
เชียงใหม่ปัญหาหมอกควันเริ่มรุนแรง
เชียงใหม่ปัญหาหมอกควันเริ่มรุนแรง หลังเกษตรกรในพื้นที่เริ่มเผาป่า-ไร่ คาดกลาง เม.ย. รุนแรงมากขึ้น ขณะที่ลำพูนหมอกควันพุ่งไม่หยุด ระดมรถบรรทุกน้ำฉีดพ่น
22 มี.ค.56นายอุทิศ สมบัติ ประธานสภาพัฒนาเมืองแจ่ม เปิดเผยว่า สถานการณ์หมอกควันและมลพิษทางอากาศที่รุนแรงขึ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคมนี้ เนื่องจากเริ่มมีการเผา ทั้งเผาป่าและเผาไร่เพื่อเตรียมพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ในช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา เกษตรกรเริ่มเผากันแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้หน่วยงานภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ได้เข้ามาขอความร่วมมือไม่ให้เผาในช่วงต้นเดือนมีนาคม เกษตรกรจึงขยับมาเผาในช่วงกลางเดือนแทน
ส่วนพื้นที่ที่พบมีการเผา มีทั้งการเผาไร่เพื่อเตรียมเพาะปลูกพืช โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ซึ่งปลูกกันมากในอ.แม่แจ่ม มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดมากกว่า 1-2 แสนไร่ รวมทั้งการเผาเพื่อหาของป่า เช่น เห็ด เพราะชาวบ้านยังมีความเชื่อว่าหากเผาป่าแล้วเห็ดจะออก และมีบางส่วนที่เป็นการชิงเผาเพื่อทำแนวกันไฟเพราะมีเศษวัชพืชทับถมกันจำนวนมาก จากการประเมินคาดว่าขณะนี้เริ่มมีพื้นที่ถูกเผาประมาณ 20-30% และคาดว่าจะมีการเผากันเพิ่มมากขึ้นโดยจะมากที่สุดในช่วงกลางเดือนเมษายนนี้
นายอุทิศ กล่าวว่า ยอมรับว่าปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศปัจจัยหลักเกิดจากการเผาป่าและพื้นที่เกษตร แต่สาเหตุที่ชาวบ้านต้องใช้วิธีการเผาเพราะไม่มีทางเลือก โดยเฉพาะการเผาพื้นที่เกษตรเพื่อเตรียมปลูกข้าวโพดเพราะได้รับการส่งเสริมจากเอกชน จึงไม่อยากให้มองว่าชาวบ้านหรือเกษตรกรในชนบทเป็นต้นเหตุของปัญหา เพราะชาวบ้านเหล่านี้ต้องดำรงชีวิตและทำมาหากินเพื่อเลี้ยงปากท้อง แต่อยากให้มองย้อนกลับไปว่าที่ผ่านมาหน่วยงานภาครัฐมีความจริงใจแก้ไขปัญหาหมอกควันมากน้อยแค่ไหน
"ปัญหาหมอกควันเกิดขึ้นมานานหลายปีแล้ว และส่วนใหญ่เกิดในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนของทุกปี แต่ภาครัฐยังเน้นแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในช่วงที่เกิดปัญหาที่กินระยะเวลาเพียง 2-3 เดือนเท่านั้น โดยการใช้มาตรการทางกฎหมาย เช่นห้ามเผา หรือ เอาผิดกับชาวบ้านที่เผา แต่ในช่วง 8-9 เดือนกลับไม่มีการวางแผนแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบเพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยเฉพาะการลงมาในพื้นที่อ.แม่แจ่ม เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกพืชชนิดอื่นแทนข้าวโพด หรือการจำกัดพื้นที่ปลูกเพื่อไม่ให้มีการขยายพื้นที่เพิ่ม" นายอุทิศ กล่าว
ลำพูน-หมอกควันพุ่งไม่หยุด ระดมรถบรรทุกน้ำฉีดพ่น
นายนาวิน สินธุสอาด รอง ผวจ.ลำพูน กล่าวว่า ผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศในพื้นที่ จ.ลำพูน วันที่ 22 มี.ค.2556 เมื่อเวลา 09.00 น. พบปริมาณฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) เฉลี่ย 24 ชั่วโมง มีค่าอยู่ที่ 184 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ค่า AQI. อยู่ที่ 128 มีผลกระทบต่อสุขภาพ ทัศนวิสัยการมองเห็น 1 กิโลเมตร เป็นวันที่ 6 ที่มีค่าเกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร คุณภาพอากาศโดยรวมอยู่ในระดับปานกลางถึงอันตราย ปริมาณฝุ่นละอองเพิ่มสูงขึ้นกว่าวันก่อนหน้าทุกสถานี กรมควบคุมมลพิษ จ.ลำพูน กำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการควบคุมการเผาในพื้นที่ชุมชน โดยหากมีความจำเป็นต้องเผาต้องขออนุญาตจาก กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในเขตปกครองท้องที่นั้นๆ ก่อนดำเนินการทุกครั้ง และต้องจัดทำแนวกันไฟและควบคุมไม่ให้ไฟลุกลามไปยังพื้นที่อื่นได้ และให้ดำเนินการทางกฎหมายกับ ผู้ลักลอบเผา หรือขออนุญาตเผาแล้ว แต่ไม่จัดทำแนวกันไฟ หรือไม่ได้ควบคุมไฟให้อยู่ในพื้นที่ถือครอง จนเป็นเหตุให้ไฟลุกลามไปยังพื้นที่อื่นหรือลุกลามเข้าไปในเขตป่า โดยเฉียบขาด
นอกจากนี้ ขอความร่วมมือไปยังสถานีวิทยุหลัก และสถานิวิทยุชุมชน(วช.)ประชาสัมพันธ์ชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและวิธีการป้องกันตนเองที่ถูกต้องให้กับประชาชนด้วย ข้อแนะนำด้านสุขภาพ: เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ และประชาชนทั่วไปควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมในพื้นที่ที่มีหมอกควันปกคลุม หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ควรสวมหน้ากากหรือใช้ผ้าปิดจมูก ปิดประตู หน้าต่าง เพื่อกันฝุ่นควันเข้าบ้าน ติดตามข่าวสารและปฏิบัติตามข้อแนะนำจากภาคราชการ และหากเกิดอาการเจ็บป่วยควรปรึกษาแพทย์
อย่างไรก็ตามยอมรับว่าวันนี้ (22 มี.ค.) สภาพปัญหาของหมอกควันและมลพิษที่ จ.ลำพูน ถือว่าเข้านั้นวิกฤติ เช้านี้ยังมีหมอกควันปกคลุมตัวเมืองลำพูน และหลายพื้นที่โดยรอบหนาแน่น ทำให้ทุกภาคส่วนต้องระดมแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ล่าสุด ขอความร่วมมือไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดมกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นำรถดับเพลิงบรรทุกน้ำตระเวนฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อช่วยชำระล้างมลหมอกควันที่มีอยู่ให้เจือจางลงโดยเฉพาะในช่วงเช้า และบ่ายถือเป็นช่วงวิกฤติมากสุด
พิจิตรแล้งต่อเนื่อง ผู้ว่าฯขนน้ำแจกจ่ายชาวบ้าน
นายจักรินทร์ เปลี่ยนวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่า ในขณะนี้ต้องนำรถบรรทุกน้ำดื่ม ออกช่วยเหลือชาวบ้านในอำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร อย่างเร่งด่วน หลังมีชาวบ้านจากหลายตำบล ทำหนังสือร้องขอความช่วยเหลือไปยังอบต.ต่างๆว่าขาดแคลนน้ำดื่มเป็นอย่างมาก จากสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังเกิดขึ้น โดยมีชาวบ้านนำโอ่งน้ำ ถังน้ำ มารองรับน้ำจากรถบรรทุกน้ำ ที่ทางจังหวัดนำไปแจกจ่ายตามจุดต่างๆจำนวนมาก และยังได้นำน้ำใส่ไว้ตามถังน้ำกลางหมู่บ้านเพื่อให้ประชาชนสามารถมานำน้ำดื่มไปรับประทานได้ทันที
โดยอำเภอวังทรายไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติ ขนาดใหญ่ อย่างพอเพียง รวมถึงแม่น้ำไหลผ่าน โดยฤดูน้ำหลากจะมีน้ำป่าหลากท่วมอย่างรวดเร็ว จนพืชผลการเกษตรเสียหาย หลังจากนั้นน้ำเหล่านั้น ก็จะเหือดแห้งไปโดยไม่ถูกกักเก็บ ลงยังพื้นที่ด้านล่างของจังหวัด



