ข่าว

อุตรดิตถ์แล้งหนัก!พืชเกษตรยืนต้นตาย

อุตรดิตถ์แล้งหนัก!พืชเกษตรยืนต้นตาย

18 มี.ค. 2556

อ่วม! อุตรดิตถ์แล้งรุนแรง หลังฝนทิ้งช่วง พืชเกษตรได้รับผลกระทบหนักยืนต้นตาย ด้าน 'กรมชล' เตือนภัยแล้งอีสานวิกฤติหนัก-ชาวบ้านรั้นทำนาปรังรอบ 2

                      18 มี.ค.56 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเกษตรกรปลูกถั่วฝักยาว ตำบลผาจุก อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ ถึงกลับถอดใจและเตรียมรื้อแปลงถั่วฝักยาว ที่ปลูกและเริ่มให้ผลผลิต แต่ไม่ได้เป็นดั่งเช่นทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาสภาพดินฟ้าอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย แปลงถั่วฝักยาวขาดน้ำ ซ้ำเกิดโรคระบาด แปลงบางส่วนเริ่มยืนต้นตาย

                      นางรุ่ง นวลเขียว กล่าวว่า เลือกปลูกพืชอายุสั้นและใช้น้ำน้อย ช่วงหน้าแล้ง พร้อมขุดสระเก็บน้ำไว้ใช้ แต่ด้วยปีนี้ภัยแล้งรุนแรง น้ำที่เก็บไว้ในสระแห้งขอด ไม่เพียงพอ แม้จะพยายามเจาะบ่อบาดาลไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมารดแปลงถั่วฝักยาวที่ปลูกไว้ 1 ไร่ ที่อยู่ในช่วงบำรุงฝักที่กะลังเริ่มให้ผลผลิตที่ใกล้เก็บขาย

                      โดยถั่วฝักยาวปลูกเพียง เดือนครึ่งก็สามารถให้ผลผลิตเก็บขายได้ แต่ปีนี้น้ำไม่เพียงพอ ช่วงดอกปรับเป็นฝัก ทำให้ฝักไม่ได้ขนาด ประกอบกับเกิดโรคระบาดไรขาว ไรแดง เกาะตามต้นถั่ว ทำให้ใบเหลือง ต้นทรุดโทรมเร็วกว่าปกติ ดอกล่วงผลผลิตลดลง

                      จากปกติเก็บผลผลิตขายทุกวันเฉลี่ย วันละ 70-80 กิโลกรัม แต่ปีนี้ต้องเก็บวันเว้นวัน ได้ผลผลิตครั้งละ 30 กิโลกรัม หากต้องบุรงต้นทั้งน้ำและกำจัดศัตรูด้วยสารเคมีต้องมีต้นทุนเพิ่มสูง จึงยอมขาดทุนเลือกเก็บผลผลิตที่พอได้ส่งขายและปล่อยให้ยืนต้นตาย รอฝนเพื่อปลูกพืชอย่างอื่นแทน

 

'กรมชล' เตือนภัยแล้งอีสานวิกฤติหนัก-ชาวบ้านรั้นทำนาปรังรอบ 2

 

                     สถานการณ์ภัยแล้งที่เริ่มวิกฤติในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งล่าสุดกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย รายงานตัวเลขจังหวัดประสบภัยแล้งทั้งสิ้น 38 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ อุดรธานี ยโสธร มหาสารคาม ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา สุโขทัย แพร่ จันทบุรี ตาก เชียงราย หนองบัวลำภู ร้อยเอ็ด แม่ฮ่องสอน อำนาจเจริญ บุรีรัมย์ อุบล ราชธานี นครสวรรค์ สุรินทร์ อุตรดิตถ์ เลย ลำพูน น่าน พิจิตร กำแพงเพชร พิษณุโลก เชียงใหม่ พะเยา มุกดาหาร ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ตรัง ชัยนาท สกลนคร บึงกาฬ เพชรบูรณ์ และตราด ครอบคลุม 26,000 กว่าหมู่บ้าน

                     นายสุรพล ปัตตานี รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เผยภายหลังแถลงข่าวการจัดงานวันน้ำโลก 22 มี.ค.ของทุกปีว่า ในภาพรวมสถานการณ์ภัยแล้งปีนี้น่าจะหนักกว่าปีก่อน เนื่องจากในปี 2555 ปริมาณฝนตกลงในพื้นที่เขื่อนมีน้อย ประกอบการรัฐบริหารจัดการน้ำด้วยการระบายน้ำออกจากเขื่อนเพื่อป้องกันน้ำท่วม ทำให้มีปริมาณน้ำเก็บกักในเขื่อนขนาดใหญ่อยู่ในเกณฑ์น้อยกว่าปกติถึง 10% โดยเฉพาะหลายจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รัฐมนตรีทส. ได้ลงพื้นที่มาแล้ว เช่น  อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู ถึงขั้นที่ไม่มีน้ำดิบจากแหล่งน้ำ ดิบ สำหรับผลิตประปาแล้ว เนื่องจากน้ำพองแห้งขอดจนคนสามารถเดินข้ามไปมาได้  ทั้งนี้ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอความร่วมมือในการลดทำนาปรังรอบที่ 2 และเน้นจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค แต่หลายพื้นที่ในจังหวัดภาคอีสานก็ยังวิกฤติ

                     รองปลัด ทส. กล่าวอีกว่า เบื้องต้นทส. โดยกรมทรัพยากรน้ำ ร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จัดเตรียมรถบรรทุกน้ำเคลื่อนที่ เครื่องสูบน้ำ และเจาะบ่อบาดาล เพื่อบรรเทาภาวะขาดแคลนน้ำแล้ว แต่เนื่องจากในตอนนี้มีคำร้องขอจากองค์การบริ หารส่วนตำบล (อบต.) และจังหวัดเข้ามาขอรับความช่วยเหลือในการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำผ่านทางกรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาลจำนวนมาก ทางทส. จึงได้ของบประมาณกลางปี 2556 จำนวน 5,000 ล้านบาท สำหรับให้ความช่วยเหลือทั้งในรูปของการขุดลอกคูคลอง แหล่งน้ำ และการเจาะบ่อบาดาล ซึ่งในวันที่ 20 มี.ค.นี้ เตรียมประชุมร่วมกับสำนักจัดการทรัพยา กรน้ำภาคที่จ.ขอนแก่น เพื่อจัดลำดับโครงการเร่งด่วน โดยเฉพาะพื้นที่แล้งซ้ำซาก และพื้นที่ที่มีความพร้อมจะได้รับการพิจารณาใช้งบ ซึ่งอาจจะไม่ต่ำกว่า 2 - 3 ล้านบาท และบางโครงการอาจสูงถีง 10 ล้านบาท

                     ส่วนนายชัยพร ศิริพรไพบูลย์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่า ขณะนี้เขื่อนหลักขนาดใหญ่ในภาคอีสานบางแห่งมีปริมาณน้ำอยู่แค่ 10% จึงค่อนข้างลำบากในการบริหารและกระจายน้ำ ถ้าไม่มีแหล่งน้ำมาเพิ่มเติม ซึ่งบางจึดสามารถสูบน่ำจากแหล่งน้ำธรรมมาเติมได้ แต่บางพื้นที่อาจต้องใช้การขุดลอกขยายปริมาณกักเก็บ ซึ่งในระยะสั้นกรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล จะเร่งสำรวจและขุดบ่อกระจายน้ำเพื่อบรรเทาภาวะวิกฤติในช่วง 2-3 เดือนจากนี้ ส่วนระยะยาว มีโครงการเครือข่ายน้ำในภาคอีสานมีพื้นที่วิกฤติ19 แห่ง ซึ่งจะออกแบบ อาคารควบคุมน้ำ ขุดลอกและระบบกระจายน้ำในพื้นที่ ซึ่งสามารถนำไปใช้ดำเนินการได้เลยถ้ามีงบประมาณ

                     "ในอนาคตจำเป็นต้องใช้น้ำบาดาลทดแทนแหล่งน้ำผิวดิน เพื่อบรรเทาภัยแล้งมากขึ้นเป็น 20-30% จากเดิมที่ทั่วประเทศใช้กันเพียง 10% หรือราว 30,000 ล้านลบ.ม.ต่อปี ของปริมาณชั้นน้ำใต้ดินที่มีกว่า 1.13 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น เพราะแต่ละปีจะมีฝนตกลงไปสะสมในชั้นน้ำถึง 1 แสนลบ.ม.ต่อปีอยู่แล้ว" นายชัยพร ระบุ

                     นอกจากนี้ นายชัยพร กล่าวอีกว่า ในระหว่างวันที่ 14 - 20 พ.ค.นี้ประเทศไทย ได้เป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับผู้นำด้านน้ำ แห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยจะผู้น้ำระดับนายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดี จาก50 ประเทศในมิภาคเอเชีย แปซิฟิก เข้าร่วมถกเกี่ยวกับปัญหาน้ำของโลก ซึ่งเพิ่งจัดเป็นครั้งที่ 2 โดยประเทศไทยโชว์ถึงศักยภาพและบทเรียนในการแก้ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เพื่อจะได้แสดงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในประเทศอย่างจริงจัง ให้นานาชาติได้เห็น โดยจะมีบริษัทเอกชนต่างชาติที่เข้าร่วมประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำท่วม 3.5 แสนล้านนำผลงานต่างๆเข้าร่วมจัดแสดงด้วย ซึ่งงานจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ จ.เชียงใหม่

                     นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หลังจากก่อนหน้านี้กรมชลประทาน ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรในพื้นที่ชลประทานงดทำนาปรังรอบ 2 เนื่องจากได้ประเมินสถานการณ์แล้วว่าปีนี้จะเสียงต่อปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำของภาคอีสานมีปริมาณน้ำรวมกันแค่ 2,882 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 35% ของความจุและ ปริมาณน้ำที่นำมาใช้การได้คงเหลืออยู่ 1,228 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 15% ของความจุอ่างขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม แต่จากการติดตามสภาพการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง พบว่าแนวโน้มยังคงมีการทำนาปรังเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ปริมาณน้ำในเขื่อนและลำน้ำธรรมชาติต่างๆ ลดน้อยลง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรได้ และน้ำอุปโภคบริโภค และเกษตรกรที่รั้นทำนาปรังก็จะไม่ได้รับการจ่ายค่าชดเชยหากเกิดผลกระทบเสียหาย

                     "ในช่วงต้นฤดูแล้งที่ผ่านมา กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มีการประกาศให้งดเพาะปลูกพืชฤดูแล้งในพื้นที่ท้ายอ่างเก็บน้ำ จำนวน 6 แห่ง ซึ่งมีปริมาณน้ำน้อยมาก ได้แก่ เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะ และเขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา เพื่อให้สามารถจัดการน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภค การผลิตประปา ไว้ เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้ เพียงพอใช้ตลอดในช่วงฤดูแล้ง โดยได้จัดสรรน้ำฤดูแล้งของภาคอีสาน ซึ่งใช้น้ำไปแล้ว 1,048 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 69% ของแผนการจัดสรรน้ำในฤดูแล้งทั้งหมด และ คงเหลือปริมาณน้ำที่ใช้ได้ตามแผน อีกราว 481 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 31% เท่านั้น

                     จากข้อมูลของกรมประทาน ซึ่งรายงานน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ของภาคอีสาน พบว่า เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี มีปริมาณน้ำ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 19% ของความจุอ่างมี ปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 18 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร  มีปริมาณน้ำ 125 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 24% ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 82 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ มีปริมาณน้ำ 262 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 13% ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 162 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 103 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 33% ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 76 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนมูลบน จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 44 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 31% ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 37 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนลำแซะ  จ.นครราชสีมา มีปริมาณน้ำ 125 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิด%45 ของความจุอ่างฯ ปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 118 ล้านลูกบาศก์เมตร

 

ชาวสวนพิจิตรหงอย! มะปรางไม่ออกผล

 

                      นายสายัณห์ บุญยิ่ง เลขานุการสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย เปิดเผยว่า สภาพของสวนมะม่วงและมะปรางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยสวนในอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นแหล่งปลูกมะปราง และมะม่วง ที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ โดยแม้ว่ามะม่วง จะมีผลออกมาตามปกติ แต่มะปราง ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นมะปรางไข่ไก่ กลับมีเพียงยอดอ่อน ไม่ออกดอกออกผลเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมาที่ควรจะเป็น ทำให้ปีนี้ ที่คาดว่าทางอำเภอสากเหล็ก จะจัดงานวันมะม่วงดัง มะปรางเด่น ขึ้นในวันที่ 3-5 เม.ย.นี้ อาจจะไม่มีมะปรางจำหน่ายภายในงานเหมือนทุกปีจะมีเพียงมะม่วงเท่านั้น

                      นายวินัย ภัทรประสิทธิ์ ประธานจัดงาน เปิดเผยในการแถลงข่าว การจัดงานวันมะม่วงดัง มะปรางเด่น ขึ้นในวันที่ 3-5 เม.ย.นี้ ว่าจากการที่มีฝนตกในหน้าหนาว สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง งานครั้งนี้อาจไม่มีมะปราง มาจำหน่าย แต่จะมีกิ่งพันธุ์มะปรางให้ประชาชนได้เลือกซื้อ และผลมะม่วง ที่ยังคงให้ดอกออกผลตามปก

                      สำหรับมะม่วงที่อำเภอสากเหล็ก สามารถส่งออกไปขายยังประเทศ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน เวียดนาม มาเลเซีย สิงค์โปร์ ซึ่งมีทั้งการส่งแบบแปรรูป และผลไม้สด เกรด A ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 45-75 บาท ซึ่งสามารถดึงเงินตราจากต่างประเทศเข้ามาในจังหวัดพิจิตรปีละไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท