
ส่องกระเป๋า.. สาว 40+
ส่องกระเป๋า.. สาว 40+ : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
ระยะหลังๆ มักมีองค์กรหรือหน่วยงานสนใจทำบทวิจัยประเภทตั้งหัวข้อและสอบถามความเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง ก่อนจะนำมาวิเคราะห์เพื่อให้คนที่เกี่ยวข้องได้ใช้ประโยชน์ ไม่ใช่เฉพาะในต่างประเทศเท่านั้นที่งานวิจัยเหล่านี้ได้รับความนิยม เพราะในไทยเองก็มีการจ้างให้บริษัทวิจัย ซึ่งมีทั้งบริษัทเอกชน หรือหน่วยงานของสถาบันการศึกษาจัดทำบทวิจัย เพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น
ไม่ว่าจะทำด้วยวัตถุประสงค์ใด แต่ถ้าลองทำวิจัยอย่างมีระบบ เป็นมืออาชีพ จัดเก็บข้อมูลจริงๆ ผ่านกระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลจะด้วยโมเดลอะไรก็ตาม ก็ต้องบอกว่า บทวิจัยเหล่านี้ล้วนมีประโยชน์ในการนำมาต่อยอดทั้งนั้น
บทวิจัยล่าสุดที่มีโอกาสได้อ่าน เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจ และจริงๆ ก็ต้องบอกว่า แม้จะเคยผ่านตาผ่านสื่อมาบ้างแล้ว แต่ก็ยังมีหลายมุมที่น่าสนใจนำมาขยายความให้กับผู้อ่าน “วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน” นำไปใช้ประโยชน์
อาจเรียกได้ว่า บทวิจัยเรื่องนี้จัดทำขึ้นเพื่อกิจกรรมทางการตลาด ในการเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีอำนาจซื้อสูง และเพื่อค้นหา “คนที่ควบคุมการใช้จ่าย” เรียกง่ายๆ ว่าเป็น “คลังของบ้าน” หรืออาจเรียกได้ว่า เป็น “นายใหญ่” หรือ “ซีอีโอของบ้าน” ก็ว่าได้
“ซีอีโอ” ที่ไม่ใช่พ่อบ้านในฐานะผู้นำครอบครัว และไม่ใช่ “แม่บ้าน” ในวัยเริ่มต้น แต่หมายถึงสุภาพสตรีวัย 40+ ที่บทวิจัยบ่งบอกว่า เป็น “สาววัยกลางคน” ที่เป็นผู้ครอบครองและควบคุมความมั่งคั่งกว่า 80% ของเศรษฐกิจในอังกฤษ
ไอพีซี มีเดีย ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยข้อมูลทางการตลาดในอังกฤษ เป็นผู้จัดทำและเผยแพร่บทวิจัยดังกล่าว โดยพบว่า 93% ของผู้หญิงวัย 40-60 ปีนี่แหละที่เป็นผู้มีอำนาจตัวจริงในการสั่งจ่ายของครอบครัว
อแมนดา วิกิงตัน ผู้อำนวยการของไอพีซี ระบุว่า ทัศนคติของผู้หญิงวัย 40 ปีขึ้นไป เปลี่ยนไปมาก ปัจจุบันผู้หญิงเหล่านี้สนใจใฝ่รู้ และตอบสนองต่ออุปกรณ์ไฮเทคที่ทันสมัย และกว่าครึ่งหนึ่งของคนกลุ่มนี้เป็นผู้หาเงินเข้าบ้านได้มากที่สุด ขณะที่อีกกว่า 90% มีรายได้มากกว่า 40,000 ปอนด์ต่อเดือน
ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ของคนในช่วงวัยนี้ซึ่งผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาแล้ว ทำให้พวกเธอใส่ใจสนใจข่าวสาร มีความรู้รอบตัว และตัดสินใจได้เฉียบขาดกว่ากลุ่มผู้บริโภคที่อ่อนวัยกว่า โดย 44% ของผู้หญิงกลุ่มนี้ไม่แสดงท่าทีกังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจเท่าไหร่นัก ในขณะที่ 47% ของผู้หญิงในวัยอื่นๆ ไม่กล้าใช้เงินมากเท่าพวกเธอ
กว่า 58% ของกลุ่มตัวอย่าง ระบุว่า เป็นผู้คุมงบประมาณการใช้จ่ายของครอบครัว ในขณะที่ตัวเลขดังกล่าวลดลงเหลือ 44% ในกลุ่มผู้หญิงที่อายุต่ำกว่า 40 ปี และอีก 62% จะเป็นผู้ตัดสินใจว่า จะจัดสรรเงินของที่บ้านไปอย่างไร
ผู้หญิงวัย 40 ปีขึ้นไป ยังนิยมทำธุรกรรมธนาคารผ่านอินเทอร์เน็ต และยอมรับว่า การวางแผนการใช้จ่ายเป็นเรื่องที่สำคัญ พวกเธอต้องทำตารางการใช้จ่าย โดย 72% บอกว่า พวกเธอรู้อยู่แล้วก่อนเดินออกจากบ้านว่าจะไปซื้ออะไร ซึ่งต้องยอมรับว่า สภาพเศรษฐกิจ (ของอังกฤษและยุโรป) ที่ซบเซาลง ทำให้แผนการใช้จ่ายต้องทำอย่างระมัดระวัง
นอกจากนี้ บทวิจัยชิ้นนี้ยังบ่งชี้ว่า ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไปมีกระบวนการคิดวางแผนการใช้จ่ายมากกว่าวัยอื่นๆ ถึง 80% และมักจะมองหาข้อเสนอที่ดีที่สุดในการซื้อ ในขณะที่อีก 58% บอกว่า จะสำรวจราคาตลาดจากการเปรียบเทียบผ่านเว็บไซต์
น่าเสียดายว่า บทวิจัยของไอพีซีครอบคลุมเฉพาะผู้หญิงอังกฤษในวัย 40 ปีขึ้นไปที่กลายเป็น “ซีอีโอ” ของบ้าน และไม่น่าจะมีบทวิจัยเกี่ยวกับทัศนคติของผู้หญิงไทยในวัยเดียวกันว่า เธอสามารถเป็น “ซีอีโอ” ของบ้านได้หรือไม่ ลองค้นข้อมูลเพิ่มเติมที่จะเป็นประโยชน์กับผู้หญิงไทยจากหนังสือ “มันนี่ โปร แผนการเงิน แผนชีวิต” ของคุณวิวรรณ ธาราหิรัญโชติ มีอะไรน่าสนใจหลายอย่างสำหรับผู้หญิงวัยนี้
ตัวอย่างเช่น การให้ความสำคัญกับแผนการเงินในช่วงเวลาต่างๆ สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยสร้างครอบครัว (อายุระหว่าง 28-55 ปี ซึ่งครอบคลุมวัย 40 ปีด้วย) พบว่า การวางแผนการเงินที่มีประโยชน์มากที่สุด ได้แก่ การวางแผนการใช้จ่าย การวางแผนประกันภัย การวางแผนการลงทุน รองลงมา ได้แก่ การวางแผนภาษี และการวางแผนเกษียณ ส่วนที่ได้ประโยชน์น้อยที่สุด คือ การวางแผนมรดก
คุณวิวรรณ ระบุในหนังสือว่า การวางแผนการใช้จ่ายของคนในวัยสร้างครอบครัว ต้องเน้นการจัดการกระแสเงินสดให้ดี ต้องมีสภาพคล่องอย่างเหมาะสม ไม่ติดขัด และต้องพยายามอย่าเป็นหนี้เป็นสินเพื่อการบริโภค ถ้าหากจะต้องกู้ยืม ก็ควรเป็นการกู้เพื่อซื้อทรัพย์สินที่มีค่าและเพิ่มค่าไปตามระยะเวลา เช่น กู้ซื้อบ้าน
ส่วนการวางแผนประกันเพื่อบรรเทาความเสียหายหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ก็ควรมีทั้งประกันชีวิตและประกันภัยทรัพย์สิน
สำหรับการประกันชีวิตนั้น คุณวิวรรณแนะนำให้ทำประกันแบบสะสมทรัพย์ ซึ่งต้องมีระยะเวลา 10 ปีขึ้นไปจึงจะสามารถนำเบี้ยประกันไปหักภาษีได้ในอัตราปีละไม่เกิน 1 แสนบาท ส่วนวงเงินจะมากหรือน้อยก็ต้องขึ้นอยู่กับภาระทางการเงิน ซึ่งหากมีภาระทางการเงินมาก เช่นต้องผ่อนโน่น นี่ นั่น ก็อาจจะทำวงเงินประกันอุบัติเหตุเพิ่มเติม ส่วนการทำประกันภัยทรัพย์สิน โดยเฉพาะทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง ทั้งบ้าน รถยนต์ รถจักรยานยนต์หรือทรัพย์สินที่กำลังผ่อนชำระอยู่ ล้วนเป็นเรื่องจำเป็น
ปิดท้ายที่การวางแผนลงทุน คุณวิวรรณแนะนำว่า คนในช่วงชีวิตนี้ไม่ควรอนุรักษ์นิยมจนเสียโอกาส หากสามารถลงทุนในระยะยาวได้ เพราะความเสี่ยงจากความผันผวนของผลตอบแทนจะลดลง ซึ่งหากอนุรักษ์นิยมมากเกินไป เงินออมอาจจะโตช้ากว่าอัตราเงินเฟ้อได้ และจะทำให้อำนาจซื้อของเราลดลง
พอร์ตการลงทุนที่เหมาะสม ก็คือ ลงทุนในตราสารหนี้หรือพันธบัตร หรือกองทุนรวมตรสารหนี้ประมาณ 40-50% ของเงินลงทุน และลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมหุ้นไม่เกิน 30% อสังหาริมทรัพย์หรือกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 10% ส่วนอีก 10-20% เป็นเงินฝากหรือเงินลงทุนที่มีสภาพคล่องเผื่อกรณีฉุกเฉิน
สาวใหญ่ เอ๊ย ซีอีโอประจำบ้าน ลองพิจารณาแผนการเงินที่แนะนำ ถึงแม้จะไม่ไฉไลเท่าสาวลอนดอน แต่ก็ขอให้รู้ไว้ว่า ซีอีโอประจำบ้านแบบไทยๆ ก็ไม่น้อยหน้าใครเหมือนกัน
..............................
(ส่องกระเป๋า.. สาว 40+ : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])



