
ยอดพุ่ง45ศพ!ไฟไหม้ศูนย์อพยพ
ยอดผู้อพยพศูนย์สุรินเสียชีวิตพุ่งทะลุ 45 ศพ บาดเจ็บนับร้อย ชี้ปมต้นเพลิงเหตุประมาทจุดไฟทำอาหาร กต.ถกยูเอ็นย้ายที่พักพิงผู้อพยพ
กรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ศูนย์อพยพผู้หนีภัยจากการสู้รบบ้านแม่สุริน อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ที่เป็นแหล่งพักพิงชาวกะเหรี่ยงกว่า 3,000 คน เหตุเกิดเมื่อช่วงเย็นวันที่ 22 มีนาคม มีผู้เสียชีวิตกว่า 30 คน และบาดเจ็บจำนวนมาก ล่าสุดยอดผู้เสียชีวิตพุ่งเป็น 45 คนแล้ว และมีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 2,300 คน
เมื่อวันที่ 23 มีนาคม หลายหน่วยงานได้เข้าให้ความช่วยเหลือและตรวจดูสภาพความเสียหายของศูนย์อพยพบ้านแม่สุริน รวมทั้งสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่ 2 ทีม พร้อมด้วยเต็นท์ 800 หลัง ไปช่วยเหลือผู้อพยพ คาดว่าจะมีผู้ไร้ที่อยู่อาศัยกว่า 2,300 คน ทั้งนี้ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนที่สูงพื้นที่ลาดชัน ทำให้ควันไฟลอยขึ้นที่สูงจนไม่สามารถลงมาได้และเกิดอาการสำลักควันไฟ
นายสำเริง สุดสวาด ปลัดอำเภอขุนยวม เปิดเผยว่า ยอดรวมผู้เสียชีวิต 45 คน ผู้บาดเจ็บสาหัสเพิ่มเป็น 13 คน เบื้องต้นคาดว่าเพลิงไหม้เกิดจากผู้อพยพทำกับข้าวแล้วไฟลามไปติดตัวบ้าน และลุกลามเป็นวงกว้าง ซึ่งการค้นหาศพผู้เสียชีวิตยังดำเนินต่อไป คาดว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจจะเพิ่มขึ้นอีก
ขณะเดียวกัน นางนฤมล ปาลวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ลงพื้นที่แจกเครื่องนุ่งห่มแก่ผู้อพยพในเบื้องต้น พร้อมเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ องค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) และยูเอ็นเอชซีอาร์ เพื่อหาทางให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบอัคคีภัย
นางนฤมลเปิดเผยถึงตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เพลิงไฟศูนย์อพยพบ้านแม่สุรินว่า เจ้าหน้าที่พบศพกว่า 40 ศพ ส่วนผู้บาดเจ็บมีประมาณ 100 คน ทั้งนี้ในส่วนผู้เสียชีวิตอาจมีจำนวนเพิ่มขึ้น เพราะกำลังระดมค้นหาศพเพิ่มเติม แต่การสื่อสารและการเดินทางเข้าถึงพื้นที่ศูนย์อพยพเป็นไปด้วยความลำบาก เพราะอยู่ห่างไกลติดแนวชายแดนไทย-พม่า จึงไม่มีสัญญาณโทรศัพท์และระยะทางอยู่ห่างจากตัวอำเภอ 80 กิโลเมตร ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 2 ชั่วโมง 30 นาที เพราะขึ้นเขาคดเคี้ยวและต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อ หรือโฟร์วีลส์เท่านั้น จึงเป็นอุปสรรคสำคัญ เบื้องต้นใช้วิธีสื่อสารผ่านวิทยุของทหารเป็นหลัก
ตั้ง3ศูนย์ประสานงาน-ภาค3ลุย
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาศพผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม รวมทั้งพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลผู้เสียชีวิต และสอบถามผู้ประสบภัยว่ามีญาติสูญหายไปหรือไม่ ขณะเดียวกันกองทัพภาคที่ 3 ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ช่วยเหลือลำเลียงศพและผู้บาดเจ็บออกจากพื้นที่ 1 ลำ แต่ยังมีอุปสรรคเรื่องสภาพอากาศที่ปกคลุมด้วยหมอกควัน ส่วนในวันที่ 24 มีนาคมจะส่งมาเพิ่มอีก 1 ลำเพื่อช่วยลำเลียงสิ่งของไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย พร้อมทั้งจัดตั้งศูนย์ประสานงาน 3 แห่ง คือ ที่จังหวัด อำเภอขุนยวม และภายในพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อประสานให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย
ส่วนการช่วยเหลือได้ระดมกำลังและสิ่งของเข้าไปช่วย พร้อมตั้งจุดพักพิงชั่วคราวห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 2 กิโลเมตร และประสานไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นข้างพื้นที่รอบข้างให้เร่งประกอบอาหารสดแจกจ่ายทั้งมื้อเช้าและกลางวัน ขณะเดียวกันมูลนิธิสว่าง ยูเอ็นเอชซีอาร์ ก็ได้นำน้ำดื่ม เต็นท์ เข้าไปช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยสิ่งของจำเป็นและต้องการ คือ น้ำดื่ม เสื้อผ้า เต็นท์และเครื่องเวชภัณฑ์ ผู้มีจิตกุศลร่วมบริจาคเงินได้ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาแม่ฮ่องสอน ชื่อบัญชี “เงินช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัยศูนย์พักพิงแม่สุริน” เลขที่บัญชี 508-0-256-109
"ปกติศูนย์อพยพแห่งนี้ไม่เคยเกิดเหตุการณ์เพลิงไหม้เพราะตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำลำธาร นอกจากเคยเกิดปัญหาเรื่องน้ำป่าและดินโคลนถล่มจึงมีการย้ายบ้านเรือนมาตั้งบริเวณที่ราบเชิงเขา เหตุการณ์ที่ทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วเพราะกระแสลมแรง เพลิงไหม้บ้านบางบล็อกเท่านั้นจึงมีผู้ลี้ภัยบางส่วนกลับเข้าไปอยู่ในบ้านเรือน หรือกลับเข้าไปเอาสิ่งของ แต่เมื่อกระแสลมเปลี่ยนทิศทำให้เพลิงลุกลามมาติดบ้านเรือนในบล็อกอื่นจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก" นางนฤมลกล่าว
เผยย้ายผู้ป่วยไม่ทันไฟลามเร็ว
แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่ในพื้นที่พักพิงบ้านแม่สุริน เปิดเผยว่า สาเหตุที่คนเสียชีวิตมากที่สุดคือ ไฟไหม้โรงพยาบาลภายในศูนย์อพยพ ทำให้ย้ายผู้ป่วยไม่ทัน เพราะไฟไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว การควบคุมเพลิงเป็นไปได้ยาก เนื่องจากรถดับเพลิงเข้าถึงพื้นที่ยากลำบาก ประกอบกับมีลมพัดแรง ทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว จากชุมชน 1 ไปถึงชุมชน 4 มีบ้านพักถูกไฟไหม้ 380 หลังคาเรือน บาดเจ็บสาหัส 4 คน คือ นายปาทู และด.ช.ซาเหม่ทู ผิวหนังถูกเพลิงไหม้ 80 เปอร์เซ็นต์ ส่งรักษาโรงพยาบาลมหาราช จ.เชียงใหม่ อีก 2 คนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลขุนยวม คือ นางพอหลี่เซ อายุ 58 ปี และนายทูเง อายุ 22 ปี นอกจากนี้โรงพยาบาลศรีสังวาลย์และโรงพยาบาลใกล้เคียงได้ส่งทีมแพทย์ พยาบาล เข้าไปดูแลผู้บาดเจ็บในศูนย์อพยพแล้ว
สลดคนแก่-เด็กหนีไม่ทันถูกคลอก
นายซาโก่ทู อายุ 20 ปี ชาวกะเหรี่ยง อาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง เล่าเหตุการณ์ระทึกว่า ขณะเกิดไฟไหม้นอนเล่นอยู่ในบ้าน ได้ยินทางแคมป์ประกาศให้ไปช่วยดับไฟ แต่เกิดลมแรงทำให้เพลิงลุกลามอย่างรวดเร็ว ต้องหนีเอาตัวรอด แต่ก็มาพบว่ามารดาคือนางพอหลี่เซได้รับบาดเจ็บ
นายซาโก่ทูบอกว่า ไฟลุกไหม้รวดเร็วมาก เพราะส่วนใหญ่เป็นบ้านที่มุงหลังคาด้วยใบตองจึงเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี เห็นภาพผู้หนีภัยต่างก็ร้องตะโกนให้หนีไฟลงไปในลำห้วยที่อยู่ใกล้บ้านพัก แต่ก็หนีไม่ทันเปลวไฟที่ลุกไหม้อย่างรวดเร็วเห็นผู้คนถูกไฟคลอกตายต่อหน้า โดยเฉพาะผู้สูงอายุและเด็กชายหญิง ส่วนตนได้วิ่งลงลำห้วยเอาตัวรอด รวมทั้งคนนับพันวิ่งลงลำห้วยกันโกลาหลและได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือระงมก้องไปหมด แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือคนติดอยู่ในกองเพลิงได้จึงเสียชีวิตจำนวนมาก
ด้านเจ้าหน้าที่ยูเอ็นเอชซีอาร์ ทำหน้าที่ประสานงานพื้นที่พักพิง ปฏิเสธกรณีมีข่าวว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการเผาไล่ที่ศูนย์แม่สุรินว่า ไม่เป็นความจริง เพราะอยู่มานานนับสิบปีขึ้นไป ไม่เคยมีปัญหาอะไร และทราบว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบแล้วว่าสาเหตุเพลิงไหม้มาจากบ้านผู้หนีภัยรายหนึ่งที่หุงต้มอาหารในพื้นที่โซนที่ 1 และลุกลามไปยังโซนที่ 4 จนไหม้วอดทั้งหมด
มท.ชี้อุบัติเหตุ-ยันดูแล9ศูนย์อย่างดี
นายชวน ศิรินันท์พร อธิบดีกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ปกติที่พักมีความปลอดภัยและไม่เคยมีเหตุเกิดเช่นนี้มาก่อนตลอด 30 ปีที่เปิดศูนย์พักพิง เหตุที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นอุบัติเหตุ ขอยืนยันว่าศูนย์พักพิงที่ดูแลอยู่ทั้ง 9 ศูนย์มีความปลอดภัย เชื่อว่าในอนาคตหากการเมืองและเศรษฐกิจของสหภาพเมียนมาร์ดีขึ้นอาจรับคนของเขากลับไป สถานการณ์ในการดูแลผู้พักพิงตามศูนย์ต่างๆ น่าจะดีขึ้น
ขณะที่นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน และปภ.ให้ความช่วยเหลือดูแลอย่างเร่งด่วน โดยปภ.ได้ตั้งศูนย์ช่วยเหลือในพื้นที่แล้ว และชุดล่วงหน้าของ ปภ.ได้นำรถส่องสว่าง รถผลิตน้ำดื่ม และเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มจำเป็น ยาสามัญประจำบ้านไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่ พร้อมประสานให้ความช่วยเหลือเพิ่มเติมหากมีความจำเป็นทันที
ด้าน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ประชุมผ่านระบบทางไกลกรณีเกิดเหตุเพลิงไหม้ศูนย์อพยพ บ้านแม่สุริน โดยสั่งการตำรวจภูธรภาค 5 ภ.จว.แม่ฮ่องสอน, บก.ตชด.ภาค 3, ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 5 ให้สืบสวนคดี รวมถึงการรักษาความปลอดภัย และการพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล โดยมอบหมายให้ พล.ต.ท.จรัมพร สุระมณี ผู้ช่วย ผบ.ตร.ดูแลในภาพรวม และให้ รอง ผบช.ภ.5 ดูแลระดับพื้นที่ โดยมี ผบก.ภ.จว.แม่ฮ่องสอน บริหารเหตุการณ์ จัดระเบียบพื้นที่ รวมทั้งให้จัดแพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจเข้าช่วยเหลืออีกด้วย
กต.ถกยูเอ็นย้ายที่พักพิงผู้อพยพ
แหล่งข่าวกระทรวงการต่างประเทศเปิดเผยว่า กระทรวงได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ภายหลังที่เกิดเหตุไฟไหม้เพื่อรายงาน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ได้ทราบเป็นระยะ ซึ่งอยู่ระหว่างเดินทางร่วมไปกับคณะของนายกรัฐมนตรีเยือนประเทศนิวซีแลนด์ โดยรอรายงานผลสรุปการประชุมระดับท้องถิ่นเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพื่อประสานกับยูเอ็นเอชซีอาร์และองค์การระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาจะย้ายผู้ประสบภัยไปยังศูนย์อพยพในพื้นที่ใกล้เคียง หรือจะจัดหาพื้นที่สำหรับจัดตั้งศูนย์อพยพแห่งใหม่ อย่างไรก็ตาม กระทรวงยืนยันจะให้การดูแลครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บตามหลักมนุษยธรรม
สลดซ้ำรถเสือไฟแปดริ้วตกเขาดับ2
วันเดียวกัน เกิดเหตุสลดซ้ำที่ จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อเวลา 12.50 น. ร.ต.ท.สี่ทิศ อ่ำถนอม ร้อยเวร สภ.ปาย อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน รับแจ้งอุบัติเหตุรถบรรทุกหกล้อเสียหลักตกเขา จึงนำกำลังเข้าตรวจจุดเกิดเหตุ ชาวบ้านเรียกว่าโค้งร้อยศพอยู่บริเวณหลัก กม.ที่ 83-84 หมู่ 4 ต.แม่ฮี้ อ.ปาย พบแผงกั้นข้างทางถูกชนเสียหายและพบรถบรรทุกหกล้อ ยี่ห้ออีซูซุ สีฟ้า ทะเบียน 97-0082 กรุงเทพมหานคร ของกรมป่าไม้ ตกเหวลึกกว่า 10 เมตร มีอุปกรณ์ดับเพลิงกระจัดกระจาย มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2 คน คือ นายอำนาจ ดวงสงัด อายุ 35 ปี และนายสุทิน ยงรำ อายุ 41 ปี และบาดเจ็บ 9 คน ในจำนวนนี้สาหัส 2 คน ผู้บาดเจ็บทั้งหมดถูกส่งรักษาที่โรงพยาบาลปาย
เจ้าหน้าที่สอบสวนทราบว่า รถบรรทุกเป็นของชุดปฏิบัติการไฟป่าจาก จ.ฉะเชิงเทรา เดินทางมาทั้งหมด 11 คน เพื่อปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าใน จ.แม่ฮ่องสอน เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุเป็นทางขึ้นลงเขา คาดว่าคนขับไม่ชำนาญทาง ทำให้รถเสียหลักพลิกคว่ำและตกลงไปในเหวลึกข้างทางจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว



