
ปชช.หนุนรบ.กู้2ล้านล้านเชื่อช่วยยกระดับปท.
"สวนดุสิตโพล"ชี้ปชช.หนุนรบ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน เชื่อช่วยยกระดับปท.ในสายต่างชาติ แต่เป็นห่วงปัญหาคอร์รัปชั่นและความโปร่งใสการใช้เงิน
วันที่ 24 มี.ค.56 จากกระแสข่าวที่มีการเตรียมบรรจุ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ของรัฐบาลโดยให้เหตุผลว่าเพื่อนำไปปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกู้เงิน 2 ล้านล้าน จะมีการตั้งคณะติดตามความคืบหน้าของโครงการที่จะใช้เงินทั้งหมด เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินการมากที่สุด “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,580 คน ระหว่างวันที่ 20 - 23 มีนาคม 2556 สรุปผลได้ดังนี้
1. ประชาชนคิดอย่างไร? กับการ “กู้เงิน 2 ล้านล้าน” ในครั้งนี้ อันดับ 1 เป็นเงินจำนวนมหาศาลที่รัฐบาลนำมาใช้พัฒนาประเทศชาติและเพื่อประโยชน์ของประชาชน จะต้องใช้เงินจำนวนนี้อย่างคุ้มค่าและทำได้จริง 38.49 % อันดับ 2 รัฐบาลจะต้องพิจารณาผลดี-ผลเสียอย่างรอบคอบ การจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสม โปร่งใส ตรวจสอบได้ 33.89 % อันดับ 3 ประเทศชาติและประชาชนจะต้องแบกรับภาระ /เป็นหนี้เพิ่มมากขึ้น 27.62 % 2. จากที่รัฐบาลให้เหตุผลของการนำเงิน 2 ล้านล้านบาทนี้ว่า เพื่อนำไปปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เป็นการยกระดับประเทศให้เกิดการพัฒนาและแข่งขันกับต่างประเทศได้ ประชาชนคิดว่าสมเหตุสมผลหรือไม่? อันดับ 1 สมเหตุสมผล 54.19 % เพราะเป็นการลงทุนที่ส่งผลดีให้กับประเทศในระยะยาว เพื่อความก้าวหน้าและเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ กระจายความเจริญสู่พื้นที่ต่างๆ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น ฯลฯ
อันดับ 2 ไม่สมเหตุสมผล 45.81 % เพราะเป็นโครงการใหญ่และเกินกำลัง ทำให้ประชาชนเป็นหนี้มากขึ้น สถานการณ์บ้านเมือง สภาพเศรษฐกิจโลกมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงการนี้ได้ ควรพัฒนาด้านการเกษตรซึ่งเป็นจุดเด่นของประเทศ ฯลฯ
3. สิ่งที่ประชาชนเป็นห่วง กรณีการ “กู้เงิน 2 ล้านล้าน” ในครั้งนี้คือเรื่องอะไร? อันดับ 1 การทุจริต คอร์รัปชั่น ความโปร่งใสในการดำเนินการของโครงการต่างๆ 58.42 % อันดับ 2 เรื่องความคุ้มค่า ความสำเร็จของโครงการว่าจะสำเร็จหรือไม่ การดำเนินงานหรือการสานต่องานต่างๆอาจไม่ต่อเนื่องหากมีการเปลี่ยนรัฐบาล 26.80 % อันดับ 3 ประเทศชาติและประชาชนเป็นหนี้เพิ่มมากขึ้น 14.78 %
4. ประชาชนมั่นใจเรื่องความโปร่งใส ในการดำเนินการครั้งนี้มากน้อยเพียงใด? อันดับ 1 ไม่มั่นใจ 44.76 % เพราะอดีตที่ผ่านมาระบบราชการไทยมีการทุจิต คอรัปชั่นเกิดขึ้นเสมอ มักจะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ฯลฯ อันดับ 2 ไม่ค่อยมั่นใจ 36.32 % เพราะการตรวจสอบโครงการต่างๆอาจไม่ทั่วถึง จนท.ของรัฐที่เกี่ยวข้องอาจใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิด ฯลฯ อันดับ 3 ค่อนข้างมั่นใจ 11.51 % เพราะมีการจัดตั้งคกก.ติดตามตรวจสอบโครงการนี้อย่างชัดเจน รัฐบาลต้องการสร้างความเชื่อมั่น เรียกความมั่นใจจากสังคม ฯลฯ อันดับ 4 มั่นใจ 7.41 % เพราะเป็นโครงการที่สังคมให้ความสนใจ โดยเฉพาะสื่อมวลชน นักวิชาการ นักการเมืองซึ่งจะทำหน้าที่ตรวจสอบได้ดี ฯลฯ
5. ประชาชนคิดว่า โครงการนี้จะดำเนินการได้สำเร็จหรือไม่? อันดับ 1 ไม่แน่ใจ 48.72 % เพราะมีหลายฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย อาจมีการเคลื่อนไหว ชุมนุมคัดค้านจากกลุ่มคนต่างๆจนต้องชะลอโครงการนี้ออกไป ฯลฯ อันดับ 2 สำเร็จ 31.03 % เพราะถ้ารัฐบาลมีความตั้งใจจริงที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศชาติ มีการเตรียมการ วางแผนที่ดี มีคกก.คอยติดตาม ฯลฯ อันดับ 3 ไม่สำเร็จ 20.25 % เพราะถ้าพบว่ามีการทุจริต คอรัปชั่นเกิดขึ้น อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานและเสถียรภาพของรัฐบาล ทำให้สังคมเกิดการต่อต้าน การทำงานยากขึ้น ฯลฯ
6. สรุปแล้วประชาชนเห็นด้วยหรือไม่? กับการ “กู้เงิน 2 ล้านล้าน” ในครั้งนี้ อันดับ 1 เห็นด้วย 52.07 % เพราะเมื่อมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีแล้วก็จะสามารถพัฒนาหรือต่อยอดได้ง่ายขึ้น เป็นการกระจายความเจริญไปสู่พื้นที่ต่างๆ ประชาชนได้รับประโยชน์ อยากให้ประเทศไทยก้าวสู่ระดับอาเซียน และได้รับการยอมรับจากต่างประเทศ ฯลฯ อันดับ 2 ไม่เห็นด้วย 47.93 % เพราะเสี่ยงเกินไป เป็นการแบกภาระหนี้สินมากเกินตัว กลัวว่าจะเกิดการทุจริตคอรัปชั่น ไม่เชื่อมั่นระบบราชการไทย ฯลฯ
7. สิ่งที่ประชาชนอยากฝากบอก “รัฐบาล” และ “ฝ่ายค้าน” กรณี “กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท” ในครั้งนี้ คือ “รัฐบาล” (%) "ฝ่ายค้าน” (%) เน้นความโปร่งใส การดำเนินงานต่างๆตรวจสอบได้ 42.45 เป็นผู้ตรวจสอบที่ดี ติดตามการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด 66.94 จะต้องตั้งใจจริง ทำให้ได้ตามที่พูดและทำเพื่อส่วนรวม 29.25 ไม่เอาแต่ค้านอย่างเดียวหรือค้านแบบไม่มีเหตุผล 22.98 ศึกษาผลดี-ผลเสียอย่างละเอียดรอบคอบ 28.30 เป็นฝ่ายค้านที่ดี ให้คำปรึกษาแนะนำที่เป็นประโยชน์ 10.08
เอแบคโพลล์"เผยปปช.เชื่อเงินกู้30 ล.ทำให้"ปู"ตกเก้าอี้นายกฯ-ค้านมัชฌิมาร่วมครม.
สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องกระทรวงที่อยากให้ปรับรัฐมนตรีกับอุบัติเหตุทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลัษณ์ ชินวัตร : กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัดของประเทศ
นางสาว ปุณทรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง กระทรวงที่อยากให้ปรับรัฐมนตรีกับอุบัติเหตุทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี กรณีศึกษาตัวอย่างคนที่ติดตามข่าวการเมืองใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ชลบุรี พะเยา พิษณุโลก เชียงใหม่ นครพนม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ อุดรธานี ขอนแก่น ชุมพร ตรัง และสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 2,457 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 17 - 23 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน ความคลาดเคลื่อนบวกลบร้อยละ 7 พบว่า
ถ้าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี กระทรวงที่ประชาชนอยากให้มีการปรับ 10 อันดับแรกได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ ร้อยละ 19.6 อันดับสองได้แก่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยละ 11.7 อันดับสามมีสองกระทรวง ได้แก่กระทรวงกลาโหม ร้อยละ 9.6 และ กระทรวงการคลัง ร้อยละ 9.6 อันดับที่ห้า ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ ร้อยละ 8.6 ในขณะที่ รองๆ ลงไปคือ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการต่างประเทศ ตามลำดับ
ที่น่าสนใจคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 64.2 ไม่เห็นด้วยถ้ารัฐบาลจะดึง ส.ส. จากกลุ่มมัชณิมาเข้าร่วมรัฐบาลในการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม เกินครึ่งหรือร้อยละ 52.3 คิดว่าในเดือนเมษายนนี้ บรรยากาศการเมืองจะร้อนแรงมากกว่าอากาศร้อนของเดือนเมษายน ในขณะที่ ร้อยละ 47.7 ระบุอากาศจะร้อนมากกว่า
ที่น่าพิจารณาคือ ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.1 คิดว่า กรณีเงินกู้ 30 ล้านบาทของนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ ป.ป.ช.กำลังตรวจสอบอยู่นี้จะกลายเป็นอุบัติเหตุทางการเมืองกระทบต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในขณะที่ร้อยละ 38.9 ไม่คิดว่าจะกระทบ
ส่วนกระแสข่าว นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถ้าเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้น ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.4 ระบุยังไม่ถึงเวลาในตอนนี้ ในขณะที่ร้อยละ 27.6 ระบุว่าถึงเวลาแล้ว อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 71.9 ยังคงต้องการให้โอกาสพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลต่อไป ในขณะที่ร้อยละ 28.1 ไม่ต้องการให้โอกาสแล้ว
ผช.ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า การเมืองกำลังเข้าสู่โหมดแห่งความร้อนแรงยิ่งกว่าอากาศร้อนในเดือนเมษายนนี้ และจากการสัมภาษณ์เจาะลึกชาวบ้านพบว่า ปัญหาทุจริตข้อสอบครูผู้ช่วยกำลังพ่นพิษใส่กระทรวงศึกษาธิการ ปัญหาจำนำข้าวและราคาพืชผลทางการเกษตรกำลังทำให้ประชาชนอยากให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงปัญหาความไม่มั่นคงและปากท้องกำลังทำให้ชาวบ้านอยากให้นายกรัฐมนตรีปรับคณะรัฐมนตรีในหลายกระทรวงเพิ่มเติมเช่น กระทรวงกลาโหม กระทรวงการคลัง เป็นต้น ดังนั้น รัฐบาลน่าจะพิจารณาดูว่า เวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาลจะทำเพื่อตนเองและพวกพ้องหรือทำเพื่อผลประโยชน์ของทุกคนในชาติด้วยการปรับปรุงกลไกของรัฐเพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองและประชาชนทุกคน
จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 48.2 เป็นชาย ร้อยละ 51.8 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 4.0 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 20.4 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 19.8 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 19.4 อายุระหว่าง 40-49 ปี และ ร้อยละ 36.4 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 60.5 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 33.5 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ในขณะที่ร้อยละ 6.0 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 31.8 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 28.7 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 10.6 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 9.4 ระบุข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 8.9 ระบุเป็นนักเรียนนักศึกษา ร้อยละ 7.2 ระบุเป็นพนักงานเอกชน และร้อยละ 3.4 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ



