
'จำนำข้าว'กับธรรมาภิบาล
'จำนำข้าว'กับธรรมาภิบาล : สัมภาษณ์พิเศษ 'วิชชุกร คำจันทร์' อนุกรรมาธิการป้องกันการทุจริตและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ วุฒิสภา โดยพิมพ์นารา ประดับวิทย์
“โครงการรับจำนำข้าว” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการประชานิยม ของรัฐบาล ที่เริ่มต้นไปตั้งแต่ 7 ตุลาคม 2554 แต่รัฐบาลไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดให้เป็นที่กระจ่างต่อสาธารณชน กลับพบว่าปัจจุบันรัฐบาลใช้เม็ดเงินในโครงการนี้ไปแล้วไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท ทั้งๆ ที่เม็ดเงินซึ่งนำมาใช้ในโครงการนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นภาษีของประชาชน
นายวิชชุกร คำจันทร์ อนุกรรมาธิการป้องกันการทุจริตและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ วุฒิสภา มองว่า โครงการรับจำนำข้าว ขัดต่อ “หลักธรรมาภิบาล” โดยให้เหตุผลว่า ในขณะที่สังคมเรียกร้องแต่ความเสมอภาคโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางการเมืองและให้ความสำคัญกับการมองเรื่อง “สิทธิ” จนละเลย “หน้าที่และความรับผิดชอบ” โครงการ “ประชานิยม” ต่างๆ จึงถูกนำมาใช้อย่างได้ผลทางการเมือง โดยที่ไม่มีใครพูดถึงหรือหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงผลเสียต่างๆ ที่จะตามมา “ประชาธิปไตย” ถูกจำกัดความเป็นเพียงเรื่องของ “การเลือกตั้ง” การตรวจสอบเป็นเรื่องของ “องค์กรอิสระ” และ “สภา” เท่านั้น การกระทำใดๆ ของรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ชอบธรรม การตัดสินความถูก-ผิด อยู่ที่การโหวตในสภา สังคมได้มองข้ามสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั่นคือความเป็น “ธรรมาภิบาล”
ธรรมาภิบาล เป็นหลักการหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในระบอบประชาธิปไตย เพราะการกระทำในหลายๆ เรื่อง เป็นการกระทำที่ไม่มีบทบัญญัติความผิดชัดเจน ตามกฎหมาย แต่ผิดทางหลักธรรมาภิบาล ซึ่งการที่เรานำหลักเรื่องธรรมาภิบาล เข้ามาใช้ประกอบในการปกครองระบอบประชาธิปไตยด้วยก็จะเกิดผลดีอย่างมหาศาลในการที่จะ “หยุด” และ “ป้องกัน” ผลเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากการกระทำต่างๆ ที่กฎหมายหรือกลไกการตรวจสอบตามระบอบประชาธิปไตยยังครอบคลุมไม่ถึง
“ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในปัจจุบัน คือ รัฐบาลมักอ้างความชอบธรรม ในหลายเรื่องที่ทำให้รัฐบาลสามารถจะเดินหน้าโครงการดังกล่าวได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัตถุประสงค์ที่ต้องการช่วยชาวนาที่ยากจนให้สามารถยกระดับความเป็นอยู่ หรือโครงการนี้เป็นโครงการที่ได้ผ่านการเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว (เพราะรัฐบาลคุมเสียงข้างมาก) แต่หากมองอีกมุมแล้วจะเห็นได้ว่าโครงการนี้ขัดต่อ “หลักธรรมาภิบาล” อย่างชัดเจน
หลักคุณธรรม โครงการคือ “จำนำข้าว” แต่วิธีการไม่ใช่การจำนำ ไม่ว่าประเด็นที่รับจำนำโดยให้ราคาสูงกว่าราคาตลาดกว่า 30% กับสินค้าที่เสื่อมสภาพเร็ว ถือได้ว่าค่อนข้างจะผิดปกติ อีกทั้งการกระทำดังกล่าวเป็นผลทำให้ข้าวในระบบแทบทั้งหมดตกอยู่กับการบริหารจัดการของรัฐบาลฝ่ายเดียว (เดิมโรงสีจะเป็นผู้รับซื้อแล้วผู้ส่งออกจะเป็นผู้ทำหน้าที่ระบายข้าวแทน) เท่ากับรัฐบาลได้มาเป็นผู้ผูกขาดการค้าข้าวทั้งระบบ
หลักความโปร่งใส มีคำถามจากสังคมอย่างมากเกี่ยวกับจำนวนเงินที่ตกถึงมือชาวนา และการบริหารจัดการในเรื่องของการระบายข้าว เช่น รัฐบาลขายให้ใคร ขายเมื่อไหร่ ขายเท่าไหร่ ฯลฯ รัฐบาลก็ไม่สามารถชี้แจงหรือเปิดให้มีการตรวจสอบให้ประชาชนและสังคมหายสงสัยได้เลย
หลักการมีส่วนร่วม ข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับโครงการไม่ได้รับความสนใจจากรัฐบาลเลย ไม่มีการให้ข้อมูลในทุกมิติ เพื่อสร้างความเข้าใจให้แก่ประชาชนอย่างพอเพียง นอกจากไม่เปิดรับฟังแล้วรัฐบาลกลับให้ข้อมูลว่า คนที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้เป็นฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามกับชาวนา
หลักความรับผิดชอบ รัฐบาลไม่มีการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนเลยว่า จะทำโครงการนี้ถึงเมื่อไหร่ การที่บอกว่าจะทำเพื่อยกฐานะความเป็นอยู่ของชาวนาให้ดีขึ้น เป็นคำพูดที่ค่อนข้างจะเป็นนามธรรมเกินไป โครงการนี้ขาดทุนในรอบปีที่ผ่านมากว่า 1.6 แสนล้านบาท แผนการที่จะรองรับนอกจากการกู้เงินมาใช้แล้ว รัฐบาลจะใช้วิธีใดอีกก็ไม่มีการกำหนดให้เห็นชัดเจน
ในเรื่องของ หลักความคุ้มค่า จากข้อมูลของธนาคารโลกพบว่ามีชาวนาได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เพียง 1.3 ล้านครอบครัว จากจำนวนชาวนาทั้งหมด 3.6 ล้านครอบครัว โดยผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดเป็นโรงสีที่เข้าร่วมโครงการ
......................
(หมายเหตุ : 'จำนำข้าว'กับธรรมาภิบาล : สัมภาษณ์พิเศษ 'วิชชุกร คำจันทร์' อนุกรรมาธิการป้องกันการทุจริตและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ วุฒิสภา โดยพิมพ์นารา ประดับวิทย์)



