
สามตอ : วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน
สามตอ : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]
นั่งคุยกับเพื่อนสนิทเรื่องความถนัดในการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ แล้วค้นพบว่า พอความถนัดมันต่างกัน ถึงต้องการ “ผลลัพธ์” ที่เหมือนกัน แต่ต่างคนต่างก็เลือกใช้โปรแกรมที่ต่างกัน และเป็นการเลือกตามความถนัดของตัวเอง
เพราะจริงๆ เราอยากทำไฟล์นำเสนอข้อมูลหรือที่เรียกกันติดปากว่า “พรีเซนเตชั่น” ซึ่งแม่คนเป็นนักเขียนที่วันๆ ใช้แต่โปรแกรม “เวิร์ด” ก็เลือกที่จะใช้ “เวิร์ด” ส่วนพ่อนักคำนวณก็เลือกใช้ “เอ็กเซล” ขณะที่กลุ่มที่เป็นวัยรุ่นหรือพวกเรียนจบปริญญาโท ก็นิยมสร้างรูปแบบสวยงามอลังการงานสร้างด้วยโปรแกรม “เพาเวอร์พอยต์”
คุยจบก็อดคิดเรื่องการลงทุนไม่ได้ เพราะแม้ว่า จุดหมายปลายทางของแต่ละคนจะเน้นเรื่อง “ผลตอบแทน” ที่งอกเงยจากการลงทุนเป็นหลัก แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า การลงทุนก็ต้องขึ้นอยู่กับ “ความถนัด” ด้วย
คนที่ถนัดเรื่องหุ้น มีความรู้ความเข้าใจก็แสวงหาผลตอบแทนจากตลาดหุ้น ในขณะที่คนที่ไม่ถนัดหุ้น ก็ต้องหาทางอื่น ไม่ว่าจะเป็นทองคำ ตราสารหนี้ พันธบัตรหรือแม้แต่เงินฝากแคมเปญพิเศษที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีเงินฝากปกติ
แต่ไม่ว่าจะลงทุนแบบไหน หนีไม่พ้นการเตรียมความพร้อมให้ตัวเอง ซึ่งเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ให้ความรู้เรื่องนี้อย่างน่าสนใจว่า ก่อนที่จะเริ่มลงทุนในอะไรก็ตาม ควรเริ่มต้นด้วยการเตรียมตัวเองให้พร้อม โดยต้องรู้จัก 3 ต. นั่นคือ เตรียมตัว เตรียมสตางค์ และเตรียมใจ
“เตรียมตัว” เพื่อจะเป็นผู้ลงทุนที่ดี โดยการกำหนด “เป้าหมายการลงทุน” ที่ชัดเจน เพราะเป้าหมายการลงทุน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการลงทุนให้ประสบความสำเร็จ เนื่องจากเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้กำหนดแนวทางการลงทุนได้ง่ายขึ้น ยิ่งปัจจุบันทางเลือกในการลงทุนมีมากมาย การลงทุนแบบไร้ทิศทาง ลงทุนตามข่าวสารตามกระแสอาจทำให้พลาดโอกาสดีๆ ที่เหมาะกับตัวเราไปอย่างน่าเสียดาย
ดังนั้น คำแนะนำในเบื้องต้น คือ เราควรกำหนดเป้าหมายการลงทุนให้ชัดเจนว่า ต้องการลงทุนเพื่ออะไร ต้องการใช้เงินประมาณเท่าไหร่ และต้องการจะบรรลุเป้าหมายนั้นเมื่อใด ซึ่งอาจเป็นการลงทุนในระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ระยะกลาง 1-5 ปี หรือระยะยาวตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละคน เพราะบางคนอาจลงทุนระยะสั้น เพื่อเตรียมเงินไว้สำหรับดาวน์รถยนต์คันใหม่ บางคนอาจลงทุนระยะกลาง เพื่อเตรียมเงินไว้ไปศึกษาต่อต่างประเทศ หรือบางคนอาจต้องการลงทุนระยะยาวเพื่อเตรียมเงินไว้ใช้จ่ายในวัยเกษียณ ฯลฯ
จากนั้นค่อยพิจารณา “เงื่อนไข” ในการลงทุนว่า เรารับความเสี่ยงได้แค่ไหน ต้องการผลตอบแทนแบบไหน อัตราผลตอบแทนเท่าไหร่ หรือมีเงินลงทุนมากน้อยเพียงใด เพราะสิ่งเหล่านี้แหละที่จะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีว่า ทางเลือกการลงทุนแบบไหนที่จะเหมาะกับเรามากที่สุด
นอกจากนี้ ต้องเพิ่มความรู้ให้ตัวเอง โดยศึกษาทำความเข้าใจเกี่ยวกับทางเลือกที่คิดจะลงทุน ไม่ว่าจะเป็นคุณลักษณะ ความเสี่ยง และผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่จะลงทุนนั้น
หลังจากเตรียมตัวแล้ว ก็ “เตรียมสตางค์” หรือเตรียมเงินลงทุนในจำนวนที่เหมาะสม ซึ่งควรพิจารณา “แผนการออมและแผนการใช้จ่าย” เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสถานะทางการเงิน หากผลตอบแทนไม่เป็นไปตามที่คาดหวังหรือเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน
เมื่อกำหนดเงินลงทุนเริ่มต้นได้แล้ว ก็ต้องพิจารณา “สินทรัพย์ลงทุน” อย่างรอบคอบก่อน แล้วจึง “แบ่งเงิน” ไปลงทุนในสินทรัพย์ลงทุนหลายๆ ประเภท หรือที่เรียกว่า “การจัดสรรสินทรัพย์ลงทุน” (Asset Allocation) เพื่อให้เกิดการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
ตรงนี้สำคัญทีเดียว เพราะมีข้อมูลทางวิชาการและสถิติมากมายระบุว่า การจัดสรรทรัพย์สินลงทุนอย่างเหมาะสม สามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ดีกว่าการลงทุนในสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะราคาของสินทรัพย์ลงทุนแต่ละประเภทจะตอบรับต่อการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน รวมทั้งใช้เวลาในการปรับขึ้นลงของราคาที่แตกต่างกัน ดังนั้น การลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภทจึงช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดทุนจำนวนมากในคราวเดียวได้เป็นอย่างดี
อ่านถึงตรงนี้แล้ว ก็ลองหลับตานึกภาพ “ไข่ในตะกร้า” ที่ถ้าอยู่ในตะกร้าใบเดียวกันหมด ถ้าทำตะกร้าตก ไข่ทุกฟองก็ตกแตก แต่ถ้ากระจายไข่ไปในตะกร้าหลายๆ ใบ ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้เยอะทีเดียว
สุดท้าย คือ “เตรียมใจ” ให้พร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ที่จะมีผลกระทบต่อการลงทุน ถือเป็นเคล็ดลับในการลงทุนอย่างมีความสุข เพราะผู้ลงทุนส่วนใหญ่ “ขาดความอดทน” และ “ไม่มีวินัย” ในการลงทุนที่ดีพอ จึงมักจะลงทุนไปตามสิ่งเร้าหรือตามกระแส ไม่ได้พิจารณาการลงทุนด้วยความรอบคอบ
เมื่อมีปัจจัยหรือเหตุการณ์ใดที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนเกิดขึ้น ก็เกิดความกังวล หวาดวิตก กลัวความเสียหายจะเกิดขึ้นกับการลงทุนของตัวเอง ทำให้เกิดความกดดันและความเครียด ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการลงทุนโดยรวม และต่อสุขภาพจิตของตนเอง ในทางตรงกันข้าม หากเราพิจารณาการลงทุนอย่างรอบคอบ มีความอดทน และมีวินัยในการลงทุน เราก็จะพบว่า ความผันผวนของตลาดในระยะสั้นจะไม่ส่งกระทบต่อพอร์ตการลงทุนของเรามากนัก
บทความของตลาดหลักทรัพย์ ปิดท้ายอย่างน่าสนใจว่า ใครอยากมี "ความมั่งคั่งทางการเงิน" ควบคู่ไปกับ "ความมั่งคั่งทางอารมณ์" ก็ต้องเตรียม 3 ต. ทั้งเตรียมตัว เตรียมสตางค์ และเตรียมใจ ให้พร้อม
แต่วันอาทิตย์คิดเรื่องเงินขอปิดท้าย (ต่ออีกนิด) ว่า ถ้าเตรียม 3 ต.ไม่พร้อม ก็อาจจะเจอ “ตอ” แบบจังๆ ในโลกของการลงทุนที่ทำเอาหัวทิ่มหัวตำได้ง่ายๆ เหมือนกัน
........................................
(สามตอ : คอลัมน์วันอาทิตย์คิดเรื่องเงิน : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected] )



