
ตามรู้โปรเจกท์'farmer to farmer'
ตามรู้โปรเจกท์'farmer to farmer'อีกมิติร่วมยกระดับเกษตรกรไทย : คอลัมน์ท่องโลกเกษตร : โดย...ธานี กุลแพทย์
เพื่อร่วมพัฒนาเกษตรกรฟาร์มโคนมของไทยให้มีทักษะการจัดการฟาร์มอย่างถูกต้อง เพิ่มประสิทธิภาพด้านการเลี้ยง เพื่อคุณภาพน้ำนมที่ดี สอดรับแนวนโยบายรัฐที่ต้องการให้ยกระดับคุณภาพการผลิตนมที่มีคุณค่าทางโภชนาการเพื่อผู้บริโภคนั้น บมจ.ฟรีสแลนด์คัมพิน่า (ประเทศไทย) โดยการสนับสนุนของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ ผ่าน สถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ได้ส่งตรงความรู้ ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ เพื่อร่วมยกระดับทุกมิติเกษตรกรฟาร์มโคนมไทยให้ได้มาตรฐานโลก ภายใต้โปรแกรม "farmer to farmer"
"ท่องโลกเกษตร" สัปดาห์นี้มีโอกาสร่วมต้อนรับคณะตัวแทนเกษตรกรฟาร์มโคนม รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเนเธอร์แลนด์ จำนวน 6 ท่าน ซึ่งทั้งหมดได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มโรเยล ฟรีสแลนด์ คัมพิน่า (Royal Friesland Campina) ผู้นำอุตสาหกรรมการผลิตนมจากประเทศเนเธอร์แลนด์ให้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจ "โฟรโมสต์พัฒนาฟาร์มโคนมไทยก้าวไกลสู่มาตรฐานโลก" ผ่านโปรแกรม "farmer to farmer" โดยมี ฯพณฯ เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย มร.โยอัน บัวร์ และบริษัทฟรีสแลนด์ คัมพิน่า (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ชนินทร์ อรรจนานันท์ กรรมการผู้จัดการ ร่วมต้อนรับ ณ สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ซอยต้นสน กทม.
"ปัจจุบันการกำหนดราคารับซื้อน้ำนมดิบขึ้นอยู่กับปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ ปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาว ปริมาณผลผลิตน้ำนมต่อ 1 โค ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมาของเรายังไม่ผ่านเกณฑ์ ส่งผลให้เกษตรกรขายน้ำนมดิบได้ในราคาต่ำกว่าที่กำหนด โดยประกาศคณะกรรมการโคนมและผลิตภัณฑ์ อีกทั้ง เพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม พม่า ซึ่งมีสภาพภูมิอากาศใกล้เคียงกันได้พัฒนาผลิตผลจนมีคุณภาพน้ำนมดิบดีกว่าบ้านเรา ทำให้ต้องย้อนมองตัวเองพร้อมเร่งยกระดับ เพราะหากปรับปรุงคุณภาพน้ำนมให้ดีกว่าเกณฑ์ นั่นหมายถึงรายได้ตลอดจนชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยจะดีขึ้นตามไปด้วย" ชนินทร์ แจงที่มาของการจัดโปรแกรม "farmer to farmer" ภายใต้ความรับผิดชอบของฝ่ายจัดการฟาร์มโคนม (Dairy Development Program) - DDP
เลิศเกียรติ พูลผล ผจก.แผนงานบริหารจัดการฟาร์มโคนม (DDP) กล่าวว่า โปรแกรมนี้มีเวลา 3 สัปดาห์ (19 มี.ค.-4 เม.ย.) ที่เกษตรกรฟาร์มโคนมไทยจะได้รับความรู้หลากหลายเรื่องจากเกษตรกรเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีประสบการณ์ มีความชำนาญสูงในการบริหารจัดการฟาร์มโคนม ทั้งแง่ลดการปนเปื้อนน้ำนมดิบก่อนส่งให้โรงงาน รวมทั้งแนวทางจัดการฟาร์มที่ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย เพื่อร่วมยกระดับฟาร์มโคนมไทยให้ได้มาตรฐานยุโรปซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของโครงการ โดยตลอด 3 สัปดาห์ทั้งหมดจะลงพื้นที่ฟาร์มโคนมเกษตรกรไทยที่ จ.ราชบุรี จ.จันทบุรี และ จ.ลพบุรี ก่อนสรุปรวมเรื่องราวปัญหาต่างๆ ที่ได้รับจากการลงไปขลุกพื้นที่ในวันที่ 4 เมษายน ที่กรุงเทพฯ
โดยการลงพื้นที่ให้ความรู้ของเกษตรกรชาวดัตช์กลุ่มนี้ ทาง DDP คาดหวังเกษตรกรไทยในพื้นที่จะเข้าร่วม 100 คน มุ่งผลความเข้าใจการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบและการจัดการฟาร์มใน 4 ประเด็นหลัก คือ ปริมาณปนเปื้อนจุลินทรีย์ในน้ำนมดิบ มาตรฐานยุโรปไม่เกิน 1 แสนโคโลนี/มิลลิลิตร ขณะที่ของไทยเฉลี่ยปนเปื้อนที่ 7 แสนโคโลนี/มิลลิลิตร, ประเด็นปริมาณเซลล์เม็ดเลือดขาวในเลือดของวัว ข้อบ่งชี้ความมีสุขภาพดีของแม่พันธุ์โค มาตรฐานยุโรปอยู่ที่ 4 แสนเซลล์/มิลลิลิตร ขณะที่ฟาร์มไทยเฉลี่ย 7 แสนเซลล์/มิลลิลิตร, ปริมาณน้ำนมดิบต่อตัวต่อวัน มาตรฐานยุโรปในสัดส่วน 30 กก./วัน ขณะที่ของไทย 13 กก./วัน และจำนวนแรงงานคนที่ใช้ดูแลแม่โค มาตรฐานยุโรป 1 คน/วัว 50 ตัว
ทั้งนี้ ความคาดหวังต่อโปรแกรมการร่วมยกระดับเกษตรกรไทยโดยความร่วมมือของเกษตรกรเนเธอร์แลนด์หนนี้ มร.โยอัน บัวร์ ฯพณฯ เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับโครงการนี้อย่างมาก เพราะการที่บุคคลแต่ละท้องถิ่นได้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ทั้งเรื่องครอบครัว อาชีพ และอื่นๆ ถือเป็นสูตรสำเร็จที่ดียิ่ง เช่นเดียวกับเกษตรกรเนเธอร์แลนด์ที่กล้าหาญมาช่วยดำเนินโครงการนี้แก่เกษตรกรชาวไทยนับเป็นความภูมิใจและเป็นสิ่งที่น่ายินดี
"โครงการ farmer to farmer นี้ ไม่ใช่การสอนแต่เป็นการลงพื้นที่เรียนรู้ของจริง ขณะเดียวกันก็เป็นการส่งต่อความรู้ เป็นรูปแบบการศึกษาแนวใหม่ ที่อุตสาหกรรมฟาร์มโคนมของไทยมีศักยภาพที่จะพัฒนาไปได้ และสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง"
อย่างไรก็ตาม ท่านทูต มร.โยอัน บัวร์ ย้ำยินดีที่จะมีส่วนร่วมให้ความช่วยเหลือภาคเกษตรกรของไทย โดยเฉพาะกับโครงการนี้ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศแรกในอาเซียน เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาฟาร์มโคนมของไทยให้ได้มาตรฐานระดับโลกดังกล่าว
...............................................
(ตามรู้โปรเจกท์'farmer to farmer'อีกมิติร่วมยกระดับเกษตรกรไทย : คอลัมน์ท่องโลกเกษตร : โดย...ธานี กุลแพทย์)



