ข่าว

'สุริยะใส'เชื่อ'แม้ว'สั่งเร่งถกกู้2ล้านล้าน

'สุริยะใส'เชื่อ'แม้ว'สั่งเร่งถกกู้2ล้านล้าน

24 มี.ค. 2556

"สุริยะใส"เชื่อ"แม้ว"สั่งเร่งเครื่องเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท หวังยุบสภาหาเสียงขอกลับมาคุมเงิน เหตุรัฐบาลหมดมุก และ"ปู"ส่อตกเก้าอี้ ฟันธง พรบ.เงินกู้ฯ ขัด รธน.


          วันที่ 24 มี.ค.56  นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน (Green Politics) กล่าวถึงกรณีร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท ว่า ตนเห็นว่าร่าง พรบ.ให้อำนาจกระทรวงการคลิงลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือ ร่าง พรบ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลเตรียมรวบรัดเข้าที่ประชุมสภาฯ ในวันที่ 28-29 มี.ค. นี้ ส่อเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์หมกเม็ดและเอาเรื่องการลงทุนและการพัฒนาประเทศมาเป็นข้ออ้างกับประชาชน ทั้งที่เงินกู้จำนวน 2.2 ล้านล้านบาทเป็นภาระผูกพันกับคนไทยทั้งประเทศ 64 ล้านคน ต้องแบกรับหนี้สินไป 50 ปี รัฐบาลจึงควรทำเรื่องนี้ให้โปร่งใส ให้ประชาชนมีส่วนร่วม เช่น อาจจะจัดประชาพิจารณ์หรือรับฟังความเห็นอย่างกว้างขวาง นักการเมืองมาแล้วก็ไปแต่ประชาชนต้องแบกรับผลกระทบไปตลอดชีวิต
 
          " เงินก้อนมหึมาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉินที่ต้องออกเป็นกฎหมายพิเศษ หรือไปรื้อทิ้งและฉีกกระบวนการจัดการงบประมาณประจำปีที่มีระบบถ่วงดุลตรวจสอบดีกว่านี้ ซึ่งถือเป็นการรัฐประหารทางการเงิน ที่สำคัญการลงทุนระบบโลจิสติกส์ของประเทศที่รัฐบาลยกมาอ้างนั้น ก็ต้องศึกษาความเป็นไปได้ ความคุ้มค่า ค้มทุนและผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมตามรัฐธรรมนูญอยู่ดี ไม่ใช่จะดำเนินการก่อสร้างได้ง่ายๆ ฉะนั้นข้ออ้างจำเป็นเร่งด่วนจึงฟังไม่ขึ้น เช่นเดียวกับโครงการบริหารจัดการน้ำ ภายใต้ พรก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 350,000 ล้านบาท ที่กู้โดยอ้างความจำเป็นเร่งด่วนก่อนหน้านี้ ก็กำลังมีปัญหาทีโออาร์ เพราะบริษัทเอกชนที่ผ่านการประมูลส่วนใหญ่ไม่พอใจในเงื่อนไข ที่เอกชนต้องแบกรับภาระความเสี่ยงต่อปัญหาความขัดแย้งกับประชาชนในพื้นที่ จากการเจรจาเวนคืนที่ดิน การศึกษาผลกระทบชุมชนสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจทำให้โครงการล่าช้ากว่ากำหนด และกลายเป็นภาระของเอกชนผู้ประมูลโครงการในที่สุด " นายสุริยะใส กล่าว
 
          นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า อาการรวบรัดจะเอาให้ได้ของรัฐบาลโดยเฉพาะใบสั่งจาก พตท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น อาจเป็นไปได้ว่าต้องการให้ ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านสภาฯ โดยเร็วแล้วประกาศยุบสภาเลือกตั้งใหม่ โดยชูนโยบายขอกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งเพื่อคุมเงิน 2.2 ล้านล้านบาท เพื่อการพัฒนาประเทศ เพราะจุดขายหรือนโยบายเดิมส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงต้องหาจุดขายใหม่ และยังไม่มีความแน่นอนเรื่องเก้าอี้นายกฯของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีเงินกู้ 30 ล้านบาท ซึ่งจะหาทางออกกับ ปปช.ว่าเป็นกรณีบกพร่องโดยสุจริต เหมือนกรณีซุกหุ้นของ พตท.ทักษิณ ก่อนหน้านี้คงเป็นไปได้ยาก
 
          นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า หากรัฐบาลดันทุรังร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้คงถูกนำขึ้นไปวินิจฉัยในศาลรัฐธรรมนูญ และค.ร.ม.อาจถูกดำเนินคดีตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เพราะมติค.ร.ม.อนุมัติร่าง พรบ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาททั้งๆ ที่รู้ดีว่าขัดรัฐธรรมนูญและเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ก็ถือว่าเป็นความผิดสำเร็จที่ ครม.ยิ่งลักษณ์ต้องรับผิดชอบร่วมกัน




 

 "ปชป."เล็งเสนอร่างประกบ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน

          นายอรรถวิช สุวรรณภักดี โฆษก ครม.เงาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเตีรยมออกพ.ร.บ.กู้เงิน 2.2 ล้านล้านบาท ว่า พรรคเห็นด้วยกับโครงการที่รัฐบาลกำหนดในการลงทุนปรับโครงสร้างพื้นฐาน แต่จากการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท พบว่า มีลักษณะ ลักไก่ ยัดไส้ ไม่ชัดเจน ทั้งที่เป็นการกู้เงินมากกว่าการกู้จากไอเอ็มเอฟของรัฐบาลชวลิต ยงใจยุทธ ถึง 4 เท่า และมีระยะเวลาการชำระหนี้นานถึง 50 ปี แต่กระทรวงการคลังอ้างว่าหนี้สาธารณะจะไม่เกิน 50% ของจีดีพี โดยอ้างสองสมมติฐานคือ เชื่อว่าอีก 7 ปีข้างหน้าจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีละ 7.5 % และหลังปี 2556 โครงการจำนำข้าวซึ่งขาดทุนปีละไม่ต่ำกว่าสองแสนล้านจะไม่ขาดทุนอีก ซึ่งไม่มีทางเกิดขึ้นได้แน่นอน ดังนั้นหนี้สาธารณะจะพุ่งเกิน 50% อย่างแน่นอน และจะทำให้เงินกู้ 2 ล้านล้านจะเป็นการกู้เงินลงทุนก้อนสุดท้ายของประเทศไทย เพราะประเทศไทยจะไม่สามารถกู้เงินได้อีก โดยรัฐบาลระบุว่าจะทำให้งบสมดุลย์ภายในปี 2560 ทั้งนี้พรรคอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าจะเสนอร่างประกบหรือไม่ ซึ่งจะไม่ใช่กฎหมายกู้เงินแต่ยังอยู่ในขั้นตอนการหารือกับทีมกฎหมายอีกครั้ง
   
          นายอรรถวิช กล่าวด้วยว่า ไส้ในของ พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทมีเอกสารเพียงแค่ 5 หน้า และ 2 หน้าหลังเป็นบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติ ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าโครงการใดจะสร้างที่ไหน เวลาใด ความยาวเท่าไหร่ เป็นการลักไก่ที่จะก่อให้เกิดการโยกงบประมาณมหาศาลในประเทศไทย โดยมีการกำหนดไว้สามยุทธศาสตร์ คือ 1.ยุทธศาสตร์การปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าทางถนนสู่การขนส่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า 3.5 แสนล้าน  2.ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางและขนส่งไปสู่ศูนย์กลางของภูมิภาคทั่วประเทศและเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน วงเงิน 1.04 ล้านล้านบาท  3.ยุทธศาสตร์พัฒนาและปรับปรุงระบบขนส่งเพื่อยกระดับความคล่องตัว 5.9 แสนล้าน และอีกกว่า 9 พันล้านสำหรับการสนับสนุนดำเนินการตามสามยุทธศาสตร์ดังกล่าว แต่ในบัญชีแนบท้ายกลับไม่มีการระบุรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการดำเนินโครงการ โดยรัฐบาลใช้วิธีการแยกเป็นเอกสารประกอบอีกกว่า 200 หน้า และจะแจกให้กับ ส.ส.ได้พิจารณาในวันพุธที่ 27 มีนาคมนี้ ซึ่งจะเป็นการเปิดช่องให้มีการโยกงบประมาณได้ตามใจชอบ โดยที่สภาจะไม่มีโอกาสได้ตรวจสอบ เพราะเมื่อสภาผ่านความเห็นชอบกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทไปแล้ว ก็จะไม่มีการกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาอีกว่ามีการดำเนินการโครงการไปอย่างไร ซึ่งแตกต่างจากการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี ที่จะมีการตรวจสอบทุกปีว่างบประมาณที่ถูกตั้งไว้มีการใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้แต่แรกหรือไม่ จึงเปรียบเสมือนการตีเช็คเปล่าให้กระทรวงการคลัง เป็นตั๋วเดินทางเที่ยวเดียว หรือวันเวย์ ทิกเก็ต ซึ่งถือเป็นเรื่องอันตราย
   
          โฆษก ครม.เงาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่า จากการพิจารณารายละเอียดของ ร่างพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ยังพบว่า รัฐบาลโกหกประชาชนที่บอกว่าการกู้เงินครั้งนี้เพื่อทำโครงการกระดูกสันหลังของชาติจึงมีความจำเป็นต้องกู้มหาศาล แตในรายละเอียดกลับมีการยัดไส้ในยุทธศาสตรที่สาม ในเรื่องการสร้างถนนที่มีการเติมแนบท้ายว่ารวมทั้งพัฒนาพื้นที่เกษตร อุตสาหกรรมและท่องเที่ยว ซึ่งเท่ากับว่าจะมีการทำถนนแบบเส้นเลือดฝอย ใช้งบจากเงินกู้ถึง 5 แสนกว่าล้าน เชื่อว่านายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม จะถูกส.ส.พรรคเพื่อไทยรุมทึ้งงบประมาณในส่วนนี้แน่นอน ทั้งนี้เห็นว่ากฎหมายกู้เงินดังกล่าวจะทำให้การใช้จ่ายเงินไม่เป็นไปตามระบบงบประมาณของประเทศไทยอีกต่อไป ซึ่งจะทำให้ตรวจสอบยากมาก อีกทั้งการระบุเส้นทางก่อสร้่างโครงการรถไฟความเร็วสูงก็ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าจะสร้างได้ทุกเส้นทางตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง เพราะสามารถปรับเปลี่ยนโครงการได้ตลอดเวลา จากการไม่ระบุให้ชัดเจนในบัญชีแนบท้าย ซึ่งถือเป็นการตบตาประชาชนโดยทราบมาว่าข้าราชการกระทรวงการคลังได้นำเสนอให้แนบเอกสารประกอบที่ระบุถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินโครงการไว้ในบัญชีแนบท้าย แต่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ให้ตัดออกไปเป็นเอกสารประกอบแทนโดยอ้างว่าเพื่อความคล่องตัว แต่ตนคิดว่าน่าจะทำเพื่อความคล่องคอมากกว่า