
'นายกฯพม่า'เยือน'ออสซี'รอบ38ปี
ปธน.เต็ง เส่ง ของพม่าเยือนออสเตรเลีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์ 2 ประเทศ และออสซีส่งสัญญาณจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางทหารกับพม่าแต่ยังไม่ใช่เร็วๆนี้
18 มี.ค. 56 ประธานาธิบดีเต็ง เส่งเป็นผู้นำคนแรกของพม่าที่เยือนออสเตรเลียในรอบกว่า 38 ปีนับตั้งแต่ปี 2517 โดยได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากกองทหารเกียรติยศ ที่ทำเนียบรัฐบาล และหนึ่งในจุดประสงค์ของการเยือนครั้งนี้ คือ เพื่อชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในพม่าในการถ่ายโอนอำนาจจากระบอบเผด็จการทหารสู่ประชาธิปไตย
เขาได้พบหารือกับนายกรัฐมนตรีจูเลีย กิลลาร์ด และแถลงข่าวร่วมกับเธอ โดยบอกว่าเขาทราบดีว่ารัฐบาลและประชาชนออสเตรเลียแสดงความกังวลต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า และเขามาเยือนครั้งนี้เพื่อบอกว่ากำลังมีการเปลี่ยนแปลงในประเทศ และพม่าต้องการความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากออสเตรเลียที่จะช่วยสร้างสันติภาพพัฒนาประชาธิปไตยและส่งเสริมความมั่งคั่งในประเทศ
และกิลลาร์ด ให้คำมั่นว่า ออสเตรเลียพร้อมเป็นหุ้นส่วนที่จะช่วยสนับสนุนให้มีการเคารพสิทธิของประชาชน ส่งเสริมความปรองดองในชาติ และสร้างสันติภาพกับชนกลุ่มน้อย นอกจากนี้เธอส่งสัญญาณว่าจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทหารกับพม่า โดยจะส่งทูตทหารไปประจำสถานทูตออสเตรเลียในพม่าในไม่ช้า และต้องการส่งเสริมการพัฒนากองทัพพม่าให้มีความทันสมัยขึ้น แต่ยืนยันว่ายังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะมีการฟื้นความสัมพันธ์ทางทหารสู่ระดับปกติโดยจะดำเนินการอย่างระมัดระวัง และออสเตรเลียจะยังคงมาตรการคว่ำบาตรอาวุธกับพม่าต่อไป ถึงอย่างนั้นจะมีการผ่อนคลายข้อบังคับด้านความร่วมมือทางทหารบางอย่าง เช่น การให้ความช่วยเหลือบรรเทาภัยพิบัติและการรักษาสันติภาพ
กิลลาร์ด ยังบอกด้วยว่า รัฐบาลจะให้เงินช่วยเหลือ 20 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลียในช่วงเวลา 2 ปี
เพื่อส่งเสริมการจัดตั้งสถาบันต่างๆตามระบอบประชาธิปไตย การพัฒนาสิทธิมนุษยชน หลักธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรม รวมทั้งจะส่งผู้แทนการค้าไปประจำนครย่างกุ้งเพื่อส่งเสริมการค้าและการลงทุนระหว่างกัน
ขณะเดียวกันมีรายงานว่า ประธานาธิบดีเต็ง เส่งเผชิญกับการประท้วงของกลุ่มนักสิทธิมนุษยชนทั้งที่ด้านนอกอาคารรัฐสภาและสถานทูตพม่า โดยกล่าวหาว่าทั้งผู้นำพม่าและออสเตรเลียไม่สนใจปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนในพม่า และเรียกร้องให้พม่ายุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนก่อน ออสเตรเลียจึงจะฟื้นความสัมพันธ์การทหารและอื่นๆ
--------------------
(หมายเหตุ : ที่มาภาพ : EPA)



