอาการ หากใครร่างกายอ่อนแออาจเสียชีวิตได้ง่าย ดังนั้นจึงอยากเตือนให้ผู้วางแผนเดินทางไปร่วมพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะช่วงปลายปีนี้ หรือใครก็ตามที่เดินทางกลับมาจากแถบตะวันออกลางให้เฝ้าสังเกตตัวเอง หากรู้สึกมีอาการไม่สบายไข้ขึ้น เป็นหวัด ไอ หอบ หายใจเร็ว มีเสมหะขุ่นขาว แล้วไปหาหมอกินยา 3-4 วันแล้วอาการไม่ทุเลา ให้รีบไปโรงพยาบาลตรวจเอกซเรย์ดูว่ามีอาการปอดบวมหรือไม่ ที่สำคัญต้องแจ้งหมอทันทีว่าตัวเองกลับมาจากประเทศไหน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ช่วยกันเฝ้าระวังไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปยังคนอื่น
เพราะในอดีตโรคซาร์สตัวนี้ทำให้หมอและเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลเสียชีวิตไปแล้วหลายคน เพราะติดมาจากคนไข้
"โรคซาร์ส"2545 - 2546
เหตุการณ์โรคซาร์สระบาดเมื่อ 11 ปีที่แล้วนั้น เริ่มจากปี 2545 พบผู้ป่วยโรคซาร์สคนแรกเป็นชาวนาในมณฑลกวางตุ้งของจีน มีอาการทางระบบทางเดินหายใจไปรักษาในโรงพยาบาลใกล้บ้านแต่ไม่รอดชีวิต ตอนนั้นยังไม่มีใครรู้ว่าเป็นโรคอะไรชัดเจน หลังจากนั้นมีผู้ป่วยอาการคล้ายคลึงกันอีกหลายคน เช่น ไข้สูง อ่อนเพลีย เจ็บคอ ไอ มีลักษณะปอดอักเสบหรือหลอดลมอักเสบเรื้อรัง หอบเหนื่อยจนกระทั่งเริ่มติดเชื้อทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรงก่อนเสียชีวิต
ช่วยแรกรัฐบาลจีนไม่ได้ให้ความสนใจ จนกระทั่งนักธุรกิจชาวอเมริกันคนหนึ่งเดินทางจากประเทศจีน แล้วติดเชื้อไวรัสซาร์สต้องเข้ารับการรักษาที่เวียดนามจนกระทั่งเสียชีวิตลงภายในเวลาไม่กี่วัน หลังจากนั้นทีมเจ้าหน้าที่พยาบาลซึ่งช่วยกันดูแลผู้ป่วยรายนี้ หลายคนเริ่มเกิดอาการคล้ายกับผู้ป่วยขึ้นมา แพทย์ชาวอิตาลีชื่อ "Carlo Urbani" ผู้ทำงานในโรงพยาบาลแห่งนั้นเริ่มสงสัย จึงรายงานไปยังองค์การอนามัยโลก ต่อมาตัวแพทย์ผู้นี้เองก็ติดเชื้อไวรัสซาร์สด้วย พยายามเข้ามาเมืองไทยเพื่อรักษา แต่อาการหนักรักษาไม่ทันเสียชีวิตในโรงพยาบาลของไทย เนื่องจากประเทศไทยมีรายงานสถิติพบผู้ป่วยเพียง 9 ราย เสียชีวิต 1 ราย จึงไม่ถูกจัดเป็นพื้นที่ระบาดของโรคซาร์ส
.......................
(หมายเหตุ : ไวรัสลึกลับ'ซาร์สทะเลทราย' เฝ้าระวังพิธีฮัจญ์ซาอุดีฯ : โต๊ะรายงานพิเศษ)



