
'พลังหญิง'ร่วมแก้ปัญหาชายแดนใต้
'พลังหญิง'ร่วมแก้ปัญหาชายแดนใต้
ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และลามไปถึงอีกหลายอำเภอของสงขลาและสตูล บั่นทอนกำลังใจของคนในพื้นที่ ทั้งลุกลามเป็นปัญหาระดับชาติ เป็นที่มาให้องค์กรเกี่ยวกับสตรี นำโดยมูลนิธิรักษ์ไทย มูลนิธิเพื่อนหญิง เครือข่ายผู้หญิงยุติความรุนแรงแสวงสันติภาพ เป็นต้น จัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสวันสตรีสากล “วานีตา พลังหญิงสร้างสรรค์สังคม พลังสันติภาพ ผู้หญิงสามจังหวัดชายแดนใต้” พร้อมเปิดเวทีเสวนาผู้หญิงเดินทางมาเล่าหัวข้อ “วิถีหญิงที่หลากหลายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้” โดยเชิญตัวแทนผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบมาร่วมสะท้อนปัญหาและแนวทางแก้ไข บริเวณเอเทรี่ยมโซน เซ็นทรัลเวิลด์ วันก่อน
มาเรียม โสะ ซึ่งสามีเสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อปี 2549 แต่ไม่ท้อขอสู้เพื่อลูกๆ และครอบครัว สะท้อนเหตุที่ผู้หญิงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ต้องเข้มแข็งและพึ่งตัวเองให้ได้ว่า ก่อนหน้าที่สามีจะเสียชีวิตตัวเองเป็นแม่บ้านธรรมดา ไม่มีอาชีพ แต่ตอนนี้มีลูก 5 คนที่ต้องดูแล จึงบอกกับตัวเองเสมอว่าต้องนำพาครอบครัวให้ได้
“ช่วงแรกหมดหวังและกำลังใจ แต่ก็ไม่นานเริ่มคิดใหม่ ต้องสู้ จากที่เคยเป็นเหยื่อตอนนี้กลายมาเป็นคนให้ความช่วยเหลือคนอื่น เราเป็นหญิงเมื่อออกไปทำงานนอกบ้าน ก็ไม่อยากให้มองว่าเก่งกว่าชาย หลายคนคิดแบบนี้ แล้วสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และไม่ใช่รอแต่ภาครัฐยื่นมือเข้ามาฉุด แนวทางนี้เป็นมิติที่น่าสนใจ” ตัวแทนหญิงหม้าย กล่าว
ด้านข้าราชการครู ฉลวย บุญเพชรศรี พูดถึงประเด็นความเป็นธรรมในการเยียวยาอาชีพครูที่ได้รับผลกระทบว่า ตัวเองต้องเป็นหม้ายจากการจากไปของสามีที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเช่นกัน แล้วยังต้องทนทุกข์กับผู้ไม่หวังดีที่คอยหาช่องทางทำร้ายครู ทำให้ต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อความอยู่รอด
“ผู้หญิงหลายคนถูกฆ่าอย่างโหดเหี้ยม ตอนนี้ไม่ว่าใคร เพศไหน ล้วนถูกละเมิดสิทธิ์ทั้งนั้น เคยได้ยินเข้าหูมาว่ายิงก็แล้วระเบิดก็แล้วทำไมยังไม่ไปอีก ทำไมหนอ เราเป็นครูผู้สร้างให้เด็กมีความรู้ ตั้งใจสั่งสอนเต็มที่ เพื่อให้เยาวชนเติบโตเป็นคนดีของชาติ ที่สำคัญเราสร้างให้เขามีคุณธรรม จริยธรรมด้วย อยากบอกว่าถ้าเขาฆ่าครูก็เหมือนกับฆ่าเด็กไปด้วย ตัวเองถือคติว่าสร้างความดีตอนมีชีวิตอยู่เพื่อทดแทนคุณแผ่นดิน เลยไม่ย้ายไปไหน แล้วต้อง “คว่ำมือและหงายมือ” ให้เป็น หงายมือคือรับความช่วยเหลือ ส่วนคว่ำมือคือการยื่นมือให้ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนกว่า เป็นการให้กำลังใจคนอื่น ให้เขาสู้ชีวิตต่อไปได้ ไม่ใช่สามีจากไปแล้วทุกอย่างจบ จึงอยากฝากผู้ที่จะมาแก้ปัญหาว่าต้องหาข้อมูลแท้จริง มีความตั้งใจและจริงใจ แล้วปัญหาหนักจะกลายเป็นเบา เพราะที่ผ่านมามักได้ยินคนในพื้นที่พูดว่ารัฐไม่จริงใจ และแก้ปัญหาไม่ตรงประเด็น เราอยากมีสิทธิเสรีภาพ ได้รับการคุ้มครองดูแลอย่างสันติสุข โดยเฉพาะครู ต่างพากันเสียขวัญ การเยียวยาจึงไม่เฉพาะตัวเงิน แต่ต้องดูแลสุขภาพจิตด้วย” ฉลวย เสนอแนะทางแก้ปัญหา
ขณะที่ รอซีดะห์ ปูซู สื่อมวลชน และเครือข่ายผู้หญิงยุติความรุนแรง เปิดใจถึงการตัดสินใจร่วมทำงานงานพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ว่าในฐานะที่เป็นลูกหลานปัตตานี และมีความรู้ความสามารถพอที่จะช่วยเหลือคนอื่นให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงชวนผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบมาร่วมเป็นอาสาสมัครเพื่อส่งต่อความช่วยเหลือให้ผู้เดือดร้อน สิ่งที่อยากแลกเปลี่ยนมุมมองคือทุกวันนี้การแก้ปัญหาจะฝากรัฐบาลอย่างเดียวไม่ได้ จำเป็นต้องให้ภาคประชาชนในหลายองค์กรที่ตั้งขึ้นมาประสานการทำงานเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน
“เรามาเพื่อแก้ปัญหาไม่ใช่ตัวสร้างปัญหา การที่ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมทำให้เห็นพลังของเพื่อนหญิง ทำให้มีอาสาสมัครที่เข้มแข็ง เป็นกลไกสำคัญ ในภาวะวิกฤติก็เป็นโอกาสของผู้หญิงจากเดิมที่เป็นเพียงภรรยา วันนี้ต้องกล้าออกมาเป็นผู้นำ เป็นที่มาของ “พลังหญิงสร้างสันติภาพ” เพราะเราเชื่อว่าพลังหญิงมีความสำคัญและมีบทบาทในการดูแลครอบครัว การเป็นแม่ทำให้เรารู้ปัญหาความเป็นไป แต่ต้องเริ่มต้นให้ดี ทุกวันนี้มีผู้หญิงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้กว่า 2,000 คนเป็นหม้าย ต้องดูแลลูกๆ และเป็นผู้นำครอบครัว” เครือข่ายผู้หญิงยุติความรุนแรง กล่าวทิ้งท้าย



