ข่าว

'อภิสิทธิ์'ติง'รบ.'รอบคอบกู้เงิน2.2ล้านล้าน

'อภิสิทธิ์'ติง'รบ.'รอบคอบกู้เงิน2.2ล้านล้าน

16 มี.ค. 2556

'อภิสิทธิ์' เตือน 'รัฐบาล' ต้องรอบคอบก่อนกู้เงิน 2.2 ล้านล้าน แนะคำนึงถึงเศรษฐกิจโลก พร้อมหนุนลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน

 

                        16 มี.ค.56 ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมรับฟัง บรรยายหัวข้อ”ทิศทางเศรษฐกิจโลก” จาก professor Joseph E.stiglitz นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ว่า วิทยากรได้เน้นเรื่องเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัญหาของสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งทั้ง 2 ภูมิภาคนี้มีปัญหาค่อนข้างหนัก ดังนั้นการคาดหลังที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกสามารถที่จะเติบโตหรือขยายตัวอย่างรวดเร็วกว่าปลายปี 2555 ที่ผ่านมาเป็นเรื่องยาก ดังนั้นนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลจำเป็นต้องคำนึงถึงความเสี่ยงที่ยังมีอย่างต่อเนื่องในแง่ของเศรษฐกิจโลก ถ้าไปคาดหวังว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตได้รวดเร็วกว่านี้ และทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวและมีรายได้ ก็ต้องระมัดระวัง

                        นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเห็นด้วยกับรัฐบาลในการที่จะมีการลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน แต่การรัฐบาลมุ่งมั่นที่จะกู้เงิน โดยที่ยังไม่มีความสามารถในการบริหารงานเงิน เห็นได้จากกรณี พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท และการบริหารงบประมาณต่างๆน่าเป็นห่วง เพราะถ้ากู้เงินจำนวนมากแต่มาตรฐานของการบริหาร ประสิทธิภาพและความโปร่งใสยังมีเหมือนเดิมความสูญเสียก็จะมีมากขึ้น

                        "ผมเห็นด้วยเรื่องการลงทุนเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แต่ต้องมีวิธีการบริหารเงินและบริหารทุนอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะการกู้เงิน 2.2 ล้านล้าน ต้องใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส ถ้าไม่ระวัดระวังจะเกิดความสูญเสียได้" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

                        ทั้งนี้จากการฟังการบรรยายเขาก็มองเห็นถึงศักยภาพ แต่ก็เป็นห่วงว่าความสามารถที่จะเดินหน้าในแง่ของการจะกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวแบบเดิมๆ จะไปได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งก็มีบทเรียนจากภูมิภาคอื่นๆ และขนาดของประชากร ทั้งจีนและอินเดีย ก็มีคำถามเกิดขึ้นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นทางด้านอื่นๆต่อทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างไร

 

'มาร์ค' เบรก 'รัฐบาล' เดินหน้าผลักดัน ร่างพรบ.นิรโทษฯ

 

                       นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีการบรรจุร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเข้าสู่วาระการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรในสัปดาห์หน้าว่า การบรรจุวาระการประชุมเป็นไปตามข้อบังคับการประชุม เมื่อส.ส.หรือประชาชนยื่นร่างกฎหมาย และประธานสภาผู้แทนราษฏรได้มีการตรวจสอบรายชื่อครบถ้วนถูกต้องเป็นไปตามข้อบังคับ  ประธานก็มีหน้าที่บรรจุเข้าสู่วาระที่ประชุม แต่ตนยังไม่เห็นว่า อยู่ในวาระที่เท่าไร หรือเป็นเรื่องที่เร่งด่วนหรือไม่ ส่วนการเปลี่ยนระเบียบวาระก็อยู่ที่เสียงข้างมากในสภา ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ควบคุม ทั้งหมดนี้อยู่ที่รัฐบาลว่าจะแสดงจุดยืนให้ชัดว่าจะเดินหน้าหรือทำอย่างไร

                       ผู้สื่อข่าวถามว่า กังวลว่าจะมีมวลชนออกมาเคลื่อนไหวหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่ามีความขัดแย้งแน่ หากมีการผลักดันเรื่องการนิรโทษกรรมในรูปแบบที่เป็นอยู่ในลักษณะนี้ โดยรัฐบาลต้องแสดงจุดยืนเพื่อป้องกันไม่ให้บ้านเมืองเกิดความขัดแย้งอย่างไร ที่ผ่านมามีมวลชนออกมาต่อต้านปิดล้อมรัฐสภา แต่เมื่อรัฐบาลยอมถอย บ้านเมืองก็เกิดความเรียบร้อย ดังนั้นการตัดสินใจทั้งหมดอยู่ที่รัฐบาล ว่า อยากให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าอย่างไร ถ้าเห็นปัญหาของประชาชน เห็นปัญหาของประเทศสำคัญ นโยบายต่างๆ ที่ยังต้องปรับปรุงแก้ไข ก็ต้องพักเรื่องนี้ และหาโอกาสพูดคุยแบบจริงใจแบบเปิด ไม่ใช่มาคุยในลักษณะเตรียมสิ่งที่ตัวเองทำไว้ในกระเป๋า แต่ว่าตั้งเวทีคุยเพื่อให้เห็นภาพว่าตั้งเวทีแล้ว อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ ฝ่ายค้านกำลังจับตาอยู่ เพราะขณะนี้ก็ยังไม่ชัดแต่มีส.ส.ที่แสดงท่าทีจริงจังที่จะผลักดัน ขณะเดียวกันมีบางฝ่ายก็ยังส่งสัญญาณอยู่

                       เมื่อถามว่า ทางนายกรัฐมนตรีได้มีการปล่อยเรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มันพูดได้ แต่ความเป็นจริงรัฐบาลสามารถที่จะบริหารเรื่องนี้ได้แล้วก็หนีความรับผิดชอบ เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นค่อนข้างที่จะรุนแรง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประเทศและสภาพการบริหาร รัฐบาลก็หนีไปไหนไม่ได้

                       เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านได้มีการวางกรอบช่วงเวลาการเปิดประชุมเพื่อให้รัฐบาลแถลงผลงานรัฐบาลในรอบ 1 ปีของรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ทางคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้านคงต้องไปหารือกันว่าน่าจะเป็นสัปดาห์ใด หรือใช้ระยะเวลากี่วัน

 

'อภิสิทธิ์' รับห่วงสถานการณ์ความรุนแรงภาคใต้

 

                      นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ที่จะมีการส่งบุคคลจำนวน 9 คน ไปเจรจาแต่ทางนายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี ระบุว่ากลุ่มคนดังกล่าวไม่ได้มีน้ำหนักและไร้กำลังมากพอในการไปเจรจาว่า เราก็เป็นห่วงและได้เตือนมาตลอดว่า การพูดคุยเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างรัดกุม และต้องเจรจากับกลุ่มที่มีศักยภาพในพื้นที่ที่จะลดความรุนแรงได้ ซึ่งหากไม่ใช่กลุ่มที่มีศักยภาพ ก็ยิ่งทำให้กลุ่มอื่นที่มีอิทธิพลในพื้นที่ไม่พอใจและก่อความรุนแรงเพิ่มขึ้น และยอมรับ หลายรัฐบาลที่ผ่านมา รวมถึงรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีการเจรจากับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ แต่เป็นการคุยกันภายในแบบความลับ ซึ่งก็เป็นวิธีการที่รัดกุมกว่าและได้ผล แต่มีการเปลี่ยนรัฐบาล การดำเนินการแบบนี้จึงยุติลง และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ได้เดินทางไปเจรจากับประเทศมาเลเซีย และนำมาซึ่งการเจรจาล่าสุดที่รัฐบาลปัจจุบัน ให้หน่วยงานด้านความมั่นคงมาเลเซีย ช่วยเจรจา กลายเป็นประเด็นทางการเมือง และใช้อำนาจรัฐกดดันให้มาเจรจาเป็นวิธีการที่ผิด แต่เมื่อเดินหน้าเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็นไปแล้ว รัฐบาลก็ต้องเดินหน้าต่อไปแต่ต้องมั่นใจว่าจะลดความรุนแรงในพื้นที่ได้จริง

                      เมื่อถามว่า เหตุใดจึงคิดเช่นนั้นเป็นเพราะหวังผลทางการเมืองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็เป็นประเด็นทางการเมืองแสดงให้เห็นว่ากำลังดำเนินการอะไรอยู่ และก็เป็นวิธีคิดแบบ พล.ต.ท.ทักษิณ คือคิดว่าใช้อำนาจของรัฐ ดึงกลุ่มต่างๆ เข้ามาหารือพูดคุยได้ โดยทุกหน่วยงานก็มีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล แต่คิดว่าข้อห่วงใยต่างๆ นั้นรัฐบาลควรที่จะรับทราบ และดูว่าจะแก้ไขอย่างไร อย่างไรก็ตามขณะนี้นายถาวร เสนเนียม รองหัวหน้าพรรค ได้มีการรวบรวมแนวทางต่างๆในการแก้ไขปัญหา ซึ่งได้ทำหนังสือถึงตนเพื่อจะได้เสนอไปยังรัฐบาลเพื่อของระงับแนวทางดังกล่่าวเพราะเห็นว่า หลังจากที่มีการไปดำเนินการเรื่องของการพูดคุย หลายสิ่งหลายอย่างได้เปลี่ยนไป

                      “รัฐบาลต้องเดินต่อ แต่เวลานี้จุดทดสอบคือทำอย่างไรที่จะลดความรุนแรงในพื้นที่เพื่อสร้างความไว้ใจเพื่อให้มั่นใจว่าเรากำลังพูดคุยกับคนที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติในพื้นที่จริง มันไม่ใช่แค่เวลาแต่ต้องไปให้ถูกตัวด้วย บทพิสูจน์ไม่ได้อยู่ที่ว่าความเห็นของใคร แต่บทพิสูจน์อยู่ที่เหตุการณ์จริงที่อยู่ในพื้นที่ ก็ลองไปทบทวนดูว่าตั้งแต่มีการลงนามที่ประเทศมาเลเซียมีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง  มันเป็นการบ่งบอกความรุนแรงหรือสัญลักษณ์อะไร ซึ่งต้องไปแก้ไขที่ตรงจุดนั้น” นายอภิสิทธิ์ กล่าว