ข่าว

'ธีระชัย'อัด'รัฐ'กู้2ล้านล้านไม่รัดกุม

'ธีระชัย'อัด'รัฐ'กู้2ล้านล้านไม่รัดกุม

20 มี.ค. 2556

"ธีระชัย" อัด รัฐกู้เงินนอกระบบงบฯ 2 ล้านล้าน ไม่รอบคอบรัดกุม หวั่นเสียสิทธิ์โครงการให้บริษัทต่างประเทศ

           วันที่ 20 มี.ค.56  นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรมว.คลัง กล่าวถึงกรณีรัฐบาลได้อนุมัติ พ.ร.บ.เงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท ว่า ตนไม่คัดค้านที่จะมีการลงทุนพัฒนาประเทศ แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการออกเป็นกฎหมาย เพื่อให้อยู่นอกระบบงบประมาณ เพราะ รธน.กำหนดช่องทางที่รัฐบาลจะใช้เงินไว้ดีแล้ว โดยให้ทำผ่านกระบวนการงบประมาณ แต่ถ้ารัฐบาลบอกว่ายังไม่ผ่านจุดนั้นจุดนี้ ก็สามารถแก้ไขกฎหมายได้ โดยให้ในกระบวนการงบประมาณได้ ส่วนภาระหนี้นั้น ยังไม่น่ากลัว ไม่ว่าจะทำในระบบงบประมาณหรือไม่ เพราะต้องผ่านกระบวนการคัดเลือกโครงการ มีการเรียงลำดับความสำคัญถูกต้อง แล้วส่งให้สภาพัฒน์พิจารณาในแง่ความคุ้มค่าของโครงการ แต่การเสนองบประมาณ เป็นการเสนอกฎหมายเฉพาะที่เป็นกฎหมายประเทศจึงต้องมีรายละเอียดมากกว่ากฎหมายทั่วไป ไม่ใช่ออกมาเพียงรายชื่อโครงการเท่านั้น
 
          " การออกมาเป็น พ.ร.บ. เป็นแบบหลวมๆคร่าวๆ ไม่มีความละเอียดรอบคอบ รัดกุม ซึ่งการลงทุน 2 ล้านล้าน ต้องทำออกมาหลายเล่ม ต้องมีรายละเอียดมาก และคัดโครงการที่จำเป็นเร่งด่วน การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยุทธศาสตร์ชาติ หากบอกว่ายังไม่สมบูรณ์ใจุดนั้นจุดนี้ก็แก้ไขได้ และเวลานี้เหมือนรัฐบาลมีการปรับกฎหมายร่วมลงทุนกับเอกชน และโครงการใหญ่แทนที่จะเป็นรูปแบบที่รัฐเป็นเจ้าของและหาแหล่งเงินกู้จากภาคเอกชน และหาเทคโนโลยีจากต่างประเทศเข้ามา แต่เหมือนกับเปิดช่องให้รัฐไปลงทุนร่วมกับบริษัทต่างประเทศบางบริษัท กลายเป็นว่าเสียสิทธิ์ให้บางบริษัทหรือไม่ " นายธีระชัย กล่าว
 
          นายธีระชัย กล่าวอีกว่า ส่วนการชำระหนี้เงินกู้ที่กำหนดไว้ 50 ปี นั้น ตนไม่ค่อยเป็นห่วง แต่ปัญหาคือการคัดเลือกโครงการยังใช้ดุลพินิจถูกต้องบริสุทธิ์หรือไม่ หากคัดเลือกโครงการที่เหมาะสมกับประเทศจะลดภาระหนี้ และการชำระหนี้ประเทศจะเกิดขึ้นมาเอง แต่จุดหลักคือการคัดเลือกมีแรงกดดันทางการเมืองให้ไปทางนั้นทางนี้หรือไม่
 
          ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นนั้น นายธีระชัย กล่าวว่า เวลานี้มีปัญหาคือ เวลาที่จะลงทุนโครงสร้างพื้่นฐานประเทศจะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มอยู่แล้ว แต่ก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ดำเนินโครงการประชานิยม ซึ่งหลายโครงการก็ยังไม่ปิด และจะเป็นภาระหนี้อีกต่อไปแค่ไหนไม่รู้ และได้คำนึงถึงภาระปัจจุบันและอนาคตครบถ้วนหรือไม่ ดังนั้น จึงควรแก้ รธน.ให้รัฐบาลทำบัญชีแทนที่จะเป็นระบบเงินสด ก็ให้เป็นระบบเงินค้าง ให้ประเมินมองไปข้างหน้าโดยใช้ข้อมูลที่ดีที่สุดว่าโครงการที่ทำจะมีโอกาสเป็นภาระหนี้เท่าไหร่ เช่น ภาระที่เกิดขึ้นอย่างระบบประกันสังคม เมื่อมองไปข้างหน้าจะเกินกว่าองค์กร ดังนั้น ต้องทำอย่างน้อยทุกไตรมาสและทุกโครงการ เพราะเวลาประกาศตัวเลขหนี้สาธารณะจะทำให้มั่นใจมากขึ้น