ข่าว

ความหวาดกลัว

ความหวาดกลัว

22 มี.ค. 2556

ความหวาดกลัว : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์ โดยประภัสสร เสวิกุล

               มีผู้กล่าวว่า ความเจริญของมนุษย์มีปัจจัยสำคัญมาจากความหวาดกลัว เช่นความหวาดกลัวความมืดทำให้มนุษย์หาทางก่อไฟเพื่อสร้างความสว่างในยามค่ำคืน ความหวาดกลัวต่อความหนาวเย็นทำให้มนุษย์จำเป็นต้องหาเสื้อผ้ามาห่อหุ้มร่างกาย ความหวาดกลัวต่ออันตรายทำให้มนุษย์ประดิษฐ์อาวุธเพื่อป้องกันตนเอง หรือความหวาดกลัวต่อโรคภัยไข้เจ็บทำให้มนุษย์คิดค้นยารักษาโรค เป็นต้น
 
               ในยุคล่าอาณานิคมนั้น หลายประเทศในทวีปแอฟริกา เอเชีย หรืออเมริกา ตกเป็นเหยื่อของนักล่าอาณานิคม เนื่องจากติดยึดในความยิ่งใหญ่ในอดีตของตนจนขาดความตระหนักถึงพลานุภาพยุทโธปกรณ์และยุทธศาสตร์สมัยใหม่ จนลืมความหวาดกลัวไป และนั่นเองคือสิ่งที่ทำให้ชาวยุโรปใช้ทหารเพียงไม่กี่ร้อยคน หรือเรือรบเพียงไม่กี่ลำพิชิตดินแดนที่กว้างใหญ่ได้โดยง่าย
 
               ในทวีปเอเชียเอง อินเดียและจีนที่เคยมีอำนาจยิ่งใหญ่ในอดีตก็สูญเสียบ้านเมืองและอธิปไตย ว่ากันว่ามีประเทศในเอเชียเพียง 2 ชาติ ที่ตระหนักถึง “ภัยขาว” และมีความรู้สึกหวาดกลัวต่อการรุกคืบของตะวันตก สองประเทศดังกล่าวนั้นคือญี่ปุ่นและไทย สำหรับญี่ปุ่นนั้นแต่เดิมให้ความศรัทธาต่อจีนทั้งในด้านศิลปวิทยาและอำนาจทางทหาร แต่เมื่อจีนโดนอังกฤษและมหาอำนาจตะวันตกรุมกินโต๊ะ จีนก็พ่ายแพ้แบบหมดรูปโดยง่ายดาย ทำให้ญี่ปุ่นหวาดกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นกับตน และวิธีที่ญี่ปุ่นใช้ในการป้องกันตนเอง ก็คือเรียนรู้วิทยาการต่างๆ ของชาติตะวันตก และปรับปรุงบ้านเมืองให้มีความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมกับประเทศยุโรป
 
               ซึ่งแนวคิดของญี่ปุ่นใกล้เคียงกับพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากเหตุการณ์ ร.ศ.113 ที่ไทยถูกฝรั่งเศสนำเรือรบแล่นผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามาถึงกรุงเทพฯ และข่มขู่ให้ไทยปฏิบัติตามข้อเรียกร้องต่างๆ แล้ว พระองค์ก็ทรงเห็นว่าหนทางที่จะต่อสู้กับมหาอำนาจตะวันตกนั้น ก็คือจะต้องเรียนรู้จากความรู้ของเขา และทำบ้านเมืองให้ทันสมัย ดังนั้น ทั้งญี่ปุ่นและไทยจึงมีการส่งคนไปศึกษาในยุโรป และปฏิรูประบบการปกครอง กฎหมาย การศึกษา สังคม การคมนาคม การสื่อสาร ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่มีการพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
 
               ถ้าถามว่าตอนนั้น หากญี่ปุ่นและไทยไม่หวาดกลัวชาติตะวันตก และลุกขึ้นจับซามูไรหรือดาบอรัญญิกสู้กับศัตรูผู้รุกราน จะเกิดอะไรขึ้น? คำตอบก็คือทั้งญี่ปุ่นและไทยคงประสบชะตากรรมที่ไม่แตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ ในทวีปแอฟริกา เอเชีย และอเมริกา ไม่สามารถที่จะธำรงรักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติไว้ได้
 
               แต่นั่นแหละครับ ระยะเวลาที่ผ่านมา ก็ทำให้โลกเปลี่ยนแปลงไป และคนไทยในทุกวันนี้ก็ไม่มีความหวาดกลัวอะไร เพราะเราไม่ได้ประสบกับเหตุการณ์ที่น่ากลัวเช่นหลายๆ ประเทศ แต่ความไม่หวาดกลัวนั่นแหละครับคือสิ่งที่น่ากลัวอย่างยิ่งสำหรับเมืองไทยในวันนี้และวันหน้า โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศรอบบ้านที่ผ่านเรื่องราวที่น่าหวาดกลัวมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภัยของสงคราม ภาวะบ้านแตกสาแหรกขาด ความทุกข์ยากหิวโหย หรือการเข่นฆ่ากันเอง แต่สภาพที่หนักหนาสาหัสในอดีต ได้เป็นทั้งบทเรียนและพลังสำคัญของชาติเหล่านั้นให้ระวังตนเองและหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นเสมือนฝันร้ายขึ้นมาอีก
 
               หลายประเทศที่กลัวความยากจนได้ทุ่มเทในการสร้างประเทศของตนให้มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ หลายประเทศที่หวาดกลัวความแตกแยกภายในก็พยายามหาทางปรองดองกันเพื่อสร้างความเป็นปึกแผ่น และหลายประเทศที่ประชาชนเคยด้อยการศึกษา ก็เกิดความรู้สึกหวาดกลัวต่อความไม่ทันโลก และตั้งหน้าศึกษาหาความรู้อย่างจริงจัง ในขณะที่ประชาชนในประเทศที่ไม่หวาดกลัวอะไรเช่นเมืองไทย ใช้ชีวิตอย่างเอ้อระเหยลอยชาย แข่งขันกันในเรื่องวัตถุนิยมและความสะดวกสบายทันสมัย มากกว่าจะกระตือรือร้นเรื่องการศึกษาหรือการทำงาน เราทะนงตัวกับความสำเร็จทางเศรษฐกิจในอดีต จนลืมหวาดกลัวคู่แข่งและคู่ค้า และคนไทยก็ยังคงร้องเพลงชาติกันคนละคีย์เช่นเดิม เหมือนเดิม
 
               เมื่อมองไปรอบๆ บ้านเราแล้ว ผมก็อยากให้คนไทยในวันนี้รู้สึกถึงความหวาดกลัวกันไว้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นความหวาดกลัวว่าจะล้าหลังเพื่อนบ้าน ความหวาดกลัวว่าจะไม่มีความรู้เพียงพอ ความหวาดกลัวความยากจน หวาดกลัวการสิ้นชาติ หรือความหวาดกลัวการสูญเสียอธิปไตยทางการเงินและเศรษฐกิจ และเมื่อเกิดความหวาดกลัวแล้วก็จะได้หาทางป้องกันตนเอง เหมือนเช่นในสมัยสมเด็จพระปิยมหาราชด้วยครับ