
ประหาร!แก๊งค้ายาซิ่งรถทับตร.ดับ
ศาลสั่งประหารชีวิตแก๊งค้ายานรก ซิ่งรถทับรอง สว.สส.สน.สุทธิสาร ดับคาที่ ขณะเข้าล่อซื้อ ให้การเป็นประโยชน์เหลือติดคุกตลอดชีวิต ชดใช้เงินให้พ่อแม่ผู้ตาย 1.6 ล.
22 มี.ค. 56 ที่ห้องพิจารณาคดี 712 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 09.00 น. ศาลอ่านคำพิพากษา คดีฆ่าเจ้าพนักงาน หมายเลขดำ อ.1002/2555 ที่ พนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอลงกรณ์ เริ่มประชาธิปไตย อายุ 26 ปี และ น.ส.ปรียานุช พุฒิกรณ์ อายุ 24 ปี สองสามีภรรยา เป็นจำเลยที่1- 2 ตามลำดับ ในความผิดฐาน ฆ่าและพยามฆ่าเจ้าพนักงาน ตามฟ้องโจทก์เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 55 ระบุความผิดสรุปว่า
เมื่อวันที่11 ม.ค. 2555 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองได้มีเมทแอมเฟตามีนหรือยาบ้า จำนวน 200 เม็ดและยาไอซ์ จำนวน 4 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน. สุทธิสารกับพวกล่อซื้อยาเสพติดภายในซอยลาดพร้าว 48 จำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์มาสด้า 2 ทะเบียน ฎฟ-7874 กทม. ซึ่งมีจำเลยที่ 2 นั่งคู่มา เมื่อจำเลยที่ 1 รู้ตัวว่าเจ้าหน้าที่จะเข้าจับกุม จึงขับรถหลบหนีและพุ่งชนรถจักรยานยนต์ ทะเบียน สธม- 279 กทม. ซึ่งมีส.ต.ท.ศิรวิทย์ รวมจิตร เป็นผู้ขับ และมี ร.ต.อ.ทวีศักดิ์ ดาวเรือง รอง สว.สส.สน.สุทธิสาร นั่งซ้อนท้าย ทับร่างของ ร.ต.อ.ทวีศักดิ์ ถึงแก่ความตาย ส่วน ส.ต.ท.ศิรวิทย์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส เป็นอันตรายแก่กายและจิตใจ จนจำเลยทั้ง 2 ถูกจับกุมได้ พร้อมยาเสพติดของกลางในที่เกิดเหตุ
ชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่ปฏิเสธสู้คดีในชั้นศาล
เหตุเกิดแขวงสามเสนนอก เขตห้วยขวาง กทม.และ ต.บางพูด อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เกี่ยวพันกัน ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4,7,8,15,66,102, ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138,289
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า โจทก์มีส.ต.ท.ศิรวิทย์ เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ โดยมีร.ต.อ.ทวีศักดิ์ นั่งซ้อนท้าย เบิกความเป็นประจักษ์พยานที่ระบุถึงเหตุการณ์ ขณะถูกจำเลยที่ 1 ขับรถพุ่งชน นอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์อีก 2 ปาก ต่างเบิกความสอดคล้องกัน ว่า ขณะตำรวจแสดงตัวเข้าจับกุม จำเลยเข้าไปกลับรถภายในซอย ก่อนขับออกมาพุ่งชนร.ต.อ.ทวีศักดิ์ ที่จอดรถจักรายานยนต์ขวาง โดยการกระทำของจำเลยที่ขับรถทับผู้ตาย และลากร่างไประยะทาง 15 เมตร ย่อมเล็งเห็นผลว่าผู้ตายถึงแก่ความตาย ประกอบกับจำเลยในชั้นสอบสวนให้การรับสารภาพ ส่วนที่จำเลยอ้างในชั้นศาลว่า ไม่ทราบว่าผู้ตายเป็นตำรวจ และหลังที่ถูกจับกุมแล้วโดนทำร้ายร่างกาย เห็นว่าเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ ง่ายต่อการกล่าวอ้าง ข้อเท็จจริงรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 กระทำผิดตามฟ้อง นอกจากนี้โจทก์ร่วมที่เป็นบิดา-มารดา ต้องได้ค่าขาดไร้ผู้อุปการะ และค่าใช้จ่ายในการทำศพ รวมเป็นเงิน 1.64 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา 7.5 ต่อปี
พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานฆ่าเจ้าพนักงานที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ ลงโทษบทหนักสุดให้ประหารชีวิต และลงโทษฐานมียาเสพติดไว้ในครองครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 14 ปี ปรับ 7.5 แสนบาท ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพฐานมียาเสพติดฯ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 7 ปี ปรับ 3.75 แสนบาท ส่วนข้อหาฆ่าเจ้าพนักงานฯ จำเลยให้การเป็นประโยชน์อยู่บ้างลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ตลอดชีวิต ปรับ 3.75 แสนบาท
ส่วนจำเลยที่ 2 มียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 14 ปี ปรับ 7.5 แสนบาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกไว้ 7 ปี ปรับ 3.75 แสนบาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 1.64 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5 ต่อปีแก่บิดา มารดาผู้ตาย ยึดยาเสพติดของกลาง



