
คนละไม้ละมือ
ลุ้นกันระทึกละว่า เมล์ฉาว 4,000 คันจะผ่าน ครม.หรือไม่
ถ้าไม่ผ่านจะยังไง ผ่านแล้วจะยังไง
อายุขัยของรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะยืดยาวออกไปหรือไม่ พรรคภูมิใจไทย จะลุยแบบยอมหักไม่ยอมงอ กับงบเช่ารถเมล์ 6 หมื่นกว่าล้าน ยอมทิ้งงบกระตุ้นเศรษฐกิจเฟสสอง กว่า 5 แสนล้านที่กระจายตามกระทรวงที่กำกับดูแลไปเลยหรือไม่
เรื่องราวเหล่านี้กลายเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายจับตามอง และพลิ้วไหวไปกับเกมการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างค่อยๆ ทิ้งไพ่ที่ถืออยู่ในมือ เพื่อวัดใจอีกฝ่าย
แต่สุดท้ายแล้วก็คือ หากครม.สั่งให้กลับไปศึกษารายละเอียด ผลดีผลเสีย ความเป็นไปได้ของโครงการ โดยเฉพาะจุดคุ้มทุน ใน 1 ปีข้างหน้า หรือ 3 ปี 5 ปี หรือสุดท้ายคือเมื่อรถไฟฟ้าสารพัดสีที่วางเอาไว้ เชื่อมต่อการคมนาคมในเมืองหลวงจนครบถ้วนแล้ว "รถเมล์" จะยังเป็นขวัญใจคนเมืองหลวงต่อไปอีกหรือไม่
เรื่องราวเหล่านี้ ถ้าเป็นพ่อแม่พี่น้องคนเมืองหลวง อาจไม่คิดอะไรมาก อันไหนถูก อันไหนดี อันไหนสะดวก ก็ต้องเลือกสิ่งนั้น
จะคิดกันอีกนิดก็คือ ไม่สะดวก แถมแพง และไม่มีสิทธิเลือกนี่แหละ
แต่กลไกการเมืองมันก็ดีอย่าง
เมื่อมีคนคิดแบบนี้ การเมืองก็ออกแบบ เปิดช่องให้เกิดการตรวจสอบ
เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ผู้สร้างตำนาน "จอมสอยมือทอง" เพราะถึงขั้นล้มยักษ์อย่าง สมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี จนกระเด็นตกเก้าอี้ คือผู้ที่ออกมาประกาศชัดว่าจะต้องชำระโครงการ เช่ารถเมล์ 4,000 คันนี้ให้ได้
ตั้งธงไว้เสร็จสรรพ
1.เกี่ยวพันกันกลุ่มการเมืองอย่างไร
2.ต้นทุนโครงการที่บริษัทเข้าประมูลอยู่ที่ไหน
3.เป็นนอมินีให้แก่ใคร
4.ล็อกสเปกหรือไม่
แต่ดูเหมือนว่า ต้นทุนดูจะเป็นเรื่องใหญ่สำหรับนักตรวจสอบบัญชีมือฉมังที่หันมาเอาดีในการตรวจสอบนักการเมือง
เรืองไกร มองว่า ไม่ต้องดูอื่นไกล รถเมล์เหลืองเอ็นจีวีที่วิ่งกันเกลื่อนเมืองในเวลานี้ เทียบกับ รถเมล์ที่จะเช่ามา ราคาต่างกันแค่ไหน
เมล์เหลืองจากจีน มูลค่า ไม่น่าจะเกิน 2 หมื่นล้านบาท
พูดไปอาจจะกลายเป็นคนละเรื่อง เพราะที่ โสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ยกมาเปรียบเทียบนั้น เป็นโครงการ บีอาร์ที โครงการสมัย อภิรักษ์ โกษะโยธิน เป็นผู้ว่าฯ กทม. มาเปรียบเทียบว่า ที่กำลังเป็นปัญหาอยู่ในตอนนี้ ถูกกว่าเกือบเท่าตัว
แต่ถ้าเป็นราคารถเมล์เหลืองอย่างที่ เรืองไกรว่า ทำไปแค่ 2-3 ปี ก็น่าจะเข้าเป้าอย่างที่ "จอมสอย" บอกเอาไว้
3 ปีคุ้มทุน ที่เหลือระยะเวลาสัมปทานอีก 7 ปี นอนตีพุงนับสตางค์ได้สบายๆ
ถ้าเป็นแบบที่เรืองไกร คำนวณไว้ ก็ต้องเรียกว่า คนที่ได้สัมปทานไปยิ่งกว่าได้เปล่า เหมือนถูกหวยรางวัลที่ 1 กันเลยทีเดียว
แต่มันจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ ก็ต้องพิสูจน์ว่า หน่วยงานที่รัฐบาลสั่งให้ไปศึกษาหาความรู้แล้วเอามาถ่ายทอดให้ ครม.ได้ตาสว่างกันนั้น ทำกันแบบเข้มข้นเพียงใด
จะรักษาผลประโยชน์ของประชาชน หรือพยายามอุดช่องโหว่ มองข้ามข้อเสียเพื่อนายทุนได้ทำธุรกิจ
ที่ว่ากำหนดสเปกเพื่อตัดคู่แข่งนั้น เรืองไกร บอกว่า ทำได้แน่นอน
พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นกันจะจะว่า ทำได้ด้วยการกำหนดสเปกไว้ในทีโออาร์ว่า ต้องเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ กำหนดวงเงินทุนจดทะเบียน และเงินค้ำประกันว่าต้องจ่ายเป็นเงินสด
ถามว่ามีการทำธุรกิจแบบปกติที่ไหนเขาทำกัน ...อ้อ...อาจจะยกเว้นกรณีที่ดินรัชดา ที่อดีตนายกฯ โดนพิพากษาจำคุกไป 2 ปีนั่นแหละ
แต่ในการทำธุรกิจแบบปกติ โครงการมูลค่า 6 หมื่นกว่าล้าน แล้วจะต้องใช้เงินกี่ร้อยล้านเพื่อไปวางค้ำประกัน
แล้วจะมีใครที่หอบเงินสดจำนวนมากขนาดนั้นไปให้
แต่งานนี้ เรืองไกร บอกว่า เล่นไม่ยาก สั่งสเปกได้ ก็แก้ได้ด้วยการตรวจสอบข้อมูลบริษัทที่มาประมูลกันเลย ...เอาให้ละเอียด
สรรพากรต้องสอบประวัติการเสียภาษี ย้อนหลังสัก 5 ปีเลยเป็นไง
ส่วน ปปง.ต้องลงมือสอบที่มาที่ไปของเงินที่เอามาวางมัดจำ
ทุกฝ่ายที่มีอำนาจในการตรวจสอบต้องช่วยกัน ร่วมมือกัน จะมานั่งยิ้มดูมหกรรมงาบบรรลือโลกไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
สอบแล้วไม่พบพิรุธ สอบแล้วโปร่งใส ก็ยกให้โครงการนี้ เป็นโครงการตัวอย่างแห่งปีไปเลย
ศรุตา



