ข่าว

ต่างมุม'กรณ์-กิตติรัตน์'ปมเงินกู้2ล้านล้าน

ต่างมุม'กรณ์-กิตติรัตน์'ปมเงินกู้2ล้านล้าน

22 มี.ค. 2556

ต่างมุมมอง'กรณ์-กิตติรัตน์'ปมเงินกู้2ล้านล้านปฏิรูปประเทศ : สัมภาษณ์พิเศษโดยเครือเนชั่น

              การตั้งแท่นกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ ที่รัฐบาลกำลังเสนอให้สภาพิจารณาอนุมัติอยู่ในขณะนี้ ยังมีหลายประเด็นที่ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตไว้ และรัฐบาลจะต้องชี้แจงให้เกิดความกระจ่าง

              เมื่อวันที่ 21 มีนาคม เครือเนชั่นได้มีโอกาสสัมภาษณ์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งทั้ง 2 คน มีหลักการและเหตุผลที่น่าสนใจ

              นายกรณ์ ยืนยันว่า จะค้านร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ที่รัฐบาลพยายามผลักดันเข้าสภาในสัปดาห์หน้าให้ถึงที่สุด แม้ว่าจะเห็นด้วยกับโครงการก่อสร้างที่รัฐบาลวางแผนจะดำเนินการภายใต้เงินกู้ดังกล่าว แต่เนื่องจากวิธีการการได้เงินมานั้น ไม่เป็นไปตามการจัดทำงบประมาณปกติ ทำให้ไม่อาจยอมรับการเตรียมกู้เงินก้อนดังกล่าว

              นายกรณ์ให้สัมภาษณ์กรุงเทพธุรกิจทีวี ระบุว่า ร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทนั้น มีข้อมูลเพียงแค่ 2 แผ่น ไม่มีรายละเอียดว่าจะนำเงินไปทำอะไร ส่วนที่แนบมาก็ไม่ได้บอกถึงที่มาที่ไป หลักการเหตุผล รวมทั้งผลการศึกษาโครงการว่าคุ้มทุนหรือไม่

              "อย่าใช้คำว่ารายละเอียดเลย เพราะมันไม่มี ไม่มีที่ตรงไหนเลยว่าได้มีการศึกษามาแล้ว จะเวนคืนอย่างไรก็ไม่มี สุดท้ายจะคุ้มทุนหรือไม่ก็ไม่บอก"

              รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ยุคที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลเคยเจรจากับจีน เพื่อให้มาร่วมลงทุน โดยให้ถือหุ้น 49% ซึ่งก็หมายความว่า จีนจะต้องลงเงินด้วย แต่รัฐบาลนี้กลับตัดสินใจกู้มาทั้งหมด

              "ประเด็นไม่ใช่ว่าใครมาร่วมทุน แต่เป็นเรื่องที่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องไปเจรจาว่า เอกชนที่จะมาทำตรงนี้คุณจะต้องร่วมรับความเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน"

              นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า หากจำเป็นจริงๆ เรื่องนี้รัฐบาลจะขอให้ฝ่ายค้านร่วมลงสัตยาบันพวกเขาก็พร้อมที่จะร่วมลงนามเพื่อยืนยันว่า ไม่ว่าการเมืองหรือรัฐบาลจะเปลี่ยนไปอย่างไร โครงการที่ได้ริเริ่มไปแล้วก็จะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ต้องมีการพูดคุยตามเงื่อนไข

              เขายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า เหตุใดรัฐบาลถึงตัดสินใจกู้ในคราวเดียว ทั้งที่ตามกฎหมายแล้วอนุญาตให้รัฐบาลจัดงบเกินดุลได้ทุกปีอยู่แล้ว และที่วางแผนมาก็ใช้งบเพิ่มปีแรกแสนกว่าล้านบาท ปีถัดไป 2 แสนล้านบาทเศษ ไปจนถึง 7 ปี ดูแล้วก็ไม่ได้เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด

              "มันทำให้เกิดปัญหาในการตรวจสอบ เพราะเป็นเงินที่อยู่นอกระบบงบประมาณ แล้ว ครม.ก็ออกระเบียบ ใช้วิธีพิเศษตลอด ผมคิดว่าขัดกับรัฐธรรมนูญด้วย เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 162 ให้รัฐบาลรักษาวินัยการคลัง"

              อดีต รมว.คลังกล่าวด้วยว่า ร่างพ.ร.บ.เงินกู้ฉบับนี้ต่างจากกฎหมายทั่วไปตรงที่ปกติจัดทำงบประมาณหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตั้งเรื่องทำโครงการ มีการศึกษาผลกระทบ ความคุ้มทุน แต่ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้กลับบอกว่า ให้อำนาจรัฐบาลไปกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท แล้วเอาไปทำโครงการที่สุดท้ายแล้วอาจเปลี่ยนแปลงได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นโครงการตามที่ระบุในเบื้องต้น

              "ภาระก็คือ เงินต้น 2 ล้านล้านบาท จ่ายหมดใน 50 ปีข้างหน้า นั่นหมายความว่า มีภาระดอกเบี้ยอีกกว่า 3 ล้านล้านบาท ภาระขนาดนี้ถามว่าคุณจำเป็นต้องกู้หรือเปล่า ทำไมไม่เอาเอกชนมาร่วมทุน"

              ถามว่าฝ่ายค้านจะรับมือเรื่องนี้อย่างไร รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตอบว่า เราจะต้องใช้เวทีสภา ซึ่งเรื่องกู้เงินนี้ถึงอย่างไรก็ต้องขอค้านจนถึงที่สุด

              ขณะที่ นายกิตติรัตน์ ยืนยันเช่นกันว่า มีความพร้อมในการชี้แจงและตอบข้อซักถามของฝ่ายค้านในสภา 

              นายกิตติรัตน์ ชี้แจงว่า ความจำเป็นที่ต้องออกเป็นพ.ร.บ.กู้เงิน แทนที่จะใช้เงินงบประมาณมาลงทุน ก็เพราะที่ผ่านมาโครงการส่วนใหญ่จะได้รับเงินงบประมาณแค่ปีแรกๆ จากนั้นก็จะตั้งเป็นงบผูกพัน ทำให้บางปีไม่ได้รับการจัดสรรงบ หลายโครงการจึงไม่เสร็จ  และการที่รัฐบาลไม่ไปเพิ่มการขาดดุลงบประมาณ เนื่องจากรัฐบาลมีแนวทางจะลดการขาดดุลให้ได้จริงปีละแสนล้าน จึงต้องทำอย่างที่พูด ไม่ได้แค่คิดอย่างเดียวเหมือนรัฐบาลก่อนหน้านี้

              นายกิตติรัตน์ ยกตัวอย่างโครงการขยายถนน 4 เลน 120 กิโลเมตร เส้นระนอง-ชุมพร สร้างมาตั้งแต่ 5-6 ปีก่อน จนถึงวันนี้ก็เพิ่งทำไปได้ครึ่งเดียวเท่านั้น หากมีโครงการและมีเงินชัดเจนก็น่าจะทำได้เร็วขึ้น

              นายกิตติรัตน์ ชี้แจงอีกว่า การจำกัดวงเงินไว้แค่ 2 ล้านล้านบาทเป็นเพราะรัฐบาลคำนึงถึงภาระหนี้ที่จะเพิ่มขึ้นอยู่แล้วจากระดับหนี้ในปัจจุบัน 5 ล้านล้านบาท รวมหนี้ของกองทุนฟื้นฟูด้วยนั้น คิดเป็น 42-43% ของจีดีพี และหนี้ที่เพิ่มขึ้นนี้รัฐบาลจะดูแลไม่ให้เกิน 50% ของจีดีพี ซึ่งต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลัง 60% ขณะเดียวกันการลงทุนในระยะ 7 ปีนี้ก็จะช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจหรือจีดีพีของประเทศขยายตัวสูงขึ้น จากปีก่อนที่จีดีพีเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ล้านล้านบาท มาอยู่ที่ 12 ล้านล้านบาท

              นายกิตติรัตน์ ระบุว่า ในช่วง 7 ปีนี้ จีดีพีจะเพิ่มไปถึงระดับ 100 ล้านล้านบาท เทียบกับหนี้ 2 ล้านล้านก็คิดเป็นเพียง 2% เท่านั้น  ไม่ใช่ 20% ของจีดีพี อย่างที่เข้าใจกัน หรือหากมองในแง่ร้ายเศรษฐกิจไม่ได้โตเลย จีดีพีก็น่าจะอยู่ที่ 84 ล้านล้านบาท หนี้ก้อนนี้ก็เพิ่มขึ้นมาเพียง 3% เท่านั้น ที่สำคัญรัฐบาลจะเน้นใช้เงินในประเทศทั้งหมด เพราะเรามีเงินที่กองไว้โดยไม่เกิดประโยชน์อยู่ในธนาคารแห่งประเทศไทยถึง 3.1 ล้านล้านบาท จึงไม่จำเป็นต้องไปกู้เงินต่างประเทศเข้ามาให้ยิ่งกดดันค่าเงินบาท

              "การใช้เงินใน พ.ร.บ.กู้เงินดังกล่าวที่มองว่าไม่โปร่งใสนั้น จริงๆ แล้วรัฐบาลไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้ใช้เงินเร็ว โดยไม่ตรวจสอบ ทุกอย่างเหมือนการใช้เงินงบประมาณปกติ มีการปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง มีการเปิดเผยราคากลางชัดเจน ที่สำคัญโครงการขนาดใหญ่ก็จะมีต่างชาติสนใจเข้ามาร่วมประมูลด้วยเรื่องของการจ่ายสินบนถือเป็นเรื่องใหญ่สำหรับนานาชาติอยู่แล้ว ยืนยันว่าเราไม่ได้มีอะไรปิดบัง สิ่งที่ทำโปร่งใส มองเห็นง่ายกว่างบประมาณปกติด้วยซ้ำ"

              นายกิตติรัตน์ ย้ำว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวถือเป็นกฎหมายกู้เงินฉบับแรกที่มีการกำหนดการใช้หนี้ไว้อย่างชัดเจน เพราะก่อนหน้านี้ต้องเห็นใจว่า ประเทศเรามีหนี้แต่ไม่ได้สนใจที่จะใช้หนี้คืน ทำให้มีแต่จ่ายดอกเบี้ยคืนปีหนึ่งก็เป็นเงินประมาณ 7.5 แสนล้านบาท แต่หนี้ก้อนนี้อย่างช้าจะจ่ายคืนหมดภายใน 50 ปี โดย 10 ปีแรกไม่ต้องจ่ายเงินต้น และหากปีไหนเศรษฐกิจดีมีเงินมากขึ้นก็สามารถจ่ายเงินต้นคืนได้มากขึ้น ก็จะช่วยให้หนี้หมดเร็วขึ้น อาจเป็น 40 ปีหรือ 30 ปีก็ได้

              "เมื่อเทียบกับประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการลงทุนน่าจะใช้ไปได้อีกนาน ทั้งรถไฟทางคู่ ถนน 4 เลน ก็น่าจะมากกว่า 100 ปี และหากเทียบกับความแตกต่างทางเศรษฐกิจของการลงทุนครั้งนี้กับการไม่มีการลงทุนเกิดขึ้นจะคิดเป็นเงินถึง 2.3 แสนล้านบาทต่อปี ทีเดียว หากไม่ทำก็จะยิ่งเป็นการเสียโอกาส"

............................

(หมายเหตุ : ต่างมุมมอง'กรณ์-กิตติรัตน์'ปมเงินกู้2ล้านล้านปฏิรูปประเทศ : สัมภาษณ์พิเศษโดยเครือเนชั่น)