
เปิดพื้นที่ให้ยืน!ฟังเรื่องเล่าชีวิตผู้ต้องขัง
ฟังเรื่องเล่าชีวิตผู้ต้องขัง 'ไขกุญแจดอกที่สอง'ด้วยรัก-อภัย-เมตตา ต่อผู้หลงผิด เปิดพื้นที่ให้เขาได้หยัดยืน : รายงานโดย มศว
“อิสรภาพ” คำๆนี้ ช่างเป็นคำที่มีคุณค่านักกับบุคคลที่ถูกจำกัดพื้นที่ จำกัดอิสรภาพ และต้องไปอยู่ในสถานที่แห่งหนึ่งซึ่งเรียกมันว่า “เรือนจำ” เหตุเพราะเขาเป็นผู้ต้องขัง ในสังคมมองผู้ต้องขังด้วยสายตาระแวดระวัง ไม่ไว้วางใจและตกอยู่ในความคิด ความเชื่อและทัศนะคติที่ไม่ดีต่อผู้ต้องขังมานานแสนนาน แม้ว่าพวกเขาจะได้รับการปล่อยตัวออกมาจากเรือนจำแล้วก็ตาม หรือบางคนกำลังจะถูกปล่อยตัวออกมาในไม่ช้านี้ พวกเขาก็ยังมีความรู้สึกกล้าๆ กลัวๆ ที่จะก้าวออกมาจากจุดนั้น
เพียงเพราะว่าความรังเกียจและมองพวกเขาด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร บ่อยครั้งทีเดียวที่ผู้ต้องขังซึ่งได้รับอิสรภาพ หากแต่ความคิดต่างๆ ก็พรั่งพรูออกมา เกรงว่า.... สังคมจะยอมรับได้ไหม ญาติพี่น้องคนในครอบครัวจะคิดอย่างไร แม้ใจหนึ่งอยากจะออกจากเรือนจำ อยากได้อิสรภาพ หากแต่อีกใจหนึ่งก็มีความกังวลอย่างหนักเช่นกัน
จากสภาพปัญหาของความรู้สึกนึกคิดของคนในสังคมที่มีต่อผู้ต้องขัง ส่งผลให้พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ซึ่งทรงงานด้านความยุติธรรมในสังคม ทรงเห็นความเหลื่อมล้ำทางสังคมของคนที่ด้อยโอกาส และกำลังจะด้อยลง ๆ ไปอีก ยิ่งทำให้พวกเขาถูกกดทับๆ จนไม่มีที่หยัดยืนอีกต่อไป จากความทุกข์ของผู้ที่ถูกจำกัดอิสรภาพ ทรงทำให้เกิดพลังในการหาทางช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม อีกทั้งทำอย่างไรให้ผู้ต้องขังที่พ้นโทษ ได้รับความรัก ความเมตตา และโอกาสจากผู้คนในสังคม ด้วยทรงเชื่อว่า คนเราเมื่อทำผิดและได้รับโทษย่อมเป็นคนดีได้ หากสังคมคนรอบข้างได้มอบกำลังใจ ความรัก มิตรภาพ ความอบอุ่นความไว้วางใจให้กับพวกเขา
ในงาน “คนไทย ขอมือหน่อย” คนละไม้ คนละมือ เพื่อสังคมน่าอยู่ ที่จัดขึ้น ณ โซนสีชมพู บริเวณลานหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิล์ด ต้องการบอกเล่าให้ผู้คนในสังคม รับรู้ความทุกข์ ความรู้สึกของผู้ที่เคยกระทำผิดโครงการกำลังใจในพระดำริขึ้น ใช้ชื่องานเสวนาครั้งนี้ว่า “กุญแจดอกที่สอง:เปิดประตู เปิดใจ จับมือเดินไปพร้อมผู้ต้องขังหญิง” โดยต้องการสร้างความเข้าใจผ่านเรื่องเล่า ผ่านประสบการณ์การลงพื้นที่
หนึ่งในนักวิจัยคนสำคัญคือ รศ.ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์ อาจารย์จากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เริ่มเล่าว่า มนุษย์เราทุกคนย่อมมีโอกาสทำผิดพลาดได้ จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวเราก็ได้ก้าวเข้าสู่กับดักนั้นแล้ว ทั้งนี้ชีวิตของผู้ต้องขังล้วนเป็นชีวิตที่ถูกลืมจริงๆ เมื่อลงพื้นที่พูดคุย ฟังเรื่องเล่าของผู้ต้องขังหญิงคนแล้วคนเล่า มองเห็นว่าการที่พวกเธอแต่ละคนกล้าหาญที่จะเล่าเรื่องส่วนตัวของตัวเอง มันทำให้ผู้ฟังได้รับบทเรียน เหมือนอย่างเช่นการที่เราจะนั่งรถไปกับคนรู้จักกันดี แต่เราไม่ระวัง ทำให้เราถูกจับในข้อหามียาเสพติดไว้ครอบครอง โดยที่ยาเสพติดไม่ใช่ของเรา และถูกจับไปอยู่ในเรือนจำ ชีวิตของผู้คนในเรือนจำมีอายุตั้งแต่อายุ 18 – 80 มีความหลากหลาย
“การเข้าไปอยู่ในเรือนจำทำให้ถูกจำกัดอิสรภาพ จำกัดด้วยกฎเกณฑ์ ระเบียบมากมาย รวมถึงความรู้สึกของความรักความผูกพันระหว่างแม่ลูก หากผู้ต้องขังมีสถานภาพเป็นลูก เขาก็จะห่วงแม่ที่อยู่ข้างนอก หรือผู้ต้องขังที่มีสถานภาพเป็นแม่ จะห่วงลูก โครงการกำลังใจจึงเป็นโครงการที่ทำให้ผู้ต้องขังหญิงสู้ เพื่อที่จะรอวันที่เขาพ้นโทษ กุญแจดอกแรกคือเรือนจำไขให้เขามีอิสรภาพสู่โลกข้างนอก เขากลับมาเจอกับดักหรือกรงขังที่พวกเรา คนในสังคมขังเขาเอาไว้ ด้วยความเชื่อที่ว่า คนที่ผ่านเรือนจำมาเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้ น่ากลัว อยากจะบอกว่าคนที่อยู่ในเรือนจำไม่ได้แตกต่างจากพวกเรา ดังนั้นพวกเราในสังคมจึงเสมือนกุญแจดอกที่สองที่จะเปิดประตู เปิดใจให้ผู้ที่เคยถูกคุมขัง ก้าวผ่านเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาให้ได้ ทั้งนี้เขาก็ได้รับโทษในสิ่งที่ได้ทำลงไป ก้าวจากสิ่งที่ได้กระทำผิด ก้าวออกจากเวรกรรมและก้าวออกจากสังคมได้เต็มที่”
ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ที่ก้าวเข้าสู่เรือนจำในวันแรก ต้องเดินผ่านประตูบานแล้วบานเล่า ส่วนใหญ่เขาจะถามตัวเองว่า “เขาฝันไปรึเปล่า” “ทำไมต้องมาอยู่ในที่แห่งนี้ ไปไหนไม่ได้” การใช้ชีวิต อาหารการกิน ที่หลับที่นอน จะอาบน้ำเขาก็เลือกไม่ได้ เป็นความกดดันของคนที่เพิ่งก้าวเข้าสู่เรือนจำในช่วงแรก ผู้ต้องขังงหญิงจะร้องไห้และใช้เวลา 2-4 เดือน บางคน 6 เดือนหรือ 1 ปี แล้วแต่สภาพการปรับใจของตัวเองขึ้นอยู่กับเวลาในการปรับตัว
การได้พูดแลกเปลี่ยนกับนักโทษหญิงทำให้ รศ.ดร.นภาภรณ์ รับรู้ถึงความฝันของนักโทษ ที่บ่งบอกว่า พวกเขาต้องการ “อิสรภาพ” นั่นก็คือ ฝันอยากเป็นนกเพื่อจะได้บินออกจากเรือนจำ เมื่อเห็นคลองก็อยากเป็นน้ำ สิ่งที่พวกเขาสะท้อนออกมาทำให้ได้เห็นถึงความเหงา ว้าเหว่ ทั้งนี้ทุกคนมีความหวังที่เหมือนกันคืออิสรภาพ
เมื่อได้พูดคุยกับผู้ต้องขัง “ ทำให้รู้ว่า เราต้องช่วยกันดึงพลังที่สร้างสรรค์ออกมาจากตัวของเขาให้ได้มากที่สุด โดยผ่านการจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เน้นคุณภาพทางจิตใจ สร้างกำลังใจ ต้องทำให้พวกเขาเห็นว่า แม้ว่าจะอยู่ในที่แคบแต่คุณภาพจิตใจของผู้ต้องขังหญิงต้องดี จึงได้จัดกิจกรรมใหม่ๆ ให้พวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการสอนโยคะ เพื่อให้เขารู้สภาพจิตใจของตัวเอง เกิดสมาธิ เกิดปัญญา รู้พลังในตัวตนของตัวเองซึ่งเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ตัวเขาเองมีพลังมากมาย ทั้งนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังหญิงได้พบเจอคนที่ตัวเองรัก เคารพ ส่วนใหญ่เป็นพ่อ แม่ ญาติพี่น้อง นอกจากมาเยี่ยมกันแล้ว ยังมีโอกาสได้กอดพ่อแม่ หรือลูกตัวเอง ส่งเสริมให้จิตใจของแม่ ลูกอ่อนโยนเข้าหากันมากขึ้น
คุณอรสม สุทธิสาคร นักเขียนสารคดีอิสระ เล่าว่า โครงการกำลังใจและแผนพัฒนาจิต มูลนิธิสดศรี สฤษดิ์วงศ์ได้ร่วมจัดกิจกรรมในเรือนจำที่หลากหลาย ตัวเองทำงานสารคดีมาครึ่งค่อนชีวิต เรารักงานสารคดีและตัวเราเองก็มองว่างานสารคดีเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ เป็นงานประกาศสัจจะของชีวิตคน ไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านี้อีกแล้ว การเขียนเรื่องราวความเป็นจริง มันทำให้คนได้ทบทวนตัวเอง ขณะเดียวกันก็ได้คลี่คลายตัวเองลงด้วย มันทำให้เขามองเห็นคุณค่าในตัวเอง ผู้ต้องขังในเรือนจำไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องขังหญิงหรือชาย เขาจะรู้สึกว่าชีวิตของพวกเขาไม่มีคุณค่าอีกแล้ว ทั้งด้วยความรู้สึกของตัวเองและความรู้สึกที่สังคมมองพวกเขา เมื่อเขาก้าวขาไปอยู่ในเรือนจำ เขาสูญเสียคุณค่าแห่งตัวตนลง เราจะทำอย่างไรให้เขามีกำลังใจ มองเห็นคุณค่าในตัวเองและมองเห็นคุณค่าในตัวเองที่จะทำประโยชน์เพื่อผู้อื่นด้วย จึงได้นำประสบการณ์ที่ผู้ต้องขังมี นำมาเสนอเป็นเรื่องราวเพื่อให้คนอื่นๆ ในสังคมได้รับรู้
“เข้าไปสอนเรื่องการเขียนประสบการณ์เรื่องราวของผู้ต้องขัง ได้ฟังเรื่องราวที่ทำให้เขาทุกข์ใจ มีการให้กำลังใจ เราไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ครูสอนเขียนสารคดีเรื่องเล่า หากแต่เายังเป็นเสมือนญาติของผู้ต้องขัง การรับฟังพวกเขาด้วยจิตใจที่เปิดกว้างมีเมตตาต่อพวกเขาจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ในชั้นเรียนที่สอนการเขียนให้ผู้ต้องขังหญิง เราในฐานะครูก็จะให้ผู้ต้องขังได้เข้ามากอด เสมือนเราเป็นญาติเป็นแม่ของพวกเขา เกิดเป็นความไว้เนื้อเชื่อใจ และบอกเล่าความอัดอั้นในจิตใจให้เราร่วมรับรู้ การจัดกิจกรรมทุกรูปแบบเพื่อเสริมกำลังใจและทำให้ชีวิตของพวกเขามีความหวัง มีกำลังใจขึ้นมาบ้าง จากการได้พูดคุยกับผู้ต้องขังหญิงที่มีโทษประหารชีวิตว่า เขาอยากเป็นอะไร เขาบอกว่า อยากเป็นสัตว์เดรัจฉานที่มีอิสรเสรี และไม่ขอมาอยู่ในเรือนจำอีกแล้วไม่ว่าจะชาติไหน”
การเข้าไปฝึกให้ผู้ต้องขังได้เขียนเล่าเรื่องราวของตัวเอง จึงเป็นเรื่องที่มีพลังมาก มากกว่านักเขียนที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน ผู้ต้องขังมีวัตถุดิบที่ดีอยู่แล้วในตัวทุกคน การที่เขาถ่ายทอดเรื่องราวของตัวเองออกมาทำให้น่าสนใจ และมีชีวิตชีวาอย่างมาก เรื่องราวเหล่านี้หากได้นำเสนอสู่สังคมภายนอกจะทำให้ผู้คนเข้าใจความรู้สึกของผู้ที่เคยผ่านชีวิตในเรือนจำ เมื่อเข้าใจก็จะมองพวกเขาด้วยความรักเมตตา ให้โอกาสมากขึ้นและนี่ก็คือการช่วยกัน “ไขกุญแจดอกที่สอง”ออกมา
บทสรุปของการสร้างเรื่องเล่าโดยให้ผู้มีประสบการณ์อย่าง “ผู้ต้องขัง” ได้เล่านั้น รศ.ดร.นภาภรณ์ บอกว่า มนุษย์เราทุกคนจะรู้จักตัวเองผ่านเรื่องเล่า เพราะเมื่อมนุษย์มีประสบการณ์จะมีความทรงจำและความทรงจำจะประกอบสร้างขึ้นมาเป็นตัวตนของเรา ถ้าเรารู้สึกว่าเราเป็นคนที่ไม่มีใครรัก เรื่องที่เขาเล่าออกมาก็จะบอกความคิดความรู้สึกภายในของเขาออกมา กระบวนการของการทำเรื่องเล่า ตัวนักวิจัยจะมีความพยายามให้ผู้เล่าสร้างเรื่องของตัวเองขึ้น ตัวเรื่องเล่ามันจึงมีพลังเพราะว่า มันสะท้อนเรื่องราวชีวิตของคน ขณะเดียวกันมันได้สร้างชีวิตใหม่ให้กับคน ทำให้เขาได้ทบทวนว่าที่ผ่านมาเขาได้ทำอะไรบ้าง และต่อไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไร มันเป็นการเปิดโอกาสให้คนได้ทบทวนชีวิตของตัวเอง รวมทั้งขีดเส้นชะตาชีวิตของตัวเองต่อไปด้วย เรื่องเล่าสามารถเล่าผ่านคำพูด ข้อเขียน บทเพลงและงานศิลปะแขนงต่างๆ ล้วนแล้วแต่สามารถถ่ายทอดตัวตนของตัวเองออกมาแล้วสร้างตัวตนได้ คนอื่นก็จะเข้าถึงตัวตนของแต่ละคน สิ่งนี้จะเป็นพื้นฐานให้คนเข้าใจกันและมีความเอื้ออาทร มีความเมตตาขณะเดียวกันบางทีมนุษย์เรามองไม่เห็นพลังของตัวเอง ตัวเรื่องเล่าจึงเป็นวิธีการใหม่ที่ใช้สร้างพลังของผู้คนขึ้นมาได้ ซึ่งเรื่องเล่ามีมานานแสนนานแล้ว แต่เราไม่ได้หยิบมาใช้ในงานทางวิชาการ อย่างเรื่องเล่าของชาวป่า ชาวเขา เรื่องเล่าของชนเผ่าอินเดียแดง หากเราสร้างเรื่องเล่ามากขึ้นๆ สังคมจะเปลี่ยนเพราะตัวเรื่องเล่า ทำให้เกิดการสื่อสารสองทางเกิดขึ้น คือผู้ฟังมีปฏิสัมพันธ์กับผู้เล่า และมีการปรับระบบความสัมพันธ์ของตัวเองผ่านเรื่องเล่าที่ได้ฟังหรือได้รับรู้มา จึงเกิดเรื่องเล่าใหม่ๆ เกิดขึ้น เรื่องเล่าแต่ละครั้งที่ถูกเล่าออกไปจะถูกตีความไปเรื่อยๆ และไม่เคยหยุดนิ่ง การจะทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องราวต่างๆ จึงต้องมีเรื่องเล่าในแต่ละชุดที่มากพอและหลากหลายพอ
ขณะเดียวกันในวันที่ 22 มีนาคม 2556 เวลา 08.00 -17.00 น. ณ ห้องฟอร์จูน 3 ชั้น 3 โรงแรมแกรนด์ เมอร์เคียว ฟอร์จูน กรุงเทพ จะมีการจัดโครงการเปิดตัวผลงานวิจัยแบบมีส่วนร่วม เพื่อก้าวไปสู่การปฏิรูปเรือนจำ งานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นงานวิจัยครั้งแรกในเอเชีย ที่เน้นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อผลักดันให้เกิด “การปฏิรูปเรือนจำหญิงในประเทศไทย” และงานวิจัยชิ้นนี้สามารถจะขยายผลสู่เรือนจำชายต่อไปในอนาคตได้ เพื่อคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังและเพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่ากับกันของผู้ต้องขังเอง
...........
(หมายเหตุ : ฟังเรื่องเล่าชีวิตผู้ต้องขัง 'ไขกุญแจดอกที่สอง'ด้วยรัก-อภัย-เมตตา ต่อผู้หลงผิด เปิดพื้นที่ให้เขาได้หยัดยืน : รายงานโดย มศว)



