ข่าว

กรีนพีซปีนผาหาดไร่เลย์รณรงค์'หยุดถ่านหิน'

กรีนพีซปีนผาหาดไร่เลย์รณรงค์'หยุดถ่านหิน'

23 มี.ค. 2556

'กลุ่มกรีนพีซ' ปีนผาหาดไร่เลย์รณรงค์ 'หยุดถ่านหิน' หวั่นส่งผลกระทบมหาศาล แนะรัฐเดินหน้าพลังงานหมุนเวียนหวังแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานอย่างยั่งยืน

 

                        23 มี.ค.56 นางสาวจริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดเผยว่า ทางกลุ่มกรีนพีซ ได้ทำกิจกรรมโดยการปีนหน้าผาที่หาดไร่เลย์ ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ เพื่อเป็นการสื่อสารโดยตรงกับสาธารณะโดยเฉพาะรัฐบาลว่า รัฐบาลต้องยุติโครงการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะถ่านหินไม่ใช่คำตอบของการจัดการวิกฤตพลังงานในปัจจุบัน ดังนั้นรัฐบาลควรจะเปลี่ยนนโยบายมาสนับสนุนพลังงานทางเลือกที่สะอาด ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานไฟฟ้าของประเทศอย่างยั่งยืนมากกว่า

                        โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน 800 เมกะวัตต์ ที่รัฐบาลมีแผนจะสร้าง ที่จ.กระบี่ ทำให้ประเทศไทยต้องแลกกับการสูญเสียจากผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับระบบนิเวศอย่างมหาศาลไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิถีชีวิตชุมชนและการท่องเที่ยวซึ่งกระบี่มีสถานที่ท่องเที่ยวติดอันดับโลกที่สร้างรายได้ให้กับประเทศปีละกว่า 40,000 ล้านบาท ซึ่งมลพิษจากโรงไฟฟ้าถ่านหินจะส่งผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของผืนหญ้าทะเลอันดับ 2 ของประเทศ จำนวน 17,725 ไร่ ซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของพะยูนซึ่งกำลังใกล้จะสูญพันธุ์ที่บริเวณเกาะศรีบอยา อ.เหนือคลอง อีกทั้งเส้นทางขนส่งถ่านหินทางทะเลกว่า 79 กิโลเมตร ที่เข้าสู่โรงไฟฟ้าถ่านหินก็ยังซ้อนทับกับแหล่งอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลของกระบี่ เช่น เกาะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เกาะพีพี หาดไร่เลย์ อีกด้วย

                        หนทางหยุดวิกฤตพลังงานสามารถทำได้โดยรัฐบาลต้องเดินหน้าแผนอนุรักษ์พลังงาน 20 ปี และแผนพลังงานหมุนเวียน 10 ปี ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยหยุดการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ทั้งหมดและมีไฟฟ้าใช้เพียงพอและอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ รัฐบาลยังต้องจัดการกับการทับซ้อนผลประโยชน์ การคอรัปชั่น ของอุตสาหกรรมพลังงานสกปรกที่เอื้อให้นักการเมือง ข้าราชการประจำและผู้กำหนดนโยบายพลังงานได้รับประโยชน์ แต่ผลกระทบกลับตกอยู่กับประชาชนมาอย่างยาวนานด้วย

                        ทั้งนี้ในวันพุธที่ 27 มีนาคม 2556 เวลา 12.00 - 18.30 น. ประชาชนในพื้นที่และกรีนพีซเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ และหน่วยงานที่ขับเคลื่อนเรื่องวิกฤตพลังงานที่เกี่ยวข้อง จะเปิดเวทีเสวนาครั้งแรกที่กระบี่ เรื่อง “วิกฤตการจัดการพลังงานในประเทศไทย และโครงการการก่อสร้างโรงไฟฟ้ากระบี่” โดยมีผู้เข้าร่วมคือ ผู้ใหญ่สมศักดิ์ นบนอบ ตัวแทนชาวบ้านรอบโรงไฟฟ้าถ่านหิน,นายต้อเหตุ คลองยวน ตัวแทนประมงพื้นบ้าน นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา อนุกรรมการกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่อง การทุจริตและเสริมสร้างธรรมมาภิบาล วุฒิสภา นางสมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานการพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการรณรงค์กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจารย์ประสาท มีแต้ม อนุกรรมการสิทธิชุมชน ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยนชนแห่งชาติ และนายศุภกิจ นันทะวรการ นักวิจัยมูลนิธินโยบายสุขภาวะ และจะมีการเปิดตัวแผนที่เส้นทางถ่านหินกระบี่และแผนที่พลังงานหมุนเวียนกระบี่

 

13 โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มพร้อมใช้ระบบไบโอแก๊สช่วงพม่าหยุดจ่าย เม.ย.นี้

 

                        นางสาวัน ตัน ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ขณะนี้ทางโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มในจังหวัดกระบี่ จำนวน 13 โรง ที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เองด้วยก๊าซชีวภาพ หรือ ไบโอแก๊ส ซึ่งได้จากระบบบำบัดน้ำเสีย และก๊าซชีวมวลจากทะลายปาล์ม ได้มีการเตรียมความพร้อมเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าใช้ในโรงงาน เพื่อไม่ให้มีผลกระทบกับการสกัดน้ำมันปาล์ม ในช่วงที่พม่าจะหยุดจ่ายก๊าซ ในระหว่างวันที่ 5-14 เมษายน 56

                        โดยทางโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มส่วนใหญ่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าใช้เองได้อย่างเพียงพอ และอีกส่วนหนึ่งก็ขายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งที่ผ่านมาก็ขายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคไปแล้วจำนวน 24 เมกกะวัตต์ นอกจากนี้ยังสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ในชุมชนใกล้เคียงได้อีกด้วยหากระบบไฟฟ้าของ กฟภ.ขัดข้อง

                        สำหรับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ในจังหวัดกระบี่ ทั้ง 13 โรง ที่ผลิตกระแสไฟฟ้าได้เองนั้น เมื่อเดินเครื่องเต็มที่จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้สูงถึง 42 เมกกะวัตต์  คิดเป็นร้อยละ40 ของปริมาณการใช้ไฟฟ้าในจังหวัดกระบี่ คืออยู่ที่ 100 เมกกะวัตต์ ซึ่งในช่วงที่ประเทศพม่าหยุดจ่ายก๊าซ ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มแต่อย่างใด  หากโรงไฟฟ้าภาคใต้หยุดเดินเครื่องก็ยังสามารถเดินเครื่องสกัดน้ำมันปาล์มได้ตามปกติ และยังสามารถเชื่อมเข้ากับระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้อีกด้วย

                        อย่างไรก็ตามในอนาคตอยากให้รัฐบาลหันมาส่งเสริม ให้มีการการใช้พลังงานทดแทนในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าภาคใต้ จ.กระบี่ ที่เดินเครื่องด้วยน้ำมันเตา ซึ่งเป็นระบบเชื้อเพลิงเหลว สามารถนำน้ำมันปาล์มดิบเป็นเชื้อเพลิงทดแทนได้ โดยโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มทั้งหมดในจังหวัดกระบี่มีกำลังผลิตรวมกว่า 6หมื่นตันต่อเดือน ซึ่งถือเป็นปริมาณที่มาก ขณะที่น้ำมันปาล์มดิบในประเทศก็เกินสต๊อกมีอยู่ 3.5 แสนตัน หากไม่มีการระบายออก ก็จะส่งผลกระทบต่อราคาผลผลิตปาล์มน้ำมันของเกษตรกรในอนาคต